Categories
History

ฝนตกหนัก-น้ำท่วมใหญ่ ในเมืองหลวง ที่คนกทม. แต่ละรุ่นต้องเผชิญมา

น้ำท่วมสี่แยกบางพลัด ต้นเดือนพฤศจิกายน 2554 (ภาพจากห้องสมุดภาพมติชน)

ฝนตกน้ำท่วม ดูจะกลายเป็นคำและส่วนขายที่อยู่คู่กันจนคุ้นเคย เพราะฝนตกเมื่อใด ก็มักมีน้ำท่วมขังตามมาบ่อยครั้ง แต่ประสบการณ์ฝนตกน้ำท่วมของคนกรุงเทพฯ แต่ละรุ่น แต่ละยุค ย่อมจดจำต่างกันไป

คนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีขึ้นไปในปัจจุบัน คงทันและพอจะจดจำได้ว่า ปี 2554 น้ำท่วมหนักขนาดไหน, ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ก็อาจเล่าย้อนถึงประสบการณ์ปี 2526 ปี 2537 ปี 2538, ผู้ที่อายุ 90 ปีขึ้นไป คงเล่าได้ว่าปี 2485 สถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ ที่ใดบางที่น้ำท่วม ฯลฯ

หากประวัติฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงเทพฯ เกิดในทุกรัชกาล มีการบันทึกหลักฐานมาเรื่อยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ซึ่งอธิกาณร์ ปุ๊ดตัน, ภัทรมน แจ่มทุ่ง ค้นคว้าและเรียบรียงในบทความชื่อ “จดหมายเหตุมหาอุทกภัย 2554 กู้แหล่งโบราณสถานหลังน้ำลด” (ศิลปวัฒนธรรม, ธันวาคม 2554) ขอสรุปความเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ละรัชกาลดังนี้

รัชกาลที่ 1

ปีมะเส็ง พ.ศ. 2328 ปีที่สร้างกำแพงพระนครและพระราชวังกรุงรัตนโกสินทร์เสร็จ ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมกรุง ระดับน้ำที่ท้องสนามหลวงสูงถึง 8 ศอก 10 นิ้ว วัดปริมาณน้ำภายในพระบรมมหาราชวัง บริเวณพื้นท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานได้ถึง 4 ศอก 8 นิ้ว

รัชกาลที่ 2

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2362 ส่งผลให้เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงเหมือนครั้งแรก

รัชกาลที่ 3

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2374 น้ำท่วมทั่วพระราชอาณาจักรและมากกว่าปีมะเส็ง พ.ศ. 2328

รัชกาลที่ 4

เกิดน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้ง วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 และวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410

รัชกาลที่ 5

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 น้ำท่วมสูงถึงขอบประตูพิมานไชยศรี (ประตูทิศเหนือ พระบรมมหาราชวัง)

รัชกาลที่ 6

พ.ศ. 2460 น้ำท่วมไปถึงลานพระบรมรูปทรงม้า จนมีกิจกรรมการแข่งเรือ

รัชกาลที่ 8

เกิดน้ำท่วมนานถึง 2 เดือน ปริมาณน้ำมากกว่าเมื่อปี พ.ศ. 2460 เกือบเท่าตัว

.ศ. 2485 เริ่มท่วมตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 น้ำท่วมบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า สูงถึง 1.50 ม. และท่วมนานถึง 3 เดือน รวมถึงพื้นที่สำคัญๆ อีกหลายแห่ง เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเยาวราช อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภูเขาทอง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น

นับเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อมากักเก็บน้ำ

น้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485

รัชกาลที่ 9

ในปัจจุบัน น้ำท่วมยังคงเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งสร้างความเดือนร้อนแก่ชาวกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องดังเช่น

พ.ศ. 2518 พายุดีเปรสชันได้พาดผ่านตอนบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำสูงทางภาคกลางตอนบนจนเป็นเหตุให้น้ำป่าสักไหลทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2521 มีพายุลูกใหญ่ 2 ลูก คือ “เบส” และ “คิท” ได้พาดผ่านพื้นที่ตอนบนลุ่มแม่น้ำปริมาณสูง รวมไปถึงปริมาณน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลบ่าเข้าท่วมเป็นจำนวนมาก ทำให้ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมโดยปริยาย

พ.ศ. 2526 น้ำท่วมรุนแรงมาก เนื่องจากมีพายุพัดผ่านภาคเหนือและภาคกลางช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ประกอบกับมีพายุหลายลูกพัดผ่านกรุงเทพฯ ช่วงเดือนตุลาคมวัดปริมาณฝนทั้งปี 2,119 มม. มีปัญหาจราจรที่รถกับเรือใช้เส้นทางเดียวกัน

เรือวิ่งแข่งกับรถเมล์ เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2526 (ภาพจากบทความ “กรุงเทพฯ คืนสู่ทะเล มหานครใต้บาดาล”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน กันยายน 2536)

พ.ศ. 2533 เดือนตุลาคม พายุโซนร้อน “อีรา” และ “โลล่า” ได้พัดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคกลางทำให้ฝนตกหนักที่พื้นที่กรุงเทพฯ ถึง 617 มม. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังสูงประมาณ 30-60 ซม. ในหลายพื้นที่ ทั้งบริเวณเขตมีนบุรี หนองจอก บางเขน ดอนเมือง บางกะปิ พระโขนง ลาดกระบัง ลาดพร้าว บึงกุ่ม และปริมณฑล โดยน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน

.ศ. 2537 เกิดพายุฝนร้อนถล่มกรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อ 7-8 พฤษภาคม วัดปริมาณฝนมากที่สุดที่เขตยานนาวา 457.6 มม. เฉลี่ยทั่วเขตกรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำฝน 200 มม. มากที่สุดในประวัติการณ์ เรียกกันว่า “ฝนพันปี” เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่สร้างความเดือดร้อนทั่วกรุงเทพฯ

.ศ. 2538 ฝนตกในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน เนื่องจากพายุหลายลูกผ่าน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมีฝนตกหนักช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เนื่องจากพายุ “โอลิส” ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูง วัดที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ สูงถึง 2.27 เมตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (เท่าน้ำท่วมปี พ.ศ. 2485) ทำให้น้ำล้นคันป้องกันริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำสูงถึง 50-100 ซม. น้ำเหนือหลากท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี หมู่บ้านไวท์เฮ้าส์ ตอนเหนือของกรุงเทพฯ นาน 2 เดือน

.ศ. 2539  ฝนตกเกิดน้ำท่วมขังตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ตั้งแต่หลังปี 2539 เป็นต้นมา ยังไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในเขตกรุงเทพฯ มีเพียงน้ำท่วมขังไม่นานก็ระบายออกได้สู่ภาวะปกติ

.ศ. 2549 เกิดอุทกภัยใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลให้หลายพื้นที่มีสภาพน้ำท่วมขัง ประกอบกับมีการผันน้ำเข้าเก็บกักเอาไว้ในพื้นที่ว่างเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำ ท่วมโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรในหลายจังหวัดภาคกลาง แต่เมื่อจังหวัดนั้นๆ ไม่สามารถรับน้ำได้ไหว น้ำจึงไหลเข้าท่วมขังที่กรุงเทพฯ เกือบ 1 เมตร นานกว่าสัปดาห์

.ศ. 2554 เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็น มหาอุทกภัย ครั้งใหญ่ที่สุด นับแต่การเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมมาในอดีตเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไทยมีฝนตกชุกจนมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น เดือนกรกฎาคม ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK TEN) ส่งผลทำให้มีฝนตกชุกขึ้นมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา นำมาสู่การเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายๆ พื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศนับตั้งแต่ จังหวัดสุโขทัย ตาก พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร

เดือนสิงหาคม-กันยายน ประเทศไทยมีพายุเข้ามาอย่างต่อเนื่องถึง 4 ลูก เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์จึงจำเป็นต้องกักเก็บน้ำเอาไว้เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งอยู่ทางตอนล่างของเขื่อน และได้มีการเร่งระบายน้ำจากเขื่อนออกในเดือนตุลาคม เมื่อปริมาณน้ำเกินความจุของเขื่อนแล้ว ซึ่งมวลน้ำมหาศาลที่ได้ถูกปล่อยมานั้นได้เข้าท่วมตั้งแต่ จังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก (อีกครั้ง) รวมถึงที่จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และที่หนักที่สุดก็คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำจากทางจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา ได้ไหลหลากเป็นวงกว้างออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้น้ำไหลเข้าท่วมในเขตจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม จนกระทั่งในช่วงปลายๆ ของเดือนตุลาคมน้ำได้ไหลเข้าท่วมในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ

วันที่ 22 ตุลาคม น้ำได้หลากเข้าท่วมพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) และตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม ได้ไหลเข้าท่วมสนามบินดอนเมือง ท่วมมหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และขยายวงกว้างไปทั่วเขตดอนเมือง เขตจตุจักร และได้ขยายบริเวณท่วมกระจายไปทั่วในเกือบทุกๆ เขตพื้นที่ทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ

ต้นเดือนพฤศจิกายนได้ไหลเข้ามาถึงบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เขตจตุจักร ระดับน้ำสูงโดยเฉลี่ย 50-80 ซ.ม. ประมาณกลางเดือนธันวาคมน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เฉพาะพื้นที่ฝั่งธนบุรี น่าจะข้ามพ้นไปสู่ปีใหม่ พ.ศ. 2555 น้ำจึงจะลด

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 พฤษภาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_86437

 

Categories
History

ตู้เย็น มาจากไหน มาตั้งแต่เมื่อไหร่

ตู้เย็นของบริษัทเคลวิเนเตอร์ พ.ศ. 2469 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ John and Mable Ringling ฟลาริดา อเมริกา

ในวันที่อุณหภูมิความร้อนพุ่งสูงเสมือนจะทะลุปรอท ถ้าเปิด “ตู้เย็น” มีน้ำเย็น, มีไอติม, มีเบียร์ และอีกสารพัดที่ตู้เย็นทำให้มันเย็นฉ่ำชื่นใจ ความร้อนตรงหน้าก็คงพอสู้ไหว

แต่กว่าจะถึงวันนี้ ตู้เย็นมีเส้นทางเดินมาอย่างไร เราจะไปดูกัน

พ.ศ. 2093 มีการใช้สารเคมี เช่น โซเดียมไนเตรต, โปแตชเซียมไนเตรตใส่ลงในน้เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำลดต่ำลง คําว่า “การทําความเย็น” (to refrigerate) จึงเกิดขึ้น

พ.ศ. 2327 วิลเลี่ยม คูลเลน นักเคมีแห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สาธิตการทําความเย็นเป็นครั้งแรก โดยการทําให้เอธิลอีเธอร์ เดือดในสุญญากาศ แต่เขาไม่ได้นําผลการทดลองมาสู่การปฏิบัติ

พ.ศ. 2343 เฟรเดอริก ทูเดอร์ ชาวนิวอิงแลนด์ ค้นพบวิธีตัดน้ำเข็งจากธรรมชาติให้เป็นก้อน, ทดลองใช้ฉนวนต่างๆ เพื่อเก็บรักษาน้ำแข็งไม่ให้ละลาย คงทนสําหรับขนส่งไปจําหน่ายในที่อื่นๆ เป็นการเริ่มใช้ประโยชน์จากน้ำแข็งในเรื่องเชิงธุรกิจการทําความเย็น

พ.ศ. 2348 โอลิเวอร์ อีแวนส์ ชาวอเมริกันออกแบบเครื่องทําความเย็นเป็นครั้งแรก โดยใช้วิธีอัดไอ แต่เขาไม่ได้สร้างเครื่องนี้

พ.ศ. 2363 ผลิตน้ำแข็งสำเร็จขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ยังอยู่ในระดับการทดลองเท่านั้น

พ.ศ. 2377 จาคอบ เพอร์กินส์ วิศวกรอเมริกันประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นระบบคอมเพรสเซอร์อัดไอ ขึ้นเป็นเครื่องแรกในโลก

พ.ศ. 2396 เจมส์ แฮร์ริสัน เป็นช่างพิมพ์ชาวสก็อตต์แลนด์ที่ไปอาศัยอยู่ใน ออสเตรเลียได้ปรับปรุงพัฒนาเครื่องทําความเย็นแบบใช้ซัลฟุริกอีเธอร์ให้มีคุณภาพดีขึ้นกว่าที่เคยมีมา

พ.ศ. 2398 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นระบบแอร์ซอร์ปชัน ขึ้นโดยอาศัยหลักทฤษฎีที่ไมเคิล ฟาราเดย์-นักวิทยาศาสตร์อเมริกันค้นพบ (พ.ศ. 2367)

พ.ศ. 2410 เจ.บี. สเธอร์แลนด์ แห่งเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ออกแบบและสร้างตู้โบกี้รถไฟห้องเย็นเพื่อขนส่งอาหารสด เขาทําช่องใส่น้ำแข็งไว้ที่ผนังทุกด้าน ตรงกลางบรรจุอาหารพวกนม เนย อาหารทะเล และมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์

พ.ศ. 2422 โทมัส เอลกินส์ ชาวอเมริกัน เชื้อสายอาฟริกัน จดสิทธิบัตรเครื่องทำความเย็นในอเมริกา

พ.ศ. 2453 ตู้เย็นที่ใช้ในบ้านถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2461 บริษัทเคลวิเนเตอร์ (Kelvinator Co.) ผลิตตู้เย็นซึ่งควบคุมโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรก และทําเป็นระบบ อุตสาหกรรมการผลิตตู้เย็นจําหน่ายในสหรัฐอเมริกา ยอดจําหน่ายถึงปี พ.ศ. 2463 มากกว่า 200 เครื่อง

พ.ศ. 2463 เกิดอุตสาหกรรมการผลิตตู้เย็นเกิดขึ้นทั้งในอเมริกาและยุโรป ตู้เย็นเริ่มเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในครัว

พ.ศ. 2466 มีการผลิตตู้แช่แข็งเพื่อแช่อาหารเป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2469 บริษัทเยเนอรัลอิเล็กทริก ผลิตตู้เย็นที่ใช้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์แบบเฮอร์เมติกเป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2470 บริษัทอิเล็กโทรลักซ์ ผลิตตู้เย็นระบบแอบซอร์ปชันควบคุมอัตโนมัติจําหน่ายในสหรัฐ

พ.ศ. 2493 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตตู้เย็นสมัยใหม่ออกจำหน่าย

เมื่อโลกรู้จัก “ตู้เย็น” ก็มีเกิด การขนส่งอาหารสดและอาหารแช่แข็ง, อุตสาหกรรมห้องเย็น, การผลิตน้ำแข็งและไอศครีม, การแช่เย็นสารเคมีและยา, การแช่แข็งน้ำเชื้อหรือหยุดการเติบโตของเซลและแบคทีเรีย ฯลฯ  

 

ข้อมูลจาก

รศ. บุญชัด เนติศักดิ์. เครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ 1, คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, 2551

สมศักดิ์ สุโมตยกุล. เครื่องทำความเย็นแลเครื่องปรับอากาศ, บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน), 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 เมษายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_86343

Categories
History

ถนน “พัฒน์พงษ์” มาจากไหน?

ภาพถ่ายป้ายถนนพัฒน์พงศ์ โดย Harrison Forman ราวทศวรรษ 1960 (ภาพจาก University of Wisconsin-Milwaukee Libraries)

ถนนพัฒน์พงษ์ เป็นถนนสายสั้น ๆ เชื่อมระหว่างถนนสุรวงศ์ และถนนสีลม

ชื่อถนนสายนี้มีที่มามาจากชื่อบรรดาศักดิ์ของ “หลวงพัฒน์พงศ์พาณิช”

หลวงพัฒน์พงศ์พาณิชเป็นชาวจีนไหหลำ เดิมชื่อ จีนพัด สมรสกับบุตรสาวผู้เฒ่าชิ้น ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่มีอาณาบริเวณจำนวนมากในแถบถนนสุรวงศ์ และยังได้รับมรดกที่ดินของเฒ่าชิ้นสืบมา ภายหลังจีนพัดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพัฒน์พงศ์พาณิช

ถึงรุ่นบุตรหลานก็ได้รับมรดกสืบมาจากหลวงพัฒน์พงศ์พาณิช ได้ตัดถนนพาดผ่านเพื่อให้ที่ดินเจริญ ให้ที่ดินได้ราคาดี และเพื่อให้การคมนาคมเดินทาง สัญจรไปมาสะดวกมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงให้ชื่อถนนสายนี้เป็นอนุสรณ์แก่หลวงพัฒน์พงศ์พาณิชว่า “ถนนพัฒน์พงษ์”

ปัจจุบัน ถนนพัฒน์พงษ์เป็นย่านธุรกิจบันเทิงอันโด่งดังระดับนานาชาติ ถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของธุรกิจค้ากามเมืองไทย ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ มีชื่อเสียงในเรื่องการแสดงโชว์ทางเพศ

โดยจุดเริ่มต้นของการเป็นถนนสายบันเทิงยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ มาจากการที่ย่านถนนพัฒน์พงษ์เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของบรรดาทหารสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามเวียดนาม และสงครามเย็น แต่ในระยะหลังเริ่มมีสถานบันเทิงประเภทอื่นๆ เข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และยังมีตลาดนัดกลางคืนซึ่งมีสินค้าหลากหลายประเภทอีกด้วย

 

อ้างอิง :

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. “ถนนพัฒน์พงษ์”. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ, พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 เมษายน 2560

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_8586

Categories
History

คลอง “แสนแสบ” ชื่อนี้มาจากไหน หรือจะมาจากยุง?

คลองแสนแสบ ภาพจาก “ห้องสมุดภาพศิลปวัฒนธรรม”

ผู้เขียน พัชรเวช สุขทอง
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ.2565

“คลองแสนแสบ” เมื่อคนส่วนใหญ่ได้ยินชื่อนี้ ก็จะนึกถึงนวนิยายชื่อดังของไม้ เมืองเดิม อย่างเรื่อง “แผลเก่า” หรือบทเพลงอมตะของชาลี อินทรวิจิตร ที่ชื่อเพลงว่า “แสนแสบ” คลองแห่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฉากในวรรณกรรมหรือเนื้อร้องในบทเพลงเท่านั้น แต่เป็นคลองที่มีอยู่จริง และมีความสำคัญต่อการคมนาคมของชาวบ้าน รวมทั้งชื่อของคลองแห่งนี้ยังมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ

ชื่อของคลองแสนแสบสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากความเจ็บแสบของชาวบ้านที่ถูกยุงกัด เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ราบลุ่มอุดมด้วยทุ่งหญ้า มีน้ำขังเจิ่งนองตลอดปี จึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างดี มีรายงานของนักสำรวจชาวอังกฤษ ที่ชื่อว่า ดี.โอ.คิง. (D.O.King) ได้กล่าวถึงคลองแสนแสบนี้ว่า

“…คลองนี้มีความยาว 55 ไมล์ เชื่อมนครกรุงเทพฯ กับแม่น้ำบางปะกง ผ่านบริเวณที่ราบชนบท ซึ่งใช้สำหรับการปลูกข้าว โดยเฉพาะคนพื้นเมืองเป็นคนเชื้อสายมาเลย์ เช่นเดียวกับชาวสยามอื่นๆ พื้นบ้านของคนเหล่านี้ทำด้วยไม้ไผ่ยกขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 4 ฟุต เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นผ้ารัดเอวธรรมดาๆ และไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม มือข้างหนึ่งจะต้องใช้ปัดยุงเสมอ…”

ส. พลายน้อย มีความคิดเห็นที่มาของชื่อคลองแสนแสบที่ต่างออกไป ในบทความ “แสนแสบ บางกะปิ” ดังนี้ “…คำแสนแสบน่าจะหมายถึงแม่น้ำ ลำคลอง หรือห้วยหนองคลองบึง หรือทะเลสาบ และเพี้ยนมาจาก แส-สาบ ปรีดา ศรีชลาลัย อ้างว่าสมัยหนึ่งเคยเรียกทะเลว่า เส หรือ แส เช่น หลงเส หรือเสหล่ง เท่ากับเสหลวง พงศาวดารเชียงแสนเรียกว่า หนองแส ที่ “แส-สาบ” กลายเป็น “แสนแสบ” มีตัวอย่างคำ แม้เป็นแม้น แสจึงเป็นแสน ปลาบเป็นแปลบ ฉะนั้นสาบจึงเป็นแสบได้”

และมีนักภาษาศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า ชื่อคลองแสนแสบมาจากภาษามลายูว่า Su-ngai Senyap อ่านว่า สุไหง เซนแญป ซึ่งแปลว่า คลองเงียบสงบ ซึ่งตรงกับลักษณะของกระแสน้ำครองนี้ ผู้ที่เรียกสุไหง เซนแญป คือชาวไทรบุรี ระยะหลังถูกเปลี่ยนเป็นแสนแสบ เพราะว่าคนไทยเรียกแบบเดิมไม่ถนัด

คลองแสนแสบ ภาพจาก “ห้องสมุดภาพศิลปวัฒนธรรม”

อย่างไรก็ตามประวัติความเป็นมาของชื่อคลองแสนแสบ ส่วนใหญ่เกิดจากข้อสันนิษฐานทั้งสิ้น และยังคงรอหลักฐานใหม่ๆ ที่จะมายันยืนความเป็นมาของชื่อนี้ให้ชัดเจน

 

อ้างอิง
บทความ “พระบารมีแห่ง “สยามบรมราชกุมารี” ฟื้นวิญญาณ-คืนชีวิต “คลองแสนแสบ” ถึงเวลาแล้วที่คนกรุงเทพฯต้องหันหน้าเข้าครอง” โดย พงษ์ศักดิ์ ไพรอังกูร. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่16 ฉบับที่2 ธันวาคม 2537
บทความ “แสนแสบ บางกะปิ” โดย ส. พลายน้อย. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่16 ฉบับที่2 ธันวาคม 2537
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. (2551). ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพ. กรุงเทพฯ : มติชน

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ.2561

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_14358

Categories
History

คำสาปของสายน้ำ “น้ำของ-น้ำโขง” และ “น้ำคง-น้ำสาละวิน” เคยเป็นเพื่อนรักกัน?

แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเมืองเชียงแสน

มีเรื่องที่เล่ากันมานานในหมู่คนแห่งลุ่มน้ำโขงและสาละวินว่า แม่น้ำโขงและสาละวินไม่ถูกกัน หากเดินทางในแม่น้ำโขงห้ามพูดถึงแม่น้ำสาละวิน หากเดินทางในแม่น้ำสาละวินห้ามพูดถึงแม่น้ำโขง คนท้องถิ่นมักเรียกแม่น้ำโขงว่า “ของ” และเรียกแม่น้ำสาละวินว่า “คง”

ชาวไทยใหญ่เล่ากันว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…เมื่อแผ่นดินยังไม่มีสายน้ำ น้ำของและน้ำคงเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองอาศัยอยู่บนแผ่นดินที่ราบสูงทิเบต วันหนึ่งทั้งสองแข่งขันกันว่าใครจะเดินทางไปถึงทะเลก่อนกัน แต่มีข้อแม้ว่าการเดินทางจะต้องผ่านหุบเขาและที่ราบ ห้ามเดินทางลัดภูเขา

การเดินทางไปสู่ทะเลเริ่มต้นขึ้น เส้นทางของทั้งสองแทบขนานกันแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

น้ำของเดินทางไปเรื่อยๆ มุ่งใต้ผ่านหุบเขาแห่งที่ราบสูงฉานฝั่งตะวันออก และยึดมั่นในข้อตกลง ไม่ไหลตัดผ่านภูเขา น้ำของเดินทางผ่านหุบเขา ที่ราบสูง และที่ราบลุ่มมากมาย จนกระทั่งถึงทะเลจีนใต้ที่เวียดนาม

เส้นทางที่ไหลผ่านได้กลายมาเป็น “แม่น้ำโขง” สายน้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสายน้ำโขงไหลผ่านหุบเขาและที่ราบ สีของแม่น้ำโขงจึงเป็นสีขุ่น สีปูน หรือสีน้ำซาวข้าว

ขณะที่น้ำคงที่มุ่งลงใต้เช่นกัน แต่กลับเดินทางตัดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ก่อนที่จะผ่านที่ราบเพียงเล็กน้อยและไหลลงทะเลอันดามันที่อ่าวเมาะตะมะ

เส้นทางที่น้ำคงไหลผ่านนั้น ได้กลายมาเป็น “แม่น้ำคง” ที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกกันหรือ “แม่น้ำสาละวิน” ที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ตาลวิน” ในภาษาพม่า แม่น้ำสาละวินเป็นสายน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากแม่น้ำโขง

เนื่องจากคงไหลตัดผ่านภูเขา น้ำสาละวินจึงมีสีเขียวมรกตไม่ค่อยขุ่นข้น

น้ำของแพ้น้ำคงเพราะใช้เวลาและระยะทางในการเดินทางไปถึงทะเลมากกว่า เมื่อน้ำของรู้ว่าเพื่อนไม่สื่อสัตย์ จึงโกรธแค้นและสาปแช่งว่า “วันใดที่เจอกับคง แผ่นดินจะลุกไหม้ด้วยไฟประลัยกัลป์”

ความโกรธแค้นนี้ ทำให้มีเรื่องเล่ากันว่า หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินมาใส่รวมกัน น้ำจะกลายเป็นสีเลือด

นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าขานกันมานานและคนริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองต่างก็เชื่อในเรื่องเล่านี้

แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีคนกำลังผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนและผันน้ำทั้งจากแม่น้ำโขงและสาละวินมาลงที่ลุ่มเจ้าพระยา

แนวคิดการผันน้ำโขงและสาละวินลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2520 แบ่งออกเป็นโครงการผันน้ำจากลุ่มน้ำโขง 7 โครงการ และลุ่มน้ำสาละวิน 7 โครงการ

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ธันวาคม 2560

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_6296

Categories
History

แรกมี ‘น้ำมันก๊าด’ ใช้ในสยาม ราษฎรไม่คุ้นชินจนเกิดไฟไหม้หลายคดี

วัดชนะสงคราม ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณหน้าวัดมีรถรางไฟฟ้าวิ่งบนถนนจักรพงษ์

การให้แสงสว่างแก่ที่พักอาศัย ในยุคที่กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนปราศจากแสงไฟฟ้าซึ่งต้องพึ่งพาแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันเป็นหลัก และแม้จะมีไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เมื่อปี .. 2427 แต่แสงสว่างชนิดนี้จำกัดอยู่เฉพาะการใช้งานของรัฐ เช่น ตามท้องถนนบางสาย กับตามบ้านเรือนของผู้มีฐานะซึ่งต้องซื้อหาอุปกรณ์และจ่ายค่าไฟในราคาสูง การที่แสงสว่างจำกัดส่งผลต่อกิจวัตรของผู้คน เช่น ความบันเทิง และการสัญจรของราษฎร เช่นที่ขุนวิจิตรมาตรากล่าวถึงวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ดังนี้

มหรสพสมัยโน้น (ยังไม่มีไฟฟ้าแสดงแต่วันข้างขึ้น ราวขึ้น 8 ค่ำ ไปจนถึงประมาณสามทุ่ม พระจันทร์ยังสว่างอยู่ ข้างแรมเดือนมืดไม่มีแสดง โรงละครนฤมิตรที่วัดสระเกศเท่าที่ข้าพเจ้าจำได้แสดงตอนบ่าย พอถึงเย็นก็เลิก ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าเริ่มไปอยู่กรุงเทพฯ มีไฟฟ้าแล้ว คือเพิ่งเริ่มจะมีโดยเฉพาะตามถนนนั้นขึงสายไฟฟ้าขวางระหว่างตึก ดวงโคมไฟฟ้าห้อยติดกับสายอยู่กลางถนนแต่สูงมาก แสงไฟก็ริบหรี่ไม่สว่าง คนเดินอาศัยร้านเจ๊กเขียนหวย ซึ่งมีตะเกียงกระจกตั้งโต๊ะสว่างไปสองข้างถนนระยะห่างๆ กันไปสว่างมากกว่าไฟฟ้า

ไฟฟ้าเมื่อแรกมีนี้ ถ้าเป็นข้างขึ้นพระจันทร์สว่าง ไฟดับหมด พอถึงข้างแรมพระจันทร์มืดจึงเปิดไฟ สลับไปอย่างนี้ทุกข้างขึ้นข้างแรม ส่วนตามตึกบ้านเรือนที่ต้องการใช้ไฟฟ้า คิดค่าเช่าเป็นดวงๆ ละ 6 สลึง (หนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ดวงหนึ่งไฟ 10 แรงเทียน จะติดกี่ดวงก็ได้ตามราคาที่คิดเป็นดวง เท่าที่เห็นใช้กันเพียงหนึ่งหรือสองดวงเท่านั้น ไฟฟ้าดีอย่างหนึ่งเป็นการบอกเวลา คือเวลาสองทุ่มตรง ไฟจะดับแวบหนึ่งให้รู้ว่าสองทุ่ม ใครมีนาฬิกาก็ตั้งจากไฟฟ้าได้ทันที

แหล่งเชื้อเพลิงที่ให้แสงสว่างยามค่ำคืนที่สำคัญคือน้ำมันมะพร้าว จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 25 หรือช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ราษฎรในกรุงเทพฯ เริ่มใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่างซึ่งตรงกับระยะเวลาเดียวกับที่เมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ เช่นที่สุราบายา ในเกาะชวา ราษฎรพื้นเมืองใช้น้ำมันก๊าดหลังปี .2407 (.1864)

ผลจากเชื้อเพลิงชนิดใหม่ปรากฏในรูปของคดีไฟไหม้จำนวนมากเนื่องจากความไม่คุ้นชินของบรรดาราษฎร เช่นที่พระยาอนุมานราชธนกล่าวไว้ ดังนี้

เขาว่าเมื่อมีน้ำมันก๊าดใช้ใหม่ๆ มักเกิดไฟไหม้บ้านเรือนบ่อยๆ เพราะไปเข้าใจว่าเหมือนน้ำมันมะพร้าว ไม่รู้พิษสงของมันว่า มันลุกผึบได้ทันทีถ้าใกล้ไฟ พอรู้ก็หวาดเกรงกัน จึงยังมีผู้ดื้อใช้น้ำมันมะพร้าวอยู่ก็เป็นอันมาก ถ้าซื้อน้ำมันก๊าดทั้งปีบมาใช้ เวลาจะเปิดเอาปีบน้ำมันออก ถ้าอยู่ในสวน ก็ต้องหิ้วปีบไปเปิดหรือเก็บไว้ในสวนให้ห่างไกลจากตัวเรือน เพราะกลัวจะระเบิดเกิดลุกเป็นไฟไหม้บ้านเรือนขึ้น

ราษฎรในเมืองหลวงสามารถซื้อหาน้ำมันก๊าดได้จากโรงขายน้ำมันของชาวจีน พร้อมกับซื้อตะเกียงสำหรับให้แสงสว่างที่มีขายในกรุงเทพฯ อีกด้วย เช่น คดีไฟไหม้ตึกแถวอำแดงผาด ย่านถนนเฟื่องนคร เมื่อปี .2450 ให้รายละเอียดดังนี้

วันนี้เวลาบ่าย 3 โมงอำแดงช่วยได้วานผู้มีชื่อคือนายเคล้าซึ่งอยู่ห้องเดียวกันไปซื้อตะเกียงแก้วตั้ง คือดวงที่ลุกขึ้นนี้ จากร้านสี่กั๊กเสาชิงช้า ครั้นเมื่อซื้อมาแล้ว นายเคล้าเปนผู้เติมน้ำมันในคืนวันเดียวกันนั้นเองเวลา 2 ทุ่มเศษ ข้าพเจ้าได้ลองจุดแล้วเอาไปตั้งริมฝา พอจุดขึ้นไฟในตะเกียงก็พุบขึ้นโคมแตกน้ำมันก็ไหลซึมไปตามพื้นไปอิกห้องหนึ่ง คือห้องของอำแดงเจิมไปลุกที่หมอน 1 ใบ ที่นอนน้ำมันผ้าห่มปะลังเก้ด 1 ผืน

คดีของอำแดงผาดนอกจากจะบอกถึงการซื้อหาอุปกรณ์ให้แสงสว่างแล้วยังบ่งชี้ถึงอันตรายจากน้ำมันก๊าด หรือที่เรียกกันว่าน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งราษฎรจำนวนไม่น้อยประมาทจนเกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินหนึ่งในนั้นรวมถึงคดีของหญิงชาวจีนชื่ออำแดงหมุย เกือบต้องสูญเสียห้องพักของตนเมื่อปี .2449 จากความประมาท ดังนี้

อำแดงหมุยหญิงจีนเจ้าของห้องเติมตะเกียงเหล็กวิลาดจุดเพลิงแล้วติดไว้ที่ฝาครัวเพลิงลุกขึ้นเพราะน้ำมันปิโตรเลียมที่เติมมากเกินไป เพลิงลุกจนหูตะเกียงอันบัดกรีไว้สำหรับแขวนละลายตะเกียงตกยังพื้นน้ำมันหกเพลิงลุกขึ้นที่พื้นนั้น

น้ำมันก๊าดจึงเป็นเชื้อเพลิงชนิดใหม่ที่ราษฎรเริ่มให้ความนิยมแต่ต้องแลกมาด้วยอันตรายจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงเท่านั้น เชื้อเพลิงชนิดนี้ยังนับเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งของการก่อคดีสำคัญในกรุงเทพฯ คือคดีลอบวางเพลิง ที่กระทบต่อความสงบสุขและสร้างความหวาดหวั่นให้กับบรรดาราษฎรไปจนถึงพระมหากษัตริย์

 

คัดบางส่วนจากบทความ “คดีไฟไหม้ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 : ภาพสะท้อนวิถีชีวิตของราษฎรและการปกครองของรัฐสมัยใหม่” โดย ดร. นนทพร อยู่มั่งมี ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2558

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2563

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_49779

Categories
History

เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนที่ใช้เวลาถึง 5 แผ่นดิน จึงได้ก่อสร้าง?

เขื่อนเจ้าพระยาทอดขวางแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท มีสะพานเชื่อมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ และประตูน้ำติดกับเขื่อนเพื่อให้เรือล่องผ่านเขื่อนไปมาได้ ภาพถ่ายเมื่อเขื่อนเปิดใช้งาน พ.ศ. 2500 (ภาพจาก “ประวัติศาสตร์ชัยนาท”)

เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนทดน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างอยู่บนแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท ในโครงการชลประทานใหญ่เจ้าพระยาใหญ่ ที่มีแนวคิดในการก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็มีอันต้องเลื่อนโครงการออกไปถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้ลงมือดำเนินและแล้วเสร็จก็ผ่านมาถึงสมัยรัชกาลที่ 9

เหตุขัดข้องในการสร้าง “เขื่อนเจ้าพระยา” นี้ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เขียนไว้ในหนังสือเล่มพิเศษชื่อ “ประวัติศาสตร์ชัยนาท” (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558) เนื้อหาส่วนหนึ่งที่คัดมามีดังนี้

เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนเจ้าพระยาเป็นหัวใจสําคัญของโครงการชลประทานพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อการเพาะปลูกสําหรับพื้นที่ราบภาคกลางสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีการริเริ่มตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากการเพาะปลูกในเขตพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทถึงอ่าวไทยต้อง อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ปีที่ฝนแล้งเกษตรกรจึงได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ

พ.ศ. 2445 นายเย โฮมัน วันเดอร์ไฮเด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทาน ชาวฮอลันดา เสนอให้สร้างโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ ที่อําเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท แต่ประเทศไทยต้องใช้งบประมาณบํารุงประเทศในทางอื่นก่อน แผนการก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่จึงต้องระงับไว้ก่อน

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดภาวะฝนแล้ง ติดต่อกัน 2-3 ปี จึงมีการเสนอโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกครั้งใน ปี พ.ศ. 2456 โดย เซอร์ทอมมัส เวิร์ด ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ขณะนั้น อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 โครงการจึงถูกระงับไปอีกครั้ง

จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ หลายประเทศทั่วโลกประสบปัญหาการผลิตพืชอาหารจนเกิดภาวะขาดแคลน ประเทศที่มีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะแก่การเพาะปลูกก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจ ไม่สามารถดําเนินการผลิตพืชอาหารได้อย่างครบวงจร หรือผลิตได้ แต่มีผลผลิตน้อยมาก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

หน่วยงานระดับประเทศไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ต่างให้ความสําคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2493 ธนาคารโลกจึงอนุมัติเงินกู้เพื่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่แก่รัฐบาลไทยเป็นเงินจํานวน 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พ.ศ. 2494 กรมชลประทานเตรียมงานก่อสร้างเบื้องต้น กําหนดที่ตั้งเขื่อนเจ้าพระยาอยู่บริเวณคุ้งบางกระเบียน หมู่ที่ 3 ตําบลบางหลวง อําเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พ.ศ. 2495 เริ่มการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา และ ระบบระบายน้ำจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2500

(ภาพจากเพจ ห้องวิจัยประวัติศาสตร์)

เขื่อนเจ้าพระยา เป็นเขื่อนทดน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สร้างปิดกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา มีช่องระบายน้ำกว้าง 12.50 เมตร จํานวน 16 ช่อง เพื่อทดน้ำส่งให้พื้นที่ในเขตโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ 17 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ 7,500, 000 ไร่ โดยเขื่อนเจ้าพระยาจะระบายน้ำสู่คลองส่ง และคลองแยกต่างๆ ดังนี้

  1. คลองชัยนาท-ป่าสัก มีคลองซอยแยกส่งน้ำ 66 คลอง
  2. คลองชัยนาท-อยุธยา มีคลองซอยแยกส่งน้ำ 22 คลอง
  3. แม่น้ำน้อย มีคลองซอยแยกส่งน้ำ 162 คลอง
  4. คลองมะขามเฒ่าต่อกับแม่น้ำสุพรรณ มีคลองซอยแยกส่งน้ำ 70 คลอง

พิธีเปิดใช้เขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดเขื่อนเจ้าพระยา

(ภาพจากเพจ ห้องวิจัยประวัติศาสตร์)

 

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ 2 มีนาคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_63830

 

Categories
History

เปิดชีวิต ฟรานซิส จิตร ช่างภาพรุ่นแรกของสยาม ช่างภาพหลวงถ่ายรูป ร.4-ร.5 สวยงาม

หลวงอัคนีนฤมิต (จิตร จิตราคนี) หรือ ฟรานซิส จิตร ช่างภาพหลวง ช่างภาพรุ่นแรกในสยาม ไม่ทราบปีที่ถ่าย (ภาพต้นฉบับจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, เผยแพร่ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2526)

ภาพถ่ายไม่ได้เป็นเพียงแค่วัตถุบันทึกความทรงจำเบื้องหน้าในแง่มุมต่างๆ เท่านั้น ในเส้นทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การถ่ายภาพสะท้อนทัศนคติ ความเชื่อ เทคโนโลยี และเครื่องมือในทางสังคมและการเมืองด้วย เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพในสยามประเทศ ชื่อของนายจิตร หรือ “ฟรานซิส จิตร” ได้รับการยกย่องว่าเป็นช่างภาพรุ่นแรกของไทยที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการอ้างถึงเสมอ ข้อมูลบางแห่งยังบอกเล่าว่าท่านเป็นช่างภาพที่ถ่ายรูปรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ด้วย

ในบรรดาผู้ศึกษาประวัติ ผลงาน และเส้นทางในสายงานด้านการถ่ายภาพของนายจิตร เอนก นาวิกมูล นักเขียนและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2563 เคยรวบรวมข้อมูลนำมาเผยแพร่ในบทความหลายชิ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 2560 ในปัจจุบัน

บทความของเอนก นาวิกมูล ในทศวรรษ 2520 มีปรากฏในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม 2526 ชื่อเรื่อง “มิศ ฟะรัน ซิศจิต พนักงานชักเงารูปรุ่นแรกของสยาม” บอกเล่าข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนายจิตร ไว้ว่า นายจิตร หรือฟรานซิสจิตร ภายหลังได้เป็นขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ และหลวงอัคนีนฤมิตร เป็นบุตรของนายตึง ไม่ทราบชื่อมารดา กำเนิดเมื่อ พ.ศ. 2373 ตรงกับสมัยต้นรัชกาลที่ 3 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2434 เป็นช่วงกลางสมัยรัชกาลที่ 5 ขณะอายุได้ 61 ปี

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 5 เอนก นาวิกมูล ระบุว่า นายจิตร เป็นช่างภาพหลวงในช่วงทั้งสองรัชกาล ถือเป็นช่างภาพรุ่นเก่าชุดแรกของสยามที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกคนหนึ่ง ผลงานภาพถ่ายของท่านยังคงเก็บอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติจำนวนมาก มีกระจกเงาเนกาตีฟต้นฉบับอีกไม่น้อยเช่นกัน

ไม่เพียงถ่ายรูปพระมหากษัตริย์ไทย นายจิตร ยังถ่ายรูปเจ้านาย ขุนนางผู้ใหญ่ สามัญชนเอาไว้มากมาย เอนก นาวิกมูล ยังบรรยายถึงช่างภาพคนนี้ไว้ว่า เป็นช่างภาพไทยคนแรกที่คิดตั้งร้านถ่ายรูป รับจ้างถ่ายโดยตรงตั้งแต่พ.ศ. 2406 ลูกหลานของนายจิตรยังคงดำเนินกิจกรรมถ่ายภาพ มีบุตรของนายจิตรเป็นช่างภาพหลวงต่อมาอีก 2 คนคือ นายทองดี และ นายสอาด (สะกดตามต้นฉบับ) ลูกสาวของนายจิตรชื่อ สร้อย ยังมีข้อถกเถียงกันว่าเป็นช่างภาพหญิงคนแรกของไทยอีกหรือไม่

เอนก นาวิกมูล ยังพบข้อมูลว่า เหลนของนายจิตร เข้ารับปริญญาเมื่อปี 2562 ขณะอายุ 84

อันที่จริงแล้ว “ช่างภาพรุ่นแรกของสยาม” ที่แวดวงประวัติศาสตร์คุ้นเคยกันควบคู่กับชื่อของนายจิตร ยังมีนายโหมด อมาตยกุล หรือพระยากระสาปน์กิจโกศล ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนไทยคนแรกที่เรียนวิชาถ่ายรูป แต่หากจะบอกว่า ช่างภาพรุ่นแรกที่มีผลงานมากมาย ชื่อของนายจิตร น่าจะเป็นบุคคลแรกๆ ที่นึกถึง

ก่อนจะเล่าถึงเส้นทางของนายจิตร คงต้องเกริ่นถึงการเข้ามาของวิชาถ่ายรูปในภาพรวมเสียก่อน โดยทั่วไปแล้ว แหล่งข้อมูลหลายแห่งบอกกันว่า วิชาถ่ายรูปเข้ามาในไทยเมื่อพ.ศ. 2388 ภายหลังฝรั่งเศสประกาศความรู้ราว 6 ปี

เอนก นาวิกมูล บันทึกไว้ว่า บาทหลวงฝรั่งเศส ชื่อ ลาร์โรดี กับสังฆราชปาเลอกัว วัดคอนเซ็ปชัญ สามเสน เป็นคนเอาวิชาถ่ายรูปมาเผยแพร่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ขณะที่นายจิตร น่าจะเป็นคนไทยคนที่ 2 ซึ่งเรียนรู้วิชานี้ ส่วนคนแรกก็คือนายโหมด อมาตยกุล นั่นเอง

ข้อมูลเกี่ยวกับนายจิตร ที่ผู้รู้ท่านสืบค้นเอาไว้แล้ว พบได้จากหนังสือราชกิจจานุเบกษาตอนลงข่าวการเสียตาย ร.ศ.110 (พ.ศ. 2434) ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม, จดหมายเหตุบางกอกรีคอร์เดอร์ ของหมอบรัดเล พ.ศ. 2408 และ 2409, หนังสือ The Siam Mercantile Gazette, หนังสือจดหมายเหตุแลนิราศลอนดอน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3, หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค), หนังสือสยามประเภท ฉบับวันเสาร์ที่ 20 มกราคม ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442) และฉบับวันพฤหัสที่ 11 เมษายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444), หนังสือจดหมายเหตุเสด็จประพาสต่างประเทศในรัชกาลที่ 5, สารคดีเรื่อง ช่างชักรูปเงาสมัยแรกของสยาม โดยส.พลายน้อย, หนังสือฟื้นความหลัง เล่ม 1 ของเสฐียรโกเศศ ไปจนถึงข้อมูลจากภาพถ่ายในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

สำหรับเอกสารอย่างเป็นทางการที่สุดอย่าง ราชกิจจานุเบกษา ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับนายจิตร เป็นการลงข่าวการตายของหลวงอัคนีนฤมิตร ประมาณครึ่งหน้า โดยเนื้อหาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 8 แผ่น 9 หน้า 73 ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) มีเนื้อหาว่า

“หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร) เจ้ากรมหุงลมประทีป เปนบุตรนายตึง ทหารแม่่นปืนฝ่ายพระราชวังบวร เดิมเปนมหาดเล็กหลวงอยู่เวรชิตภูบาล ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 5 ตำลึง ครั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ลงมาสมทบรับราชการในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลปัตยุบันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปนขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ ช่างถ่ายรูปขึ้นกรมแสง ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละชั่ง

ภายหลังโปรดเกล้าฯเลื่อนเปนหลวงอัคนีนฤมิตร เจ้ากรมหุงลมประทีป พระราชทานเบี้ยหวัดปีละชั่งสิบตำลึง

วันที่ 17 พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก 110 ป่วยเปนอหิวาตกะโรค ได้หาหมอชูชเลยศักดิ์รักษา หมอประกอบยาให้รับประทาน อาการทรงอยู่ รุ่งวันขึ้นที่ 18 พฤษภาคม เปลี่ยนให้หมอเทียนฮีมารักษา หมอประกอบยาให้รับประทาน อาการไข้อหิวาตกะโรคนั้นหาย รับประทานอาหารได้มื้อละ 4 ช้อน 5 ช้อนบ้าง

ภายหลังอาการแปรเปนลมอัมพาต ให้คลั่งเพ้อไม่ได้สติ แขนแลขาข้างซ้ายตายไปซีกหนึ่ง หมอประกอบยาให้รับประทาน อาการหาคลายไม่ จนวันที่ 23 พฤษาภาคม เวลา 2 ทุ่ม ให้หอบเปนกำลัง เวลา 4 ทุ่มเศษ หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร) ถึงแก่กรรม อายุได้ 61 ปี ของหลวงพระราชทานผ้าขาว 2 พับ เงิน 100 เฟื้อง ขุนฉายาสาทิศกร บุตร เปนผู้จัดการศพ”

เมื่อสืบย้อนกลับไปหาหลักฐานประวัติในวัยเด็กกลับไม่พบ ภายหลังเกิดเมื่อ พ.ศ. 2373 ประวัติข้ามไปเป็นมหาดเล็กหลวง เมื่อปีพ.ศ. 2408 ซึ่งนายจิตรอายุได้ 35 ปี เป็นหนุ่มใหญ่ ไม่ทราบแน่ชัดว่าออกจากวังหน้ามาสมทบในวังหลวงของรัชกาลที่ 4 ในทันที หรือออกไปพักรับจ้างถ่ายรูปที่บ้านแพ (ตั้งมาตั้งแต่พ.ศ. 2406) แล้วค่อยเข้าวังหลวง ยังหาหลักฐานชัดเจนไม่ได้

สมัยรัชกาลที่ 4 

เมื่อมาเป็นช่างถ่ายรูปในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ปรากฏใบโฆษณาอย่างต่อเนื่องจนถึงรัชกาลที่ 5 ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นช่างถ่ายรูปที่มีชื่อเสียง

หลักฐานเรื่องการเรียนรู้วิชาถ่ายรูปของนายจิตร ปรากฏในเนื้อหาที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เขียนในจดหมายเหตุแลนิราศลอนดอน ในคำนำหน้า 14 ฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 เนื้อหาตอนหนึ่งมีว่า (เน้นคำใหม่-กองบก.ออนไลน์)

“…มีนายจิตรอยู่กุฎีจีนคน 1 ได้หัดชักรูปกับบาดหลวง หลุย ลานอดี ฝรั่งเศส แลได้ฝึกหัดต่อมากับ ทอมสัน อังกฤษที่เข้ามาชักรูปเมื่อในรัชกาลที่ 4 จนตั้งห้างชักรูปได้เปนทีแรก แลได้เปนที่ขุนฉายาทิศลักษณ์ เมื่อในรัชกาลที่ 5 แล้วเลื่อนเปนหลวงอัคนีนฤมิตร เจ้ากรมโรงแก๊สหลวง…”

เอนก นาวิกมูล ตั้งข้อสังเกตว่า บาทหลวง หลุย ลานอดี ไม่พบว่ามีใครเล่าถึงท่านในแง่เป็นช่างถ่ายรูป แต่ท่านเป็นล่ามให้คณะทูตไทยชุดไปฝรั่งเศส พ.ศ. 2404 ส่วนนายทอมสัน ชาวอังกฤษก็เข้ามาเมืองไทยหลังจากนายจิตรตั้งร้านไปแล้ว หลักฐานปรากฏในโฆษณาในบางกอกรีคอร์เดอร์ หากจะเป็นลูกศิษย์อาจเป็นเพียงบางส่วน อาจไม่ใช่แต่เริ่มแรก ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับครูของนายจิตรนั้น เอนก นาวิกมูล เล่าว่าพบแต่แหล่งนี้แห่งเดียว

เอนก นาวิกมูล ยังเล่าในเนื้อหาของโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวในภายหลังเพิ่มเติมว่า

“นายจิตร ตั้งร้านถ่ายรูปอยู่บนเรือนแพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงหน้าวัดซางตาครู้ส
ตรงข้ามโรงเรียนราชินี- แต่ตอนนั้นโรงเรียนราชินีก็ยังไม่เกิด
มีโฆษณาลง ในหนังสือพิมพ์ BANGKOK TIMES ซึ่งออกทีหลัง บอกปีก่อตั้งชัดเจน
ผมพลิกเจอโฆษณานี้ในหอสมุดแห่งชาติโดยบังเอิญ จึงได้รู้ ว่านายจิตรตั้งสตูดิโอบนเรือนแพมาตั้งแต่อายุ 33 ปี”

นายจิตร มักใช้ชื่อร้านว่า “ฟรานซิสจิตรแอนซัน” และน่าจะตั้งร้านชักรูปขึ้นเองนอกเหนือจากเป็นช่างภาพหลวง โดยในปี พ.ศ. 2406 นับแต่กลางสมัยรัชกาลที่ 4 นายจิตรก็ได้ตั้งร้านชักรูปขึ้นแล้ว

สำหรับชื่อ “ฟรานซิส” ที่อยู่ข้างหน้านามนายจิตร เรื่องนี้ เสฐียรโกเศศ เขียนไว้ในหนังสือ ฟื้นความหลัง เล่ม 1 หน้า 45 ว่า

“…ที่มีอักษรย่อว่า F. อยู่ข้างหน้า เห็นจะเป็นคำว่า FRANCIS ซึ่งเป็นชื่อนักบุญในศาสนาคฤสต์นิกายโรมันคาทอลิก ใช้เป็นชื่ออยู่หน้าชื่อของผู้ที่นับถือคฤสตศาสนา ในนิกายนี้เมื่อเข้าลัทธิพิธีรับ ‘ศีลล้างบาป’ “

ส่วนคำว่า มิศ ด้านหน้าสุด เอนก เห็นว่าควรมาจากคำว่า มิสเตอร์ หมายถึงคำนำหน้าว่า “นาย” นั่นเอง

ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงแต่งตั้งให้นายจิตร เป็นช่างภาพหลวง เอนก พบหลักฐาน 3 ชิ้นที่พบจะยืนยันได้ว่า นายจิตรได้เป็นขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ (แปลว่า ทำภาพเหมือนได้งาม) ในสมัยรัชกาลที่ 4 คือจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 โดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), หนังสือมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ (สมเด็จกรมพระนราธิปพงษ์ประพันธ์ทรงแต่งเป็นโคลงลิลิตเมื่อพ.ศ. 2469) และหนังสือสยามประเภท ของก.ศ.ร.กุหลาบ

ในหนังสือ มหามกุฎราชคุณานุสรณ์ นี้มีเนื้อหาที่บอกเล่าถึงการถ่ายรูปว่า

“สุริยุปราคา…จับสิ้นดวงเมื่อจุลศักราช 1230 ปีมโรงสัมฤทธิศก นี้เปนการประหลาด…พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร คนยุโรปได้มาประชุมกันคอยดูอยู่ที่นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุนสุนทรสาทิศลักษณ์…ถ่ายรูป ได้ถ่ายรูปสุริยไว้เมื่อเวลา… 40 นิมิต ฯาะ”

ผลงานภาพ โดย ฟรานซิส จิตร ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2526

สมัยรัชกาลที่ 5

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับนายจิตรว่า เมื่อ 2414 ได้ตามเสด็จไปพม่า-อินเดียด้วย เอนก นาวิกมูล เล่าว่า ขณะนั้นจิตร อายุได้ 41 ปี ปรากฏหลักฐานในเรื่อง เสด็จประพาสอินเดีย พิมพ์รวมเล่มเดียวกับ “จดหมายเหตุเสด็จประพาสต่างประเทศในรัชกาลที่ 5 เสด็จเมืองสิงคโปร์ และเมืองเบตาเวียครั้งแรก และเสด็จประพาสอินเดีย”

ในนั้นมีบัญชีผู้ตามเสด็จอย่างละเอียด เรือที่ไปมี 3 ลำ โดยนายจิตรไปในลำที่ 3 คือเรือสยามูปสดัมภ์ ปรากฏข้อความว่า

“ขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ (จิตร ช่างถ่ายรูป ภายหลังเป็นหลวงอัคนีนฤมิตร)”

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2423 นายจิตร อายุ 50 ปี ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์และตำแหน่งให้เป็นหลวงอัคนีนฤมิตร เจ้ากรมหุงลมประทีป หรือเจ้ากรมทำลมประทีป หรือเจ้ากรมทำแก๊ส

รูปถ่ายฝีมือนายจิตร

จากการสืบค้น เอนก นาวิกมูล พบอัลบั้มภาพเจ้านายตั้งแต่พระมหากษัตริย์ พระบรมราชวงษ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนถึงชั้นผู้น้อย พ่อค้า สามัญชน อยู่หลายเล่ม เมื่อดึงภาพออกมาจะพบตราร้านนายจิตรพิมพ์บอกเอาไว้ทำให้ง่ายต่อการศึกษา ทั้งนี้ ตราของร้านนายจิตรเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลายชิ้น ตั้งแต่รุ่นแรกที่เป็นเจ้าของร้านและผู้ถ่ายภาพ จนถึงรุ่นหลังที่รุ่นลูกเช่นนายทองดี นายสอาด มาช่วยกิจการด้วย

สันนิษฐานว่านายจิตรคงติดตามข่าวคราวบ้านเมืองเป็นผลให้มักทำสิ่งที่เป็นสากล อาทิ ลงโฆษณาในหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและอังกฤษ

นอกจากภาพถ่ายอัดใส่กระดาษ เอนก นาวิกมูล ยังพบกระจกเนกาตีฟเมื่อ พ.ศ. 2525 มีป้ายเขียนไว้ที่หีบเก็บว่า “กระจกรูปคน หลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร) เปนผู้ถ่าย พระฉายาสาทิศกร (สอาด) ถวายสำหรับหอพระสมุดฯ”

เอนก ยังเล่าว่า เมื่อตรวจสอบหีบเพิ่มเติม พบหีบที่เขียนเช่นนี้ทั้งสิ้น 23 หีบ หีบหนึ่งใส่กระจกได้ประมาณ 20 ภาพ อาจมากกว่าหรือน้อยกว่า ทั้งนี้ ภาพและหีบมีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่

ภาพถ่าย ผลงานโดย ฟรานซิส จิตร ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2526

ทายาทและนามสกุลพระราชทาน “จิตราคนี”

นามสกุลที่ตระกูลนายจิตรใช้คือ “จิตราคนี” ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลนี้คือ ลูกชายคนสุดท้องของนายจิตร ได้รับตั้งแต่รุ่นแรกคือรุ่นที่ 1 ประกาศเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2456

สำหรับเรื่องทายาทของนายจิตร ปรากฏข้อมูลในสารคดีเรื่อง “ช่างชักเงารูปสมัยแรกของสยาม” โดยส.พลายน้อย หน้า 356 ระบุชื่อลูกของนายจิตร จำนวน 6 คน คือ

นวม (หญิง)

สร้อย (หญิง) เป็นช่างภาพถ่ายรูปเจ้านายฝ่ายใน

ทองดี (ชาย) ช่างถ่ายรูปหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นขุนฉายาสาทิศกร (ตามปรากฏในราชกิจจานุเบกษา) แต่ถึงแก่กรรมเมื่อ 21 ตุลาคม ร.ศ. 114 อายุประมาณ 330 เศษ

ล้วน (หญิง) เป็นภรรยาของเจ้าพระยานรรัตน์

ฝาแฝดชื่อ เลื่อม (หญิง) เป็นภรรยาของเจ้าพระยานรรัตน์ และสอาด (ชาย) รับราชการเป็นช่างภาพหลวง ได้เป็นหลวงฉายาสาทิศกร แทนพี่ชาย

เมื่อมาถึงพ.ศ. 2562 เอนก นาวิกมูล โพสต์เล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัว (Anake Nawigamune) เล่าถึง “เหลน” ของนายจิตร ชื่อพัลลภ เสาวณิตนุสรณ์ (แต่เนื้อหาในบทความที่เอนก นาวิกมูล เขียนและเผยแพร่ใน “สารคดี” ระบุว่าเป็น โหลน) มีภรรยาชื่อ มาลัย ชาวเชียงราย มีลูกสาว 2 คนลูกชาย 1 คน เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว

เอนก นาวิกมูล เล่าว่า คุณพัลลภ เรียนจบมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยเรียนอยู่ 12 ปีเพิ่งจบปริญญารัฐศาสตร์เมื่อปี 2561 เดิมทีแล้วคุณพัลลภ เรียนจบม.6 คิดออกไปขายลอตเตอรี่ เมื่ออายุ 21 มาเป็นทหารม้ายานเกราะที่เกียกกาย เป็นทหารได้ 5 ปีก็ออกมาทำงานด้านการเงิน เก็บเงินการประปา แล้วย้ายไปองค์การไฟฟ้า ช่วงหนึ่งได้ขึ้นเหนือมาหาทำเลที่ภาคเหนือและได้พบลูกสาวชาวนา จากนั้นก็ปักหลักสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีที่ดินในเชียงราย เชียงแสน และเชียงใหม่

แต่จากคำบอกเล่าของคุณพัลลภ เล่าว่า นายจิตร มีลูกกับภรรยาคนอื่นอีก และไม่ได้ปรากฏชื่อในงานเขียนของส. พลายน้อย ชื่อที่สืบได้คือ

นายทองแถม จิตราคนี (ร้อยเอก หลวงประดิษฐ์ภาพฉายาลักษณ์) เอนก นาวิกมูล ชี้ว่า เป็นช่างถ่ายรูปกรมแผนที่ทหารบก ประมาณ พ.ศ. 2467 มารดาของนายทองแถมชื่อนางเทศ

นายต๋ำ จิตราคนี เป็นช่างภาพกรมรถไฟ สมัยกรมพระกำแพงเพชรฯ มีลูกหลายคน ไม่ทราบชื่อมารดา

 

อ้างอิง:

เอนก นาวิกมูล. “มิศ ฟะรัน ซิศจิต พนักงานชักเงารูปรุ่นแรกของสยาม”. ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2526.

___________. “ฟรานซิส. จิตร ช่างภาพผู้ยิ่งใหญ่”. ใน สารคดี ปีที่ 17 ฉบับที่ 204 เดือน กุมภาพันธ์ 2545. (สืบค้นในระบบออนไลน์) เข้าถึงเมื่อ 4 มีนาคม 2564. <https://www.sarakadee.com/feature/2002/03/francis.htm>

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_63934

Categories
History

เมืองพิษณุโลก เคยมีอีกชื่อว่า “เมืองชัยนาท” จริงหรือ? เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์สุโขทัยที่เมืองสองแคว-พิษณุโลก (ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ พ.ศ.2489 โดย วิลเลียมส์ ฮันท์)

เมืองพิษณุโลก ในทางประวัติศาสตร์มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกสองชื่อ คือเมืองสองแควกับเมืองชัยนาท

“สองแคว” เป็นชื่อที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองพิษณุโลก เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน แม่น้ำแควน้อยนั้นไหลจากเทือกเขาทางทิศตะวันออกลงแม่น้ำน่านเหนือตัวเมืองขึ้นไปประมาณ 20 กิโลเมตร

แต่ในอดีตแม่น้ำแควน้อยก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำน่านนั้น ได้ไหลวกลงใต้ขนานกับแม่น้ำน่านโดยผ่านเมืองสองแคว มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดพระพุทธชินราชเป็นศูนย์กลางเมือง ตั้งอู่ระหว่างกลางขนาบโดยแม่น้ำทั้งสองสาย แม่น้ำแควน้อยไหลลงแม่น้ำน่าน ใต้ลงไปท่าฬอ จังหวัดพิจิตร เมืองจึงได้รับการขนานนามว่า ‘สองแคว’ เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง

ชื่อสองแคว เป็นชื่อเก่าที่ปรากฏในศิลาจารึกของสุโขทัย ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้นๆ ประมาณ พ.ศ. 1800 เป็นอย่างต่ำ

ดังนั้น ชื่อสองแคว จึงเป็นชื่อที่เก่าที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นในแคว้นสุโขทัย และเป็นที่รู้จักโดยคนต่างถิ่นทั้งเหนือและใต้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันสืบต่อมา แม้จะมีชื่ออื่นตั้งให้ใหม่แล้วก็ตามศิลาจารึกของสุโขทัยบางหลักเรียกชื่อเต็มของเมืองว่า “สรลวงสองแคว” ก็มี

ชัยนาทเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าเคยถูกนำมาเรียกชื่อเมืองนี้ หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งล้านนา เมื่อ พ.ศ. 2060 ตอนหนึ่งกล่าวว่า ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ได้เสียเมืองชัยนาทให้แก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แต่ต่อมาขอเมืองคืนได้ พระมหาธรรมราชาลิไทยต้องเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองชัยนาท

หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้น พ.ศ. 2031 ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาว่าได้ยกทัพลงมาเอาเมืองชัยนาท

ชื่อเมืองชัยนาทที่ระบุในหนังสือโบราณทั้งสองฉบับนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้แสดงหลักฐานชี้ให้เห็นจนเป็นที่ยอมรับกันในวงการประวัติศาตร์โดยทั่วไป ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองสองแควหาใช่เมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาท

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ กล่าวถึงสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ผู้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 1952 – 1967 ว่าได้ตั้งโอรส 3 พระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาให้ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาครองเมืองสรรค์ และเจ้าสามพระยาให้ครองเมืองชัยนาท ต่อมาเมื่อพระองค์ได้สวรรคตลง เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาได้แย่งราชสมบัติต่อสู้กันจนถึงกับสิ้นพระชนม์ลงทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ค้นคว้าไว้เห็นว่า เมืองชัยนาทที่เจ้าสามพระยาทรงได้รับมองหมายให้มาครองนั้น อยู่ที่เมืองสองแควที่ต่อมาภายหลังได้ชื่อว่าเมืองพิษณุโลกนั่นเอง แต่เนื่องจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ที่เขียนเก่าที่สุด คือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ก็เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ห่างจากเหตุการณ์จริงประมาณกว่า 200 ปีกว่า เมื่อรวบรวมเอกสารเก่าๆ ที่บันทึกชื่อเมืองที่พิษณุโลกว่าชัยนาท ก็ลอกลงมาโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ และเปลี่ยนชื่อใหม่ตามที่รู้จักกันในสมัยที่เขียนพงศาวดารให้เป็นเมืองพิษณุโลกเสีย พอมาถึงปัจจุบันเมื่อมีเมืองชัยนาทขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดชัยนาท และเมืองชัยนาทแต่ดั้งเดิมที่จังหวัดพิษณุโลกไม่มีใครรู้จักกันแล้วจึงเข้าใจกันไปว่าเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาทจริงๆ

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นคือ ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ สุโขทัยกล่าวว่าเจ้าสามพระยานั้นมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ของสุโขทัยสมัยที่พระองค์ยังทรงเยาว์วัยอยู่ เคยเสด็จมาทำบุญที่เมืองสุโขทัยพร้อมกับพระมารดาและน้า เวลาที่เสด็จมาทำบุญที่สุโขทัยนั้นเป็นเวลาที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธากล่าวว่าทรงครองอยู่ที่เมืองชัยนาทในฐานะลูกหลวง

การที่เจ้าสามพระยาทรงมีเชื้อสายทางราชวงศ์สุโขทัยด้วยจึงสมเหตุผลว่าทรงได้ครองเมืองชัยนาท ซึ่งคือเมืองที่พิษณุโลกหรือสองแควเดิมนั่นเอง

แต่ชื่อเมืองชัยนาท คงเป็นที่ถูกนำมาเรียกเมืองนี้ในระยะสั้นๆ คือเริ่มเรียกเมื่อเจ้าสามพระยาได้มาครองในฐานะเมืองลูกหลวงเป็นต้นมาเท่านั้น พอถึงสมัยรัชกาลต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีชื่อใหม่มาให้เรียกอีก ชื่อเมืองชัยนาทจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเคยใช้เป็นชื่อเรียกเมืองนี้

พิษณุโลก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริญฯ ใช้ชื่อเมืองพิษณุโลกครั้งแรกเล่าเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 1981 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองในฐานะพระมหาอุปราช ซึ่งขณะนั้นน่าจะยังคงใช้ชื่อว่า เมืองชัยนาทอยู่ เพราะเป็นเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา และไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งบอกว่าควรมีการเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่

เอกสารเก่าที่สุดที่ปรากฏชื่อเมืองพิษณุโลกคือหนังสือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้นหลัง พ.ศ. 2031 เป็นปีสวรรคตของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในลิลิตยวนพ่ายนั้นเป็นชื่อที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการเริ่มตั้งชื่อนี้จริงๆ มากที่สุด ดังตัวอย่างตอนที่มีการเอ่ยชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในคำโคลงบทที่ว่า

ปางสร้างอาวาสแล้ว     ฤาแสดง

คือพุทไธสวรรยหมาย   ชื่อชี้

ปางถลกกำแพงพระ    พิศณุโลกย  แล้วแฮ

อยู่ช่างพระเจ้าฟี้         เฟื่องบร ฯ

ชื่อเมืองพิษณุโลก ที่ปรากฏอยู่ในโคลงบทนี้นั้น อยู่ในตอนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมือง แต่กำแพงเมืองจะสร้างขึ้นเมื่อปีใดไม่มีเอการกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวที่มีการกล่าวเรื่องสร้างกำแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ระบุปีที่สร้างแน่นอน

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมอบราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาให้โอรส คือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 แล้วเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก (อาจยังไม่ใช้ชื่อนี้) เมื่อ พ.ศ. 2006 เพื่อรับศึกพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา การศึกษาช่วงแรกนี้กรุงศรีอยุธยาเพลี่ยงพล้ำต้องเสียเมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. 2008 พระองค์จึงทรงออกผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกเพื่อเจรจาสงบศึกโดยขอเมืองศรีสัชนาลัยคืน  แต่ไม่สำเร็จจึงทรงลงผนวชในปีเดียวกันนั้นกลับสู่ราชบัลลังก์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ปรางค์วัดจุฬามณี สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อใช้ในงานทรงผนวชของพระองค์ เปรียบได้กับเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การที่พระองค์ทรงออกผนวชนั้น เท่ากับว่าได้สละทางโลกไปแล้วดังนั้นเมื่อทรงลาผนวช จึงเท่ากับว่าเป็นพระชนม์ชีพใหม่ของพระองค์ควรจะดีกว่าเก่า จึงเป็นช่วงที่เหมาะที่คิดว่าชื่อเมืองพิษณุโลกจะได้รับขนานนามให้แก่เมืองแห่งชีวิตใหม่ของพระองค์ ที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจเมืองของพระพิษณุ

การสร้างกำแพงเมือง จึงอยู่ในขั้นตอนต่อจากการเถลิงถวัลราชสมบัติเมืองพิษณุโลกของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากที่ทรงลงผนวชแล้วนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือ ชื่อสองแควเป็นชื่อแรกที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้น ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1952 เมื่ออำนาจกรุงศรีอยุธยาโดยกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้เข้ามาครอบงำแคว้นสุโขทัย โดยผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง สมเด็จพระนครินทราชาธิราชได้ส่งโอรสองค์ที่สามที่มีเชื้อสายทางมารดาเป็นสุโขทัยมาครองที่เมืองสองแควในชื่อใหม่ว่าเมืองชัยนาท ก่อนที่เสด็จไปเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ที่กรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1967

รัชสมัยต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โอรสของสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1991 ได้เกิดสงครามกับแคว้นล้านนาในการแย่งชิงดินแดนที่เคยเป็นแคว้นสุโขทัยเดิม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงกับต้องเสด็จมาครองเมืองชัยนาท (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก) โดยมอบราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาให้แก่โอรสเมื่อ พ.ศ. 2006 การสงครามในช่วงแรกไม่อาจป้องกันเมืองศรีสัชนาลัยไว้ได้ จึงทรงออกผนวชเมื่อ พ.ศ. 2008 และเจรจาขอสงบศึก แต่ไม่สำเร็จ จึงทรงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติใหม่ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นพิษณุโลก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชบัลลังก์ใหม่ที่ควรจะดียิ่งกว่าเดิม

 

อ้างอิง :

พระราชวังจันทร์ “วังพระนเศวร” เมืองพิษณุโลก ที่ประสูติ ที่ประทับ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ. โดยพิเศษ เจียจันทร์พงษ์. มติชน. 2546

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาครั้งหลังสุดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_16549

Categories
History

เหลือเชื่อ! เมื่อชาวโพลินีเซียนสามารถย้าย “อารยธรรม” ของตนเองได้ด้วยเรือเพียงลำเดียว

ชาวตาฮิติผู้สืบเชื้อสายมาจากโพลินีเซียน ภาพจากWikimedia

โพลินีเซีย (Polynesia) คือ กลุ่มหมู่เกาะกว่า 1,000 เกาะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคโอเชียเนีย
หมู่เกาะเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งในบริเวณตอนกลาง และตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเอกราช เช่น นิวซีแลนด์, ตองกา, ซามัว และดินแดนโพ้นทะเลอย่างเฟรนช์โปลินีเซียของฝรั่งเศส รวมถึงเกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เกาะอีสเตอร์ หรือราปานุย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรูปสลักหินขนาดใหญ่อย่าง “โมอาย” (Moai)

ชาวโพลินีเซียนเป็นใคร? มาจากไหน?

ชาวโพลินีเซียน (Polynesians) ชนพื้นเมืองของกลุ่มหมู่เกาะโพลินีเซีย เป็นชาติพันธุ์กลุ่มย่อยของกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียน (Austronesian) สันนิษฐานว่าชาวโพลินีเซียนดั้งเดิมนั้นอาจมีถิ่นฐานอยู่ที่เกาะไต้หวันและหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจึงค่อย ๆ มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาสู่หมู่เกาะโพลินีเซียในช่วงเวลาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 1200 โดยประมาณ

แม้ชาวโพลินีเซียนจะอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายนัก แต่ชาวโพลินีเซียนนั้นก็สามารถสร้างสรรค์ “อารยธรรม” ของตนเองให้มีความก้าวหน้าได้ในระดับหนึ่ง เช่น รู้จักการทำเกษตรกรรม การสร้างเครื่องปั้นดินเผา การสร้างเรือแคนู (Canoe) ที่มีขนาดใหญ่ การทำแผนที่เดินเรือ อีกทั้งยังมีทักษะในการสังเกตดวงดาว เมฆ กระแสน้ำ การบินของฝูงนก เพื่อใช้ในการนำทางขณะเดินเรือ โดยความก้าวหน้าของการสร้างเรือ แผนที่และทักษะในการนำทางนี้ได้ช่วยให้ชาวโพลินีเซียนสามารถเดินทางอพยพไปตั้งถิ่นฐานตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกได้สำเร็จ

การย้าย “อารยธรรม” ที่ไม่ใช่เทวรูปทองคำ หรือตำราโบราณ แต่เป็น “ผักผลไม้” 

เมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม” ในเชิงวัตถุ หลายคนอาจนึกถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่โต มีความอลังการ เช่น วิหารเทพเจ้า พระราชวัง อาคารต่าง ๆ หรืออาจนึกถึงสิ่งของหรูหราอย่างเครื่องเรือน เครื่องใช้ ที่มีความสวยงาม ทำจากวัสดุมีค่า หากมีเหตุจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายอารยธรรมในเชิงวัตถุที่ได้กล่าวไปในข้างต้นนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะบางอย่างเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือแม้จะเป็นสิ่งของที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ก็ต้องใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือพาหนะอย่างเกวียน เรือ เป็นจำนวนมาก

แต่สำหรับชาวโพลินีเซียนนั้นหากมีความจำเป็นต้องอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่ การย้ายอารยธรรมในเชิงวัตถุของพวกเขาสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก เพียงแค่นำผักผลไม้ทั้งในรูปแบบของ ผล เมล็ด ต้นอ่อน ใส่ลงในเรือแคนูที่จะใช้ในการออกเดินทาง (นอกจากนี้ยังมีการนำหมูและไก่ไปด้วยในฐานะปศุสัตว์)

เพราะเหตุใดจึงต้องนำผักผลไม้ใส่ลงในเรือแคนู?

ผักผลไม้ที่ชาวโพลินีเซียนนำติดตัวไปด้วยนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทาง
แต่ยังนำไปเป็นเมล็ดพันธุ์ เป็นต้นอ่อน เพื่อเพาะปลูกให้ได้มาซึ่งปัจจัย 4 อันได้แก่ “อาหาร ผ้า ยา บ้าน” และใช้เป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับการสร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองในดินแดนแห่งใหม่

โดยผักผลไม้ที่ชาวโพลินีเซียนมักนำติดตัวไปด้วยเมื่อมีการอพยพย้ายถิ่น ได้แก่ อ้อย (ใช้เป็นยาและสารให้ความหวาน) มะพร้าว (เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ใช้ทำเชือก ใบเรือ และวัสดุก่อสร้าง) กล้วย (เป็นอาหารและวัสดุก่อสร้าง) ไผ่ (ใช้ทำเครื่องมือ เครื่องดนตรี กระบอกน้ำ และเป็นวัสดุก่อสร้าง) มันหวาน-เผือก-กลอย-ท้าวยายม่อม (เป็นอาหาร) สาเก (เป็นอาหาร ยารักษาโรค วัสดุก่อสร้าง ทำเสื้อผ้า กาว) กะทือ (เป็นอาหารและยารักษาโรค) ขมิ้นชัน (เป็นเครื่องเทศ ยารักษาโรค สีย้อม) น้ำเต้า (ใช้ทำกระบอกน้ำและเครื่องดนตรี) ถั่วเทียน (เป็นอาหาร ยารักษาโรค น้ำมันตะเกียง เทียน สีย้อม วัสดุต่อเรือแคนู)

แม้ชาวโพลินีเซียนจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษยชาติให้มีความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ได้เท่ากับแหล่งอารยธรรมอื่น ๆ ที่มีความสำคัญระดับโลก แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในข้างต้นนี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าชาวโพลินีเซียนเป็นผู้ไม่ประมาทและสามารถสร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

อ้างอิง :

ลอรา โคแวนและคณะ. 100 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนโต ประวัติศาสตร์. แปลโดย ธัญโรจน์ โรจนธเนศ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์คอมมิกส์, 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_86747