ชาวสยามดื่มเบียร์ตั้งแต่เมื่อไหร่? จากเหล้าพื้นเมืองถึงบ.บุญรอด โดยพระยาภิรมย์ภักดี

เครื่องดื่มประเภทของมึนเมานั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกวัฒนธรรมในโลก ในบางวัฒนธรรมมันทำหน้าที่ยารักษาโรค ในบางวัฒนธรรมก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่การทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ใช้ปลดปล่อยผู้คนออกจากโลกแห่งความจริงหรือใช้ในการสร้างความรื่นรมย์ในชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่มีร่วมกันในทุกวัฒนธรรม

เบียร์เป็นเครื่องดื่มมึนเมาประเภทหนึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และว่ากันว่าเป็นเครื่องดื่มเมรัยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก กำเนิดของเบียร์อาจเป็นสิ่งที่ได้มาเพราะโชคช่วยเพราะมันเกิดขึ้นจากการหมักตัวของธัญพืชและน้ำในยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย จากนั้นเบียร์ก็ได้ถูกพัฒนากรรมวิธีในการทำมากขึ้นละซับซ้อนขึ้นเพื่อให้รสชาติที่ดีขึ้น ต่อมาในยุคอียิปต์นั้นเบียร์ยังถูกใช้ในพิธีกรรมและอยู่ในวัฒนธรรมการดื่มของกษัตริย์ฟาโรห์ นอกจากนี้เบียร์ยังเป็นยาที่สามารถรักษาอาการป่วยไข้ได้อีกด้วย (อุทิศ เหมะมูล: 2557)

สำหรับชาวสยามประเทศนั้น “เบียร์” ถือว่าเป็นเครื่องดื่มมึนเมาชนิดใหม่ที่เพิ่งเริ่มมีการดื่มอย่างจริงจังมาไม่นานนี้เอง แต่กระนั้นเบียร์ก็ได้ปรากฏตัวอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยมายาวนานพอสมควรแล้ว เอนก นาวิกมูล ค้นพบหลักฐานในจดหมายเหตุลาลูแบร์ บันทึกรายวันของบาทหลวง เดอ ซัวร์ซีย์ ซึ่งทั้งคู่เป็นชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในอยุธยาเมื่อสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จากหลักฐานของทั้งสองคนนั้นแสดงให้เห็นว่าเบียร์ในสมัยอยุธยาเป็นสิ่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและดื่มอยู่เฉพาะชาวต่างประเทศเท่านั้น เบียร์ในยุคดังกล่าวที่นำเข้ามาก็เป็นเบียร์จากฮอลันดาและในบันทึกรายวันของบาทหลวง เดอ ซัวร์ซีย์นี้ได้ระบุว่าเบียร์ที่ดื่มนั้นเป็น “เบียร์ญี่ปุ่น” เอนก นาวิกมูลได้ตั้งข้อสงสัยว่าคืออะไรกันแน่ เพราะในบันทึกของลาลูแบร์ กล่าวว่าเหล้าองุ่นของจีนญี่ปุ่นเป็นเพียงเบียร์ที่ผสมให้มีรสแรงเท่านั้น และอาจหมายถึงเหล้าหรือเบียร์ก็ได้ (เอนก นาวิกมูล, 2559: 189)

คนไทยนั้นนิยมดื่มเหล้าพื้นเมืองมากกว่าเครื่องดื่มเมรัยชนิดอื่นๆ ทั้งๆ ที่การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศนั้นจะนำมาซึ่งเมรัยหลากหลายชนิด เช่น ไวน์ วิสกี้ เหล้าพื้นเมืองที่คนไทยชอบดื่มนั้นโดยมากเป็นเหล้าต้มกลั่นโดยคนจีน มีคนจีนเป็นนายอากรสุรามากมาย แต่หากเป็นเหล้าต่างประเทศ นอกจากชาวตะวันตกที่นิยมดื่มแล้วก็มีเจ้านายหรือชั้นสูงเป็นผู้ดื่ม

ร้านขายเหล้าฝรั่งโดยเฉพาะ จะเห็นว่ามีเฉพาะเหล้าประเภทต่างๆ และบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าคู่กัน (ภาพจาก “สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ”)
ในช่วงรัชกาลที่ 4 เริ่มมีห้างร้านขายของและเสบียงอาหารจากตะวันตกมากขึ้นและเริ่มมีการสัญญาเรื่องสุรากับชาวตะวันตกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ สันนิษฐานได้ว่าอาจจะมีเบียร์เข้ามาขายในสยามบ้างแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตาม คำว่า “เบียร์” เริ่มปรากฏตัวต่อที่สาธารณะในหนังสือพิมพ์ The Siam Weekly Advertiser ฉบับวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1872 (พ.ศ. 2415) กล่าวว่า ห้างแรมเซขายเหล้าไวน์และ “เหล้าบีเออ” ซึ่งก็หมายถึง “เบียร์” นั่นเอง (เอนก นาวิกมูล, 2559: 190)

หลักฐานอีกแห่งหนึ่งเป็นโฆษณาของห้าง Keer & Co ถนนเจริญกรุง ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Siam Mercantie Gazette ค.ศ. 1889 (พ.ศ. 2432) หน้า 4 ลงเป็นภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่าจำหน่ายทั้งหมูแฮม ชีส เบคอน เนื้อ ปลา ผลไม้ “Wine, Beer and Sprit” นอกจากนี้ยังมีโฆษณาที่เกี่ยวกับเบียร์ตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อีกหลายชิ้นในสมัยดังกล่าว (โปรดอ่านต่อใน เอนก นาวิกมูล: 2559)

หลักฐานต่างๆ เหล่านี้น่าจะช่วยแสดงให้เห็นได้ว่าชาวสยามเริ่มดื่มเบียร์มาตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 5 มาแล้ว แต่ก็น่าจะเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มอยู่ในหมู่คนรวยและชนชั้นสูงเพราะราคาของเบียร์นั้นแพงมาก ชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ในสยามและมีฐานะดีนั้น “ยังขยาดไม่ค่อยกล้าซื้อ” (เอนก นาวิกมูล, 2559: 192) แต่เมื่อเริ่มมีการสร้างทางรถไฟเบียร์ก็มีราคาถูกลง

เบียร์ที่มีขายอยู่ในยุคนี้โดยมากจะเป็นเบียร์ที่นำเข้ามาจากตะวันตก หลังจากนั้นก็เริ่มมีเบียร์จากญี่ปุ่นเข้ามาขายด้วย เช่น ซัปโปโร อาซาฮิ เบียร์ตราอาทิตย์อุทัย และเบียร์กิริน (เอนก นาวิกมูล, 2559: 192)

เมื่อคนไทยเริ่มนิยมดื่มเบียร์มากขึ้น สถานที่ขายเบียร์ก็มีมากขึ้นตามลำดับทั้งห้างร้านต่างๆ ของคนไทยเช่น ห้างนายเลิศ ของพระยาภักดีนรเศรษฐ หรือในงานวัดเบญจมบพิตร พ.ศ. 2458 ก็มีร้านที่นำสุราและเหล้าเบียร์มาขาย ต่อมา พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) เกิดความคิดที่จะทำเบียร์ขึ้นในเมืองไทย จึงแสวงหาความรู้ในการทำเบียร์และขออนุญาตตั้งโรงต้มเบียร์ขึ้นบริเวณบางกระบือ พระยาภิรมย์ภักดีได้ไปดูงานในโรงงานต่างประเทศและซื้อเครื่องจักรเข้ามาจนเปิดกิจการได้ในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 เป็นบริษัทเบียร์ไทยแห่งแรก ฉลากรุ่นแรกๆ ที่ใช้เป็นตาว่าวปักเป้า ตราหมี และตราสิงห์

พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร)
หลังจากพระยาภิรมย์ภักดีตั้งบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ เพื่อผลิตเบียร์ เบียร์ต่างประเทศก็เริ่มเข้ามาตีตลาดในเมืองไทยมากขึ้น มีทั้งเบียร์ ซับโปโรจากญี่ปุ่น เบียร์ไทเกอร์จากมลายู ซึ่งมีราคาถูกและแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์เดนมาร์กและเยอรมัน ในขณะที่ตลาดเบียร์ในประเทศไทยขยายตัวขึ้น ร้านขายเบียร์ประเภท “เบียร์ฮอล” ก็ผุดขึ้นตามลำดับ การดื่มเบียร์จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยมาจนถึงปัจจุบันและกลายเป็นเครื่องดื่มที่ไม่จำแนกชนชั้นอีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม : เมื่อเจ้านายไทย “ทำธุรกิจ” ประเมินผลการลงทุนพระยาภิรมย์ภักดี ถึงเจ้าพระยายมราช
อ่านเพิ่มเติม : ที่มาของเบียร์-สุราในไทย ราคายุคแรก ขายขวดละกี่บาท?
อ่านเพิ่มเติม : ประวัติศาสตร์การเสพสุราในไทย เหล้าผันสู่อุบัติเหตุ-ตีกันเละยุครัตนโกสินทร์ได้อย่างไร
อ้างอิง :

อุทิศ เหมะมูล. Writer’s taste ดื่มประวัติศาสตร์ จิบวิวัฒนาการ สำราญรสเบียร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุติ. 2557

เอนก นาวิกมูล. แรกมีในสยาม ภาค 2. 2 เล่ม. กรุงเทพฯ: แสงดาว. 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม 2561

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

“กรรณะ” วีรบุรุษฝ่ายอธรรม คู่ปรับอรชุนผู้ถูกกีดกันจากชาติกำเนิดในศึกมหาภารตะ

ภาพวาด กรรณะ ในห้วงศึกมหาสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร จากมหาภารตะ หลายคนคงจะได้ยินชื่อมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง “มหาภารตะ” มาไม่มากก็น้อย หากใครติดตามเรื่องราวมหากาพย์ขนาดยาวเรื่องนี้อย่างแท้จริงจะพบว่ามีเรื่องราวให้ศึกษาต่างๆ มากมายทั้งวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณ ฯลฯ นอกเหนือไปจากมหาสงครามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างสองพี่น้อง ตระกูลเการพ (กุรุ) และปาณฑพ (ปาณฑุ) ณ ทุ่งกุรุเกษตร มหาสงครามที่ว่านี้สร้างความหายนะแก่ดินแดนชมพูทวีปอย่างมหาศาล เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ฝากชื่อเสียงของ 5 พี่น้องตระกูลปาณฑพ ในฐานะวีรบุรุษ ที่สามารถเอาชนะพี่น้องตระกูลเการพลงได้ ยอดนักรบที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคงจะได้แก่ “อรชุน” นักแม้นธนูมือฉมังของฝ่ายปาณฑพ ส่วนตัวผมเองนั้นได้ยินชื่อมหากาพย์นี้มาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งได้มาอ่านฉบับที่ อ.กรุณา…

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ กัมพูชา มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก…

Leave a Reply

Your email address will not be published.