พระอ้วนไทย และพระอ้วนไทย คือใครกัน?

ภาพถ่าย “พระอ้วน” ที่วัดทิพย์วารี (ซ้าย) พระศรีอารยเมตไตรย (ขวา) พระสังกัจจายน์ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, กุมภาพันธ์ 2545)

เริ่มต้นของความสงสัย

พระพุทธรูปที่ทำให้ผมเกิดความสงสัย คือ พระสังกัจจายน์ หรือพระอ้วน, พระยิ้ม ตามแต่จะเรียก ซึ่งเชื่อว่าคงเคยผ่านตาและมีโอกาสกราบไหว้บูชาท่านกันมาแล้ว แต่คงยังมีคนสงสัยว่าท่านเป็นใคร ทำไม รูปลักษณ์จึงดูแปลกไปกว่าพระพุทธรูปทั่วไป

จากที่เคยอ่านในไซอิ๋วฉบับภาพลายเส้น ครั้งหนึ่งมีพระอ้วนมาช่วยเห้งเจียปราบปีศาจ ผู้แปลออกนามท่านว่าพระมิเล็กฮุด แล้ววงเล็บไว้ว่า “พระสังกัจจายน์” ขณะที่หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธและพระ โพธิสัตว์สายมหายานของจิตรา ก่อนันทเกียรติ กล่าวว่า

“ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เราจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดถึง ‘ยุคพระศรีอาริย์’ เช่นเดียวกับที่เวลาไปวัดบางวัด เรา จะเห็นรูปปั้นพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้ม บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระยิ้ม’ บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระสังกัจจายน์’ ไม่น่าเชื่อว่าที่แท้แล้วท่านเป็นองค์เดียวกัน พระศรีอารยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ พระนามจีนของท่านคือ ‘หมีเล็กผ่อสัก’…”

ซึ่งถ้าสรุปตามนี้ พระศรีอาริย์ก็ต้องเป็นองค์เดียวกับพระสังกัจจายน์

แต่เนื่องจากผมได้ไปอ่านพบข้อความในหนังสือลัทธิของเพื่อนของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กล่าวถึงพระอ้วนองค์นี้ไว้เช่นกัน ว่า

“…มิล่อฮุดหรือมิเตกฮุดคือพระศรีอารยเมตไตรย…รูปพระท้องพลุ้ยนี้คือมิล่อฮุด. แต่เราเรียกกันว่าพระสังกัจจายน์. ที่เรียกอย่างนี้เพราะรูปไป ตรงลักษณะกันเข้า. และฝ่ายจีนก็คงเรียกพระสังกัจจายน์ของเราว่ามิล่อสุด. ที่วัดมังกรกมลาวาสเอารูปพระสังกัจจายน์กับมิล่อสุดไปตั้งรวมกันไว้ด้วย ความประสงค์อย่างไรก็ตาม, จีนเข้าใจว่ามิล่อสุดทั้งสององค์แล้ว, เข้าใจไปว่าพระสังกัจจายน์ทั้งคู่, เป็นความเข้าใจผิดอย่างสนิททั้งสองฝ่าย” (เน้นโดยผมเอง)

นี่ย่อมหมายความว่า พระมิเล็กฮุด (มิล่อฮุด) คือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งเป็นคนละองค์กับพระสังกัจจายน์ แต่รูปลักษณ์บังเอิญไปคล้ายกันเข้า

เช่นนี้แล้วจะสรุปอย่างไรดี?

แกะรอยตามหนังสือเก่า

วัดมังกรกมลาวาสอาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นวัดเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ที่เยาวราชแล้ว หลายคนคง ร้อง “อ๋อ”

ได้ลองไปตามคํากล่าวของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปในหนังสือเรื่องลัทธิของเพื่อน ซึ่งที่ท้ายหนังสือของ ท่านมีแผนผังวัดเล่งเน่ยยี่ พร้อมทั้งเล่าว่าปฏิมากรแต่ละจุดคือใครบ้าง โดยในวิหารพระศรีอารยเมตไตรยจะมีพระสังกัจจายน์ประทับอยู่เบื้องหน้าองค์พระศรีอารยเมตไตรย และรายล้อมด้วยจตุโลกบาล

หลังจากชมดูจนทั่ว พบปฏิมากรแต่ละองค์อยู่ในตําแหน่งที่แผนผังระบุไว้ เว้นแต่พระสังกัจจายน์องค์เดียวที่ไม่ได้อยู่ที่เบื้องหน้าพระศรีอารยเมตไตรยตามคําบอกเล่า หนังสือของเสฐียรโกเศศ-นาคะ ประทีปเขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงย่อมมีมากตามกาลเวลา

เมื่อลองเดินไปยังที่เก็บพระด้านหลังวิหารใหญ่ พบว่ามีแต่พระพุทธรูปแบบไทยที่ถูกเก็บไว้เต็มตู้ใหญ่ทั้งสอง ขณะที่ปฏิมากรจีนจะอยู่ตามจุดต่างๆ รอบวัด ในตู้ดังกล่าวมีพระอ้วนอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปแบบไทยเช่นกัน ซึ่งต้องเป็นพระสังกัจจายน์แน่นอนเพราะไม่มีพระพุทธรูปลักษณะนี้อีกตามจุดอื่นๆ ในวัด จึงสันนิษฐานด้วยตนเองว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระสังกัจจายน์องค์นี้เป็นองค์ที่ถูกย้ายมาจากจุดที่หนังสือระบุ

ลองสอบถามจากหลวงพี่ซึ่งอยู่ประจําที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ พร้อมกับกางแผนผังในหนังสือประกอบ หลวงพี่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน และท่านยังนึกได้ว่าเคยมีคนมาถามถึงพระสังกัจจายน์ในวิหารข้างหน้า (วิหารพระศรีอารยเมตไตรย) เช่นกัน เพราะเขาต้องการขอเช่า ดังนั้นพระสังกัจจายน์ที่ปัจจุบันนำมาเก็บไว้ในตู้พระจึงน่าจะเคยตั้งอยู่ที่วิหารด้านหน้าจริง แต่หลวงพี่เองก็ไม่ทราบว่ามีการย้ายท่านออกมาเมื่อไร

ผมลองถามท่านว่าพระสังกัจจายน์เป็นองค์เดียวกับพระศรีอารยเมตไตรยหรือไม่ ท่านให้คําตอบว่าไม่ใช่ แม้พุทธศาสนาสายมหายานจะรู้จักพระสังกัจจายน์แต่ก็ไม่ได้บูชาเป็นพิเศษ แต่ชาวพุทธเถรวาทในประเทศไทยเชื่อว่าบูชาท่านแล้วจะได้ลาภผล

พระสังกัจจายน์

เมื่อค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า พระอ้วนมิได้มีอยู่องค์เดียว ก็ควรที่จะเริ่มสืบค้นประวัติของแต่ละองค์เพื่อจะ แยกแยะท่านได้โดยไม่สับสนอีก ผมจึงเริ่มต้นที่พระสังกัจจายน์ก่อน

ประวัติความเป็นมาของพระสังกัจจายน์

พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะเถระ ทรงเป็นผู้ที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางการ อธิบายธรรม ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ชื่อของท่านเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เกียก เมียงเอี๊ยง” และทางฝ่ายมหายานจัดท่านอยู่ในพระเอตทัคคะมหาสาวกสิบองค์ (จับไต้ตี้จื๊อ) ซึ่งในสิบองค์นี้ทางฝ่ายมหายานจะรู้จักพระมหากัสสปะและพระอานนท์มากเป็นพิเศษ

จากหนังสือประวัติพุทธบริษัท พระมหากัจจายนะเกิดในตระกูลปุโรหิตของแคว้นอวันตี เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นปุโรหิตได้รับคำสั่งให้ไปเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาเทศนาโปรดชาวแคว้นอวันดี แต่เมื่อปุโรหิตกัจจายนะได้พบกับพระพุทธองค์ก็เกิดความเลื่อมใสและขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา จนได้เป็นพระอรหันต์ และเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถทางการอธิบายธรรมะ ที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่ายขึ้น เดิมทีพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์มีรูปกายงดงาม แต่เหตุที่บันดาลให้ท่านกลายเป็นพระอ้วนนั้น มีเรื่องย่อๆ อยู่ว่า ท่านรูปงามเสียจนมีผู้ชายคิดอยากมีภรรยางามเช่นท่าน ท่านสลดใจที่มีคนมาคิดกับท่านเช่นนี้ จึงอธิษฐานให้รูปร่างที่สวยงามกลายเป็นพระอ้วน

แต่ก็มีบางตํานานเสริมว่า ยามท่านไปที่ไหนจะมีเทวดาและมนุษย์ยกย่องท่านว่างามทัดเทียมกับพระพุทธองค์ พระมหากัจจายนะเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงเนรมิตรูปกายของท่านออกมา อย่างที่เราเห็นกัน

ที่มาของชื่อ “สังกัจจายน์”

ส่วนที่ว่า เหตุใดพระมหากัจจายนะจึงมีชื่อว่าพระสังกัจจายน์ด้วยนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเรียกกันภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง กล่าวคือในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการขุดพื้นเพื่อฝังรากอุโบสถวัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี ปรากฏว่าครั้งนั้นมีการขุดค้นพบปฏิมากรพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ในบริเวณดังกล่าว วัดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดสังข์กระจายตั้งแต่นั้นมา (อ้างตามหนังสือพระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล) ปฏิมากรพระมหากัจจายนะที่ขุดพบยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสังข์กระจายฝั่งธนบุรี จนปัจจุบัน

ชื่อ “สังกัจจายน์” จึงน่าจะมาจากชื่อวัด “สังข์กระจาย” โดยทีแรกคงเรียกกันว่า “พระวัดสังข์กระจาย” นานเข้าก็มีการกร่อนคำ และนำมารวมกับชื่อของท่านที่มีคำว่า “กัจจายนะ” “พระวัดสังข์กระจาย” ก็เลยกลายเป็น “พระสังกัจจายน์” ไป นอกจากนี้เท่าที่อ่านงานเขียนต่างๆ ก็จะออกนามท่านว่าพระมหากัจจายนะเสมอ ชื่อพระสังกัจจายน์จึงเป็นชื่อในภาษาพูดมากกว่าจะใช้ในภาษาเขียน

การจะแยกแยะลักษณะของปฏิมากรให้สังเกตว่าพระสังกัจจายน์จะอ้วน มีไรพระเกศาขมวดเป็นวงกลมอยู่ทั่วพระเศียร โดยมากพระพักตร์สงบเป็นปกติไม่ได้ยิ้มแย้ม ครองจีวรแบบเถรวาทคือเปิดไหล่ขวาและจีวรคลุมท้อง มีผ้าคาดบ่า พระหัตถ์ทั้งสองอุ้มท้องไว้

พระศรีอารยเมตไตรย

ถ้าเห็นพระอ้วนแบบจีนที่ห่มจีวรแบบเปิดท้อง ศีรษะล้าน เลี่ยนไม่มีไรพระเกศา ใบหน้ายิ้มแย้ม มักจะถือถุงย่ามและประคําในมือ ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่พระสังกัจจายน์ แต่เป็นพระศรีอารยเมตไตรย เพราะพุทธศาสนามหายานไม่ได้บูชาพระมหากัจจายนะเป็นพิเศษ ปฏิมากรพระอ้วนแบบจีนจึงเป็นพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์แทบทั้งสิ้น ซึ่งพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ (มิเล็กฮุด) นั้น ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รอที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปเมื่อสิ้นพุทธกาลของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีตํานานที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ของพระศรีอารยเมตไตรยไว้ 2 ตํานาน

ตํานานแรกนํามาจากหนังสือโลกทิพย์คติจีน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนจีนและกล่าวไว้ว่า ในสมัยโฮ่วเหลียงของจีน มีพระสงฆ์ประหลาดชื่อ ชีฉื่อ รูปร่างอ้วนท้วน ท่าทางสติไม่ดี มักจะถือถุงย่ามเดินบิณฑบาต แต่ท่านพยากรณ์อากาศ พยากรณ์โชคชะตาได้แม่นยำ จึงมีชื่อเสียงมาก

ก่อนหลวงจีนชีฉื่อมรณภาพ ท่านได้ทิ้งปริศนาธรรมกล่าวถึง พระศรีอารยเมตไตรยเอาไว้ จึงได้ทราบกันว่าหลวงจีนชื่อชีฉื่อนี้ นิรมาณกาย (การแบ่งภาคมาเกิดในโลกมนุษย์) ของพระศรีอารเมตไตรยโพธิสัตว์ จากนั้นก็มีการสร้างปฏิมากรเพื่อระลึกถึงพระศรีอารยเมตไตรยด้วยรูปหลวงจีนอ้วนที่เป็นนิรมาณกายของพระองค์ เพราะเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่องค์พระศรีอารยเมตไตรยที่ประทับยังสวรรค์ชั้นดุสิตหาได้มีรูปกายเช่นนี้ไม่

การรับรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงขององค์พระศรีอารยเมตไตรยไม่อ้วนนั้น คล้ายกับการรับรู้ของฝ่ายเถรวาท ที่เชื่อว่าพระศรีอารยเมตไตรยมีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป ไม่ใช่พระอ้วน ซึ่งสามารถดูจากปฏิมากรที่วิหารพระศรีอารยเมตไตรย วัดปรมัยยิกาวาส ที่เกาะเกร็ด นนทบุรี ได้

อีกตํานานหนึ่งจากหนังสือลัทธิของเพื่อนกล่าวไว้ว่า ในการชุมนุมเทพยดาตามเรื่องราวในคัมภีร์มิลอแอ้แซเก็ง เซียนองค์หนึ่งพรรณนาไว้ว่าได้เห็นพระศรีอารยเมตไตรยประทับอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รูปลักษณ์ของท่านจําได้ง่าย ด้วยท่านห่มจีวรเปิดเห็นท้องที่ใหญ่ยื่นและยิ้มแย้มอยู่เสมอ มือขวาถือย่ามกายสิทธิ์เรียกเคียนคุนแพ ซึ่งจากตํานานนี้เท่ากับว่า พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์มีลักษณะอ้วนอยู่เอง ต่างกับตํานานแรกที่ว่าหลวงจีนอ้วนเป็นนิรมาณกายขององค์โพธิสัตว์

ตามปกติเทพเจ้าจีนอาจมีตํานานประจําตัวมากกว่าหนึ่งตํานานได้ ดังนั้นการที่มีตํานานกล่าวถึงพระศรีอารยเมตไตรยไว้ต่างกันจึงไม่แปลกอะไรนัก แต่ไม่ว่าจะด้วยตํานานใด ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพระศรีอารยเมตไตรยเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นคนละองค์กับพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระอรหันต์สาวกองค์หนึ่ง

ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า บทความชิ้นนี้คงช่วยให้การ “ทักคนผิด” เวลาไปวัดจีนหรือวัดไทยลดลงได้บ้าง

หนังสืออ้างอิง

จิตรา ก่อนันทเกียรติ. พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์ของจีน. กรุงเทพฯ : จิตรา, 2541.

ซูเถียน, หม่า. โลกทิพย์คติจีน. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2541.

พ.สุวรรณ. พระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล. กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, 2541.

วิรัช ถิรพันธ์เมธี. ประวัติพุทธบริษัท. กรุงเทพฯ : มติชน, 2540

อนุมานราชธน, พระยา. ลัทธิของเพื่อน โดย เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป. กรุงเทพฯ : พิราบ, 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กันยายน 2565

https://www.silpa-mag.com

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.