พระอ้วนไทย และพระอ้วนไทย คือใครกัน?

เริ่มต้นของความสงสัย

พระพุทธรูปที่ทำให้ผมเกิดความสงสัย คือ พระสังกัจจายน์ หรือพระอ้วน, พระยิ้ม ตามแต่จะเรียก ซึ่งเชื่อว่าคงเคยผ่านตาและมีโอกาสกราบไหว้บูชาท่านกันมาแล้ว แต่คงยังมีคนสงสัยว่าท่านเป็นใคร ทำไม รูปลักษณ์จึงดูแปลกไปกว่าพระพุทธรูปทั่วไป

จากที่เคยอ่านในไซอิ๋วฉบับภาพลายเส้น ครั้งหนึ่งมีพระอ้วนมาช่วยเห้งเจียปราบปีศาจ ผู้แปลออกนามท่านว่าพระมิเล็กฮุด แล้ววงเล็บไว้ว่า “พระสังกัจจายน์” ขณะที่หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธและพระ โพธิสัตว์สายมหายานของจิตรา ก่อนันทเกียรติ กล่าวว่า

“ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เราจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดถึง ‘ยุคพระศรีอาริย์’ เช่นเดียวกับที่เวลาไปวัดบางวัด เรา จะเห็นรูปปั้นพระจีนอ้วนพุงพลุ้ยหน้าตายิ้มแย้ม บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระยิ้ม’ บ้างก็เรียกท่านว่า ‘พระสังกัจจายน์’ ไม่น่าเชื่อว่าที่แท้แล้วท่านเป็นองค์เดียวกัน พระศรีอารยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ พระนามจีนของท่านคือ ‘หมีเล็กผ่อสัก’…”

ซึ่งถ้าสรุปตามนี้ พระศรีอาริย์ก็ต้องเป็นองค์เดียวกับพระสังกัจจายน์

แต่เนื่องจากผมได้ไปอ่านพบข้อความในหนังสือลัทธิของเพื่อนของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป กล่าวถึงพระอ้วนองค์นี้ไว้เช่นกัน ว่า

“…มิล่อฮุดหรือมิเตกฮุดคือพระศรีอารยเมตไตรย…รูปพระท้องพลุ้ยนี้คือมิล่อฮุด. แต่เราเรียกกันว่าพระสังกัจจายน์. ที่เรียกอย่างนี้เพราะรูปไป ตรงลักษณะกันเข้า. และฝ่ายจีนก็คงเรียกพระสังกัจจายน์ของเราว่ามิล่อสุด. ที่วัดมังกรกมลาวาสเอารูปพระสังกัจจายน์กับมิล่อสุดไปตั้งรวมกันไว้ด้วย ความประสงค์อย่างไรก็ตาม, จีนเข้าใจว่ามิล่อสุดทั้งสององค์แล้ว, เข้าใจไปว่าพระสังกัจจายน์ทั้งคู่, เป็นความเข้าใจผิดอย่างสนิททั้งสองฝ่าย” (เน้นโดยผมเอง)

นี่ย่อมหมายความว่า พระมิเล็กฮุด (มิล่อฮุด) คือพระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งเป็นคนละองค์กับพระสังกัจจายน์ แต่รูปลักษณ์บังเอิญไปคล้ายกันเข้า

เช่นนี้แล้วจะสรุปอย่างไรดี?

แกะรอยตามหนังสือเก่า

วัดมังกรกมลาวาสอาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นวัดเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ที่เยาวราชแล้ว หลายคนคง ร้อง “อ๋อ”

ได้ลองไปตามคํากล่าวของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปในหนังสือเรื่องลัทธิของเพื่อน ซึ่งที่ท้ายหนังสือของ ท่านมีแผนผังวัดเล่งเน่ยยี่ พร้อมทั้งเล่าว่าปฏิมากรแต่ละจุดคือใครบ้าง โดยในวิหารพระศรีอารยเมตไตรยจะมีพระสังกัจจายน์ประทับอยู่เบื้องหน้าองค์พระศรีอารยเมตไตรย และรายล้อมด้วยจตุโลกบาล

หลังจากชมดูจนทั่ว พบปฏิมากรแต่ละองค์อยู่ในตําแหน่งที่แผนผังระบุไว้ เว้นแต่พระสังกัจจายน์องค์เดียวที่ไม่ได้อยู่ที่เบื้องหน้าพระศรีอารยเมตไตรยตามคําบอกเล่า หนังสือของเสฐียรโกเศศ-นาคะ ประทีปเขียนขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงย่อมมีมากตามกาลเวลา

เมื่อลองเดินไปยังที่เก็บพระด้านหลังวิหารใหญ่ พบว่ามีแต่พระพุทธรูปแบบไทยที่ถูกเก็บไว้เต็มตู้ใหญ่ทั้งสอง ขณะที่ปฏิมากรจีนจะอยู่ตามจุดต่างๆ รอบวัด ในตู้ดังกล่าวมีพระอ้วนอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปแบบไทยเช่นกัน ซึ่งต้องเป็นพระสังกัจจายน์แน่นอนเพราะไม่มีพระพุทธรูปลักษณะนี้อีกตามจุดอื่นๆ ในวัด จึงสันนิษฐานด้วยตนเองว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระสังกัจจายน์องค์นี้เป็นองค์ที่ถูกย้ายมาจากจุดที่หนังสือระบุ

ลองสอบถามจากหลวงพี่ซึ่งอยู่ประจําที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ พร้อมกับกางแผนผังในหนังสือประกอบ หลวงพี่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน และท่านยังนึกได้ว่าเคยมีคนมาถามถึงพระสังกัจจายน์ในวิหารข้างหน้า (วิหารพระศรีอารยเมตไตรย) เช่นกัน เพราะเขาต้องการขอเช่า ดังนั้นพระสังกัจจายน์ที่ปัจจุบันนำมาเก็บไว้ในตู้พระจึงน่าจะเคยตั้งอยู่ที่วิหารด้านหน้าจริง แต่หลวงพี่เองก็ไม่ทราบว่ามีการย้ายท่านออกมาเมื่อไร

ผมลองถามท่านว่าพระสังกัจจายน์เป็นองค์เดียวกับพระศรีอารยเมตไตรยหรือไม่ ท่านให้คําตอบว่าไม่ใช่ แม้พุทธศาสนาสายมหายานจะรู้จักพระสังกัจจายน์แต่ก็ไม่ได้บูชาเป็นพิเศษ แต่ชาวพุทธเถรวาทในประเทศไทยเชื่อว่าบูชาท่านแล้วจะได้ลาภผล

พระสังกัจจายน์

เมื่อค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า พระอ้วนมิได้มีอยู่องค์เดียว ก็ควรที่จะเริ่มสืบค้นประวัติของแต่ละองค์เพื่อจะ แยกแยะท่านได้โดยไม่สับสนอีก ผมจึงเริ่มต้นที่พระสังกัจจายน์ก่อน

ประวัติความเป็นมาของพระสังกัจจายน์

พระสังกัจจายน์คือพระมหากัจจายนะเถระ ทรงเป็นผู้ที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางการ อธิบายธรรม ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ชื่อของท่านเรียกเป็นภาษาจีนว่า “เกียก เมียงเอี๊ยง” และทางฝ่ายมหายานจัดท่านอยู่ในพระเอตทัคคะมหาสาวกสิบองค์ (จับไต้ตี้จื๊อ) ซึ่งในสิบองค์นี้ทางฝ่ายมหายานจะรู้จักพระมหากัสสปะและพระอานนท์มากเป็นพิเศษ

จากหนังสือประวัติพุทธบริษัท พระมหากัจจายนะเกิดในตระกูลปุโรหิตของแคว้นอวันตี เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นปุโรหิตได้รับคำสั่งให้ไปเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาเทศนาโปรดชาวแคว้นอวันดี แต่เมื่อปุโรหิตกัจจายนะได้พบกับพระพุทธองค์ก็เกิดความเลื่อมใสและขอบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา จนได้เป็นพระอรหันต์ และเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถทางการอธิบายธรรมะ ที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่ายขึ้น เดิมทีพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์มีรูปกายงดงาม แต่เหตุที่บันดาลให้ท่านกลายเป็นพระอ้วนนั้น มีเรื่องย่อๆ อยู่ว่า ท่านรูปงามเสียจนมีผู้ชายคิดอยากมีภรรยางามเช่นท่าน ท่านสลดใจที่มีคนมาคิดกับท่านเช่นนี้ จึงอธิษฐานให้รูปร่างที่สวยงามกลายเป็นพระอ้วน

แต่ก็มีบางตํานานเสริมว่า ยามท่านไปที่ไหนจะมีเทวดาและมนุษย์ยกย่องท่านว่างามทัดเทียมกับพระพุทธองค์ พระมหากัจจายนะเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงเนรมิตรูปกายของท่านออกมา อย่างที่เราเห็นกัน

ที่มาของชื่อ “สังกัจจายน์”

ส่วนที่ว่า เหตุใดพระมหากัจจายนะจึงมีชื่อว่าพระสังกัจจายน์ด้วยนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเรียกกันภายหลังในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง กล่าวคือในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการขุดพื้นเพื่อฝังรากอุโบสถวัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนบุรี ปรากฏว่าครั้งนั้นมีการขุดค้นพบปฏิมากรพระมหากัจจายนะกับหอยสังข์ในบริเวณดังกล่าว วัดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดสังข์กระจายตั้งแต่นั้นมา (อ้างตามหนังสือพระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล) ปฏิมากรพระมหากัจจายนะที่ขุดพบยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสังข์กระจายฝั่งธนบุรี จนปัจจุบัน

ชื่อ “สังกัจจายน์” จึงน่าจะมาจากชื่อวัด “สังข์กระจาย” โดยทีแรกคงเรียกกันว่า “พระวัดสังข์กระจาย” นานเข้าก็มีการกร่อนคำ และนำมารวมกับชื่อของท่านที่มีคำว่า “กัจจายนะ” “พระวัดสังข์กระจาย” ก็เลยกลายเป็น “พระสังกัจจายน์” ไป นอกจากนี้เท่าที่อ่านงานเขียนต่างๆ ก็จะออกนามท่านว่าพระมหากัจจายนะเสมอ ชื่อพระสังกัจจายน์จึงเป็นชื่อในภาษาพูดมากกว่าจะใช้ในภาษาเขียน

การจะแยกแยะลักษณะของปฏิมากรให้สังเกตว่าพระสังกัจจายน์จะอ้วน มีไรพระเกศาขมวดเป็นวงกลมอยู่ทั่วพระเศียร โดยมากพระพักตร์สงบเป็นปกติไม่ได้ยิ้มแย้ม ครองจีวรแบบเถรวาทคือเปิดไหล่ขวาและจีวรคลุมท้อง มีผ้าคาดบ่า พระหัตถ์ทั้งสองอุ้มท้องไว้

พระศรีอารยเมตไตรย

ถ้าเห็นพระอ้วนแบบจีนที่ห่มจีวรแบบเปิดท้อง ศีรษะล้าน เลี่ยนไม่มีไรพระเกศา ใบหน้ายิ้มแย้ม มักจะถือถุงย่ามและประคําในมือ ให้รู้ว่านั่นไม่ใช่พระสังกัจจายน์ แต่เป็นพระศรีอารยเมตไตรย เพราะพุทธศาสนามหายานไม่ได้บูชาพระมหากัจจายนะเป็นพิเศษ ปฏิมากรพระอ้วนแบบจีนจึงเป็นพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์แทบทั้งสิ้น ซึ่งพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ (มิเล็กฮุด) นั้น ประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รอที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปเมื่อสิ้นพุทธกาลของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มีตํานานที่กล่าวถึงรูปลักษณ์ของพระศรีอารยเมตไตรยไว้ 2 ตํานาน

ตํานานแรกนํามาจากหนังสือโลกทิพย์คติจีน ซึ่งผู้เขียนเป็นคนจีนและกล่าวไว้ว่า ในสมัยโฮ่วเหลียงของจีน มีพระสงฆ์ประหลาดชื่อ ชีฉื่อ รูปร่างอ้วนท้วน ท่าทางสติไม่ดี มักจะถือถุงย่ามเดินบิณฑบาต แต่ท่านพยากรณ์อากาศ พยากรณ์โชคชะตาได้แม่นยำ จึงมีชื่อเสียงมาก

ก่อนหลวงจีนชีฉื่อมรณภาพ ท่านได้ทิ้งปริศนาธรรมกล่าวถึง พระศรีอารยเมตไตรยเอาไว้ จึงได้ทราบกันว่าหลวงจีนชื่อชีฉื่อนี้ นิรมาณกาย (การแบ่งภาคมาเกิดในโลกมนุษย์) ของพระศรีอารเมตไตรยโพธิสัตว์ จากนั้นก็มีการสร้างปฏิมากรเพื่อระลึกถึงพระศรีอารยเมตไตรยด้วยรูปหลวงจีนอ้วนที่เป็นนิรมาณกายของพระองค์ เพราะเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่องค์พระศรีอารยเมตไตรยที่ประทับยังสวรรค์ชั้นดุสิตหาได้มีรูปกายเช่นนี้ไม่

การรับรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงขององค์พระศรีอารยเมตไตรยไม่อ้วนนั้น คล้ายกับการรับรู้ของฝ่ายเถรวาท ที่เชื่อว่าพระศรีอารยเมตไตรยมีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธรูปทั่วไป ไม่ใช่พระอ้วน ซึ่งสามารถดูจากปฏิมากรที่วิหารพระศรีอารยเมตไตรย วัดปรมัยยิกาวาส ที่เกาะเกร็ด นนทบุรี ได้

อีกตํานานหนึ่งจากหนังสือลัทธิของเพื่อนกล่าวไว้ว่า ในการชุมนุมเทพยดาตามเรื่องราวในคัมภีร์มิลอแอ้แซเก็ง เซียนองค์หนึ่งพรรณนาไว้ว่าได้เห็นพระศรีอารยเมตไตรยประทับอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ที่สวรรค์ชั้นดุสิต รูปลักษณ์ของท่านจําได้ง่าย ด้วยท่านห่มจีวรเปิดเห็นท้องที่ใหญ่ยื่นและยิ้มแย้มอยู่เสมอ มือขวาถือย่ามกายสิทธิ์เรียกเคียนคุนแพ ซึ่งจากตํานานนี้เท่ากับว่า พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์มีลักษณะอ้วนอยู่เอง ต่างกับตํานานแรกที่ว่าหลวงจีนอ้วนเป็นนิรมาณกายขององค์โพธิสัตว์

ตามปกติเทพเจ้าจีนอาจมีตํานานประจําตัวมากกว่าหนึ่งตํานานได้ ดังนั้นการที่มีตํานานกล่าวถึงพระศรีอารยเมตไตรยไว้ต่างกันจึงไม่แปลกอะไรนัก แต่ไม่ว่าจะด้วยตํานานใด ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพระศรีอารยเมตไตรยเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นคนละองค์กับพระมหากัจจายนะหรือพระสังกัจจายน์ที่เป็นพระอรหันต์สาวกองค์หนึ่ง

ท้ายที่สุดนี้ผมหวังว่า บทความชิ้นนี้คงช่วยให้การ “ทักคนผิด” เวลาไปวัดจีนหรือวัดไทยลดลงได้บ้าง

หนังสืออ้างอิง

จิตรา ก่อนันทเกียรติ. พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์ของจีน. กรุงเทพฯ : จิตรา, 2541.

ซูเถียน, หม่า. โลกทิพย์คติจีน. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, 2541.

พ.สุวรรณ. พระสังกัจจายน์ พระอรหันต์ผู้สมบูรณ์ลาภผล. กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, 2541.

วิรัช ถิรพันธ์เมธี. ประวัติพุทธบริษัท. กรุงเทพฯ : มติชน, 2540

อนุมานราชธน, พระยา. ลัทธิของเพื่อน โดย เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป. กรุงเทพฯ : พิราบ, 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กันยายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.