นักโบราณคดีชี้ ชาวแอซเท็ก บูชายัญนักสำรวจ นำเนื้อมากิน? ก่อนโดนสเปนกวาดล้าง(แค้น)

ภาพวาดจำลองเหตุการณ์สเปนเข้ายึด Tenochtitlan ไม่ปรากฏชื่อเจ้าของงาน คาดว่าวาดเมื่อช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 ภาพถ่ายจาก https://www.loc.gov/exhibits/kislak/kislak-exhibit.html (ไฟล์ public domain)

เป็นเวลากว่า 500 ปีแล้วที่เฮอร์นัน คอร์เตส (Hernan Cortés) นักสำรวจและนักล่าดินแดนจากสเปน สั่งการอันอื้อฉาวโดยให้ยึดเมืองของแอซเท็ก (Aztec) อันนำมาสู่การล่มสลายของอาณาจักรแอซเท็กในที่สุด แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่งานศึกษาทางวิชาการโดยนักโบราณคดีในท้องถิ่นยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เพิ่งมีรายงานผลการศึกษาจากสถาบันโบราณคดีและประวัติศาสตร์แห่งชาติของเม็กซิโก ซึ่งบ่งชี้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับกองกำลังสเปนที่บุกเมืองของแอซแท็กในช่วงต้นปี 1521 อันเป็นการเคลื่อนไหวเสมือนการล้างแค้นให้นักสำรวจที่ถูกชาวแอซเท็กจับตัวและสังหารมาก่อนหน้านั้น โดยนักโบราณคดีเชื่อว่า ชาวแอซเท็ก ได้ฆ่าสังเวยผู้ที่ถูกจับกุม จากนั้นก็กินเนื้อของกลุ่มนักสำรวจนักผจญภัยสเปนที่ถูกกุมขังไปด้วย

การศึกษาทางโบราณคดีจากซากปรักหักพังใกล้กับ “เม็กซิโก ซิตี้” (Mexico City) เมื่อปี 2015 พบว่า คณะนักสำรวจชาวสเปนพร้อมกับผู้หญิง เด็ก และม้าที่เป็นพาหนะถูกชนพื้นเมืองที่เรียกว่ากลุ่ม Acolhuas ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเมือง Tetzcoco หนึ่งในเมืองสำคัญของอาณาจักรแอซเท็ก คุมขังเป็นเวลาหลายเดือน บางส่วนถูกฆ่าสังเวย และนำชิ้นส่วนมารับประทาน

แถลงการณ์จากสถาบันโบราณคดีและประวัติศาสตร์แห่งชาติของเม็กซิโกที่เผยแพร่เมื่อปี 2015 ระบุรายละเอียดว่า จากการประเมินแล้ว กองคาราวานมีชายชาวสเปน 15 ราย ทหารจากอาณานิคม 15 ราย สตรี 50 ราย และเด็กอีก 10 ราย พร้อมด้วยชนเผ่าที่เป็นพวกเดียวกันอีกจำนวนหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ และตลอดระยะเวลา 6 เดือนต่อมา พวกเขาล้วนสัมผัสประสบการณ์และจุดจบอันน่าสยดสยอง

แถลงการณ์เผยว่า จากร่องรอยของซากปรักหักพังทำให้ทราบว่า ชาว Acolhuas ต้องจัดแต่งเมือง Zultepec ขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มนักโทษ ในสมัยนั้นเมืองแห่งนี้ถูกเรียกว่า Tenochtitlan หลังจากนั้นชื่อของเมืองจึงเปลี่ยนจาก Zultepec เป็น Tecoaque โดยคำว่า “Tecoaque” ในภาษาพื้นเมือง Nahuatl มีความหมายว่า “สถานที่ซึ่งพวกเขากินเขาเหล่านั้น”

นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานว่า ชาว Acolhuas คุมขังคาราวานไว้ในคุกที่ไม่มีประตูและสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ อีกทั้งพบซากของสมาชิกในกองคาราวานที่ปรากฏสัญลักษณ์ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า พวกเขาถูกสังเวย เอ็นริเก มาร์ติเนซ (Enrique Martinez) นักโบราณคดีที่ให้ข้อมูลในแถลงการณ์อธิบายว่า ทุกๆ 2-3 วัน นักบวชของชนพื้นเมืองจะสุ่มเลือกบางคนขึ้นมาเพื่อสังหาร บางครั้งการสังหารก็เกิดขึ้นใจกลางเมือง บางครั้งก็เกิดขึ้นในกรงขัง

นักโบราณคดีเชื่อว่า การสังเวยเป็นไปเพื่อบูชาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่า “Quetzalcoatl” เทพจากัวร์ “Tezcatlipoca” และเทพนักรบ “Huitzilopochtli”

อันที่จริงแล้ว การสังหารเพื่อสังเวยเทพไม่ได้เป็นชะตากรรมเดียวที่เกิดขึ้นกับกองคาราวาน มาร์ติเนซ อธิบายต่อไปว่า ซากกะโหลกที่พบในพื้นที่ ปรากฏรอยหั่นผิวหนัง ซึ่งมาร์ติเนซ มองว่าร่องรอยนี้บ่งชี้ว่าชาวเมืองไม่ได้กินแค่เนื้อม้า แต่ยังกินเนื้อนักเดินทางในคาราวานด้วย อย่างไรก็ตาม การตีความหลักฐานลักษณะนี้ถูกนักโบราณคดีอีกหลายกลุ่มทักท้วงว่า มักพบในการศึกษาในอาณานิคมแต่หลายครั้งก็ไม่ได้มีหลักฐานที่มีน้ำหนักพอมารองรับข้อมูลลักษณะนี้

เมื่อข่าวคราวเรื่องการจับกุมคาราวานมาถึงหูเฮอร์นัน คอร์เตส เขาสั่งให้กอนซาโล เดอ ซานโดวัล (Gonzalo de Sandoval) กวาดล้างเมืองแห่งนี้ในช่วงต้นปี 1521 แถลงการณ์ของมาร์ติเนซ ที่เผยแพร่ล่าสุด อธิบายว่า จากการสำรวจทางโบราณคดีมีหลักฐานที่่บ่งชี้ว่า ชาวเมือง Tecoaque รับรู้ถึงภัยจากการโจมตีที่กำลังมาถึงและจัดการทิ้งกระดูกของชาวสเปนบางรายซึ่งถูกนำมาแปรสภาพเป็นเสมือนของรางวัลที่ระลึกสำหรับสะสมพร้อมกับหลักฐานอื่นๆ ลงในบ่อน้ำ

หลักฐานที่พบยังบ่งชี้ว่า ชาวเมืองพยายามป้องกันเมืองด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ แน่นอนว่า ไม่มีกรรมวิธีแบบดึกดำบรรพ์ใดๆ เพียงพอยับยั้งการเดินทัพของซานโดวัล

แถลงการณ์ของสถาบันฯ ยังอธิบายว่า นักรบที่เคยอยู่ในเมืองบางรายสามารถหลบหนีไปได้ แต่กลุ่มที่เหลือในเมืองกลับเป็นเด็กและสตรี ซึ่งกลุ่มนี้เองที่กลายเป็นเหยื่อไป

“เรื่องนี้เราสามารถแสดงให้เห็นจากเส้นทางถนนในเมืองที่ทอดยาวกว่า 120 เมตร เราพบโครงกระดูกของสตรีราว 12 ราย ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเธอกำลังปกป้อง(โครงกระดูก)เด็กอายุระหว่าง 5-6 ปี” 

แถลงการณ์ปรากฏภาพการขุดค้นที่พบโครงกระดูกเด็กใกล้กับโครงกระดูกของผู้ใหญ่เพศหญิง โดยที่กะโหลกหรือแขนของสตรีหันเข้าหากลุ่มเด็ก ตำแหน่งของการฝังซากศพทำให้เห็นว่าผู้คนที่กำลังหลบหนีถูกสังหารหมู่และฝังอย่างรีบร้อน ขณะที่เด็กและสตรีที่หลบอยู่ในห้องก็ถูกตัดอวัยวะทำให้พิการ เห็นได้จากหลักฐานที่เป็นซากของโครงกระดูกอวัยวะที่ถูกหั่นอยู่บนพื้น ขณะที่วิหารก็ถูกเผา รูปปั้นในเมืองถูกตัดศีรษะ

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไป คอร์เตส เข้ายึดเมืองหลักของแอซเท็กได้ในปี 1521 และในปี 2021 นี้ถือเป็นวาระครบรอบ 500 ปีของการเข้ายึดครองโดยสเปน

ที่ผ่านมา ชาวเม็กซิโก มักจดจำเฮอร์นัน คอร์เตส ในภาพลักษณ์เชิงลบ ผิดกับชาวเมืองเมเดญิน (Medellín) ในสเปน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคอร์เตส ที่ปรากฏรูปปั้นและจัตุรัสที่เรียกชื่อตามนามของนักสำรวจนักล่าดินแดนคนดังรายนี้

อ้างอิง:

Mexico archaeologists reveal tale of cannibalism and reprisal from conquest. The Guardian. Online. Published 19 JAN 2021. Access 25 JAN 2021. <https://www.theguardian.com/world/2021/jan/19/mexico-archaeologists-cannibalism-reprisal-conquest-aztec>

Conquistadors sacrificed and eaten by Aztec-era people, archaeologists say. The Guardian. Online. Published 10 OCT 2015. Access 25 JAN 2021. <https://www.theguardian.com/world/2015/oct/10/conquistadors-sacrificed-eaten-aztec-acolhuas>

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มกราคม 2564
Source: https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

“กรรณะ” วีรบุรุษฝ่ายอธรรม คู่ปรับอรชุนผู้ถูกกีดกันจากชาติกำเนิดในศึกมหาภารตะ

ภาพวาด กรรณะ ในห้วงศึกมหาสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร จากมหาภารตะ หลายคนคงจะได้ยินชื่อมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง “มหาภารตะ” มาไม่มากก็น้อย หากใครติดตามเรื่องราวมหากาพย์ขนาดยาวเรื่องนี้อย่างแท้จริงจะพบว่ามีเรื่องราวให้ศึกษาต่างๆ มากมายทั้งวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณ ฯลฯ นอกเหนือไปจากมหาสงครามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างสองพี่น้อง ตระกูลเการพ (กุรุ) และปาณฑพ (ปาณฑุ) ณ ทุ่งกุรุเกษตร มหาสงครามที่ว่านี้สร้างความหายนะแก่ดินแดนชมพูทวีปอย่างมหาศาล เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ฝากชื่อเสียงของ 5 พี่น้องตระกูลปาณฑพ ในฐานะวีรบุรุษ ที่สามารถเอาชนะพี่น้องตระกูลเการพลงได้ ยอดนักรบที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคงจะได้แก่ “อรชุน” นักแม้นธนูมือฉมังของฝ่ายปาณฑพ ส่วนตัวผมเองนั้นได้ยินชื่อมหากาพย์นี้มาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งได้มาอ่านฉบับที่ อ.กรุณา…

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ กัมพูชา มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก…

Leave a Reply

Your email address will not be published.