มหาวิทยาลัยถูกด่า เมื่อพยายามสอนประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องว่า “อังกฤษคือผู้รุกราน”

ภาพเขียนของกัปตันเจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษที่ถูกสอนกันมานานว่าเป็นผู้พบออสเตรเลีย โดย Nathaniel Dance-Holland [Public domain], via Wikimedia Commons

บีบีซีไทยรายงานว่า มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ (UNSW) ในออสเตรเลียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังออกคู่มือแนะนำการใช้คำในงานเขียนวิชาการว่าด้วยชนพื้นเมืองและประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย โดยแนะนำให้นักศึกษาใช้คำว่า “รุกราน” เมื่อกล่าวถึงการที่กัปตันเจมส์ คุก ชาวอังกฤษ เดินทางมาถึงและเข้ายึดครองออสเตรเลีย แทนการใช้คำว่า “ค้นพบ” หรือ “ตั้งถิ่นฐาน” แบบที่เคยใช้กันมา (บีบีซี, 30 มีนาคม 2559)

แต่เมื่อผู้เขียนอ่านคู่มือดังกล่าวแล้วพบว่า คำแนะนำเพียงบอกว่า คำใดที่เหมาะสมกว่าอีกคำ แต่ไม่ได้ระบุถึงขนาดที่ว่าจะต้องใช้คำๆ นี้แทนคำอีกคำไปอย่างตายตัว

คู่มือดังกล่าวมีคำแนะนำที่น่าสนใจเช่น ประวัติศาสตร์ออสเตรเลียควรแบ่งเป็นยุคก่อนการรุกราน และยุคหลังการรุกราน การใช้คำว่า “ตั้งถิ่นฐาน” ตามคำแนะนำชี้ว่า เป็นการละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ดินแดนของชนพื้นเมืองได้ถูกชาวอังกฤษแย่งชิงไป คำว่ารุกรานจึงเหมาะสมกว่า และการบอกว่า กัปตันคุกเป็นผู้ค้นพบออสเตรเลียก็เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริง เมื่อก่อนหน้านั้นชาวอะบอริจินและชาวเกาะบริเวณช่องแคบตอร์เรสต่างใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลียอยู่ก่อนแล้ว จึงควรบอกว่า กัปตันคุกคือชาวอังกฤษคนแรกที่ทำแผนที่บริเวณชายหาดของ “นิวฮอลแลนด์” (New Holland ชื่อเดิมของออสเตรเลียถูกเรียกโดยนักสำรวจชาวดัทช์ที่เคยเดินทางมาถึงออสเตรเลียก่อนกัปตันคุก)

หลังข่าวการประกาศใช้คู่มือแพร่ออกไป ไคล์ ซานดิแลนด์ (Kyle Sandilands) พิธีกรรายการวิทยุชื่อดังผิวขาวของออสเตรเลียได้ออกมาคัดค้านโดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ มีแต่สร้างความแตกแยก

“พวกนักวิชาการมหาลัยคิดว่าเราคือผู้รุกรานแผ่นดินนี้…ผมไม่สนหรอกว่าใครมาถึงที่นี่ก่อน และใครทำอะไรไว้ ลืมไปเถอะ นั่นมันตั้ง 200 ปีมาแล้ว” พิธีกรคนดัง กล่าว ทั้งนี้จากรายงานของ news.com.au

ด้าน อลัน โจนส์ (Alan Jones) นักวิจารณ์สายอนุรักษ์นิยม ก็ไม่เห็นด้วยกับการออกหนังสือแนะนำของทางมหาวิทยาลัยให้กับนักศึกษาโดยอ้างว่าเป็นการจำกัดกรอบความคิดของนักศึกษา

“คู่มือขยะโดยมหาวิทยาลัยแห่งนิวเซาธ์เวลส์เป็นตัวแทนของฝ่ายต่อต้านพุทธิปัญญานิยม (anti-intellectualism) และความถูกต้องทางการเมือง (political correctness การหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่จะกระทบต่อกลุ่มด้อยโอกาสหรือชนกลุ่มน้อย)ที่แย่ที่สุด” โจนส์กล่าว (news.com.au)

ด้านมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ออกแถลงการณ์ระบุว่า “มหาวิทยาลัยขอปฏิเสธความเข้าใจที่ว่า ข้อมูลสำหรับอาจารย์ว่าด้วยศัพท์เฉพาะทางของชนพื้นเมืองเป็นการบังคับใช้ภาษาหรือเป็นสิ่งที่ออกแบบมาเพื่อความถูกต้องทางการเมือง…คู่มือดังกล่าวมิได้กำหนดว่าถ้อยคำใดที่จะใช้ได้บ้าง”

ซาราห์ เมดดิสัน (Sarah Maddison) นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้กล่าวสนับสนุนคู่มือดังกล่าวโดยระบุว่า “มันเป็นเรื่องเลอะเทอะสิ้นดีที่จะบอกว่า กัปตันคุกเป็นคนพบออสเตรเลีย…เขาไม่ใช่คนขาวคนแรกที่มาที่นี่ด้วยซ้ำ มีนักสำรวจชาวดัทช์เป็นสิบๆ คนที่เคยมาที่นี่ก่อนกัปตันคุก” ทั้งนี้จากรายงานของ Telegraph นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐควีนส์แลนด์ อันนาสตาเซีย ปาลาสซิก (Annastacia Palaszczuk) เป็นนักการเมืองใหญ่ของออสเตรเลียที่ออกมาสนับสนุนคู่มือดังกล่าวที่สอนในสิ่งที่เป็น “ความจริง”

“เป็นเวลาหลายปีที่โรงเรียนและสถาบันศึกษาของออสเตรเลียไม่พูดความจริงเกี่ยวกับกระบวนการก่อตั้งออสเตรเลีย…มีชนพื้นเมืองจำนวนมากต้องเสียชีวิต มีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ นี่คือความจริงที่ต้องมีการบอกกล่าว” นายกฯ ควีนส์แลนด์กล่าว และเมื่อถูกถามว่าสิ่งที่เธอพูดหมายความว่า ออสเตรเลียถูกรุกรานใช่หรือไม่ เธอตอบว่า “ใช่” (บีบีซี)

Backburner คอลัมนิสต์ของ SBS สื่อของออสเตรเลียยังได้ล้อเลียนกรณีนี้โดยอ้างว่า มีผู้ออกมาแสดงความไม่พอใจมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์อย่างรุนแรง หนึ่งในนั้นกล่าวว่า “นี่มันชั่วช้าจริงๆ…เราไม่ได้ต้องการให้มหาวิทยาลัยของเรามีข้อมูลที่ถูกต้อง นี่คือสถานที่สำหรับการเรียนเท่านั้น ไม่ใช่ที่สำหรับรับการศึกษา ถ้าฉันอยากรู้ประวัติศาสตร์ด้านมืดของออสเตรเลียสิ่งที่ฉันจะทำก็คือ เดินไปที่สนามหลังบ้านแล้วเอาหัวฝังลงไปในสนามทรายจนกว่าความปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับอดีตของฉันจะหมดไป”

“…คำว่า ‘รุกราน’ เป็นคำที่น่ารังเกียจ คือ…มันก็ใช่นะว่าคำนี้มันสามารถบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่นั่นควรจะเป็นเหตุผลที่เราจะใช้มันเหรอ? ทำไมเราไม่บอกว่า ‘เขาได้รับเชิญมา’ หรือว่า ‘มันเป็นการปิคนิคที่สนุกสนาน ในขณะที่ทุกๆ กลุ่มชนได้ร่วมอาศัยกันอย่างกลมเกลียว’ เอาเถอะ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง และยังเป็นการลบล้างช่วงเวลาแห่งความรุนแรงและการกดขี่ แต่มันจะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยกับสิ่งต่างๆ”

ผู้คัดค้านรายนี้ยังเสนอว่า “ฉันคิดว่ากระบวนการปรองดองด้วยการยอมรับเหตุการณ์อันโหดร้ายที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันมีแต่จะทำให้ฉันหดหู่ หรือแย่กว่านั้นคือทำให้ฉันเกิดความเข้าใจ สิ่งที่ดีกว่าก็คือ ทำไมเราไม่ลองคิดว่าออสเตรเลียเพิ่งจะมีขึ้นวันนี้ ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ใดๆ แล้วก็ใช้ชีวิตร่วมกันไป ก็เพราะฉันบอกไปแล้วนิว่าไม่เป็นไร นั่นถึงจะเวิร์กจริงมั้ย เอ๊ะนี่ฉันเพิ่งแก้ปัญหานี้ไปรึป่าว?”

อ้างอิง:

  1. BBC (มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียถูกวิจารณ์หนัก หลังออกคู่มือระบุว่าอังกฤษ “รุกราน” แดนจิงโจ้ (30 มีนาคม 2559)
  2. Top politician says Australia was invaded, UNSW (Indigenous Terminology)
  3. The Telegraph (Australian university accused of ‘rewriting history’ over British invasion language)
  4. news.com.au (Kyle tees off about ‘bulls***’ university guidelines around indigenous history)
  5. SBS (Outrage As University Teaches History Correctly)

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2559

Source: https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.