การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2501-2506

ประเทศไทยในห้วงเวลาหนึ่ง ที่อุดมการณ์ทางความคิดได้ถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วคือ โลกเสรี (ที่มีอเมริกาหนุนหลัง บ้างก็เรียก ทุนนิยม หรือจักรวรรดินิยม) กับ คอมมิวนิสต์ (ที่มีโซเวียตคอยหนุน) ตามกระแสสงครามเย็น ผู้นำไทยในสมัยนั้นได้เข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรี (จักรวรรดินิยมอเมริกา) ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยเกรงว่าประเทศไทยจะถูกกลืนเป็นคอมมิวนิสต์เหมือนในแถบอินโดจีนแบบทฤษฎีโดมิโน

ภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์จึงถูกรัฐบาลสร้างขึ้นเสมือนเป็น “ปีศาจ” ทางการเมือง มีการกระพือข่าว ปลุกปั่นต่อต้าน และปราบปรามต่างๆ นานา กระทั่งมีการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงขึ้นในสมัยที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ ภายหลังจากการรัฐประหารโค่นล้มจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2500 และรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2501

ภาพเหตุการณ์ที่ จอมพลสฤษดิ์ นำคณะนักศึกษาเข้าพบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทำเนียบรัฐบาล ภาพหลังจากการเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ. 2500
ทันทีหลังจากการทำการรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ได้ประกาศห้ามตั้งพรรคการเมือง ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน พร้อมกวาดล้างผู้ที่ขัดแย้งกับรัฐบาล ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2501 จอมพลสฤษดิ์ใช้อำนาจคณะปฏิวัติสั่งประหาร นายซ้ง แซ่ลิ้ม ข้อหาจ้างวานวางเพลิงที่ตำบลบางยี่เรือ กรุงเทพฯ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2502 จอมพลสฤษดิ์ สั่งประหาร นายศิลา วงศ์สิน ข้อหากบฏผีบุญ ในเรื่องการปราบปรามนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือ ออกมาตรา 17 ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ใจความว่า…

“ในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวน หรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่า คำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดออกไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”[1]

การใช้กฎหมายมาตรานี้ในสมัยนั้นรู้กันดีว่าเป็นเสมือนอาวุธหรือเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการกำจัดกวาดล้าง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

บทบาทการปราบปรามคอมมิวนิสต์ของรัฐบาล
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำเนินนโยบายปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ทันทีที่ขึ้นมามีอำนาจ มีผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์มีมากกว่า 40 คน ในบรรดาผู้ถูกจับกุมในครั้งนั้น มีทั้ง นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ กรรมกร และครูซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบภาคอีสาน ด้วยข้อครหาที่ว่าผู้ต้องสงสัยเหล่านี้วางแผนจะแทรกซึมโรงเรียนโดยการโฆษณาชวนเชื่อ ให้หันมานิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์ การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในสมัยจอมพลสฤษดิ์นั้นมีอยู่มากมายหลายคดี คดีใหญ่ๆ ที่สำคัญและควรกล่าวถึงคือ

คดีของนายศุภชัย ศรีสติ ผู้นำสภาคนงานแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อต้านระบอบเผด็จการต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์แล้ว นายศุภชัย ศรีสตินั้นจบวิศวกรจากญี่ปุ่นเขาได้เข้าทำงานครั้งแรกที่วิทยุการบิน แม้จะเป็นวิศวกรและเป็นนักเรียนนอกแต่เขานึกเสมอว่า เขาคือกรรมกรคนหนึ่ง เป็นคนขายแรงงาน เป็นคนที่ถูกมองว่าต่ำต้อยด้อยค่าในสังคม แต่เขาก็ภาคภูมิใจในความเป็นกรรมกรของเขา ด้วยจิตใจรักความเป็นธรรมและเชื่อมั่นในพลังแห่งชนชั้นกรรมาชีพ เขาจึงได้ตัดสินใจเข้าสู่ขบวนแถวของนักต่อสู้แห่งชนชั้นกรรมาชีพที่สมาคมกรรมกรไทย

นายศุภชัย ศรีสติ (ภาพจาก เว็บไซต์ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย)
จนกระทั่งภายหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ผู้นำกรรมกรหลายคนถูกจับกุมคุมขัง พร้อมกับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ แต่ศุภชัยและสภาคนงานแห่งประเทศไทยของเขายังคงซุ่มทำงานตามอุดมการณ์ต่อไปอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจเผด็จการ เขากระจายใบปลิววิพากษ์รัฐบาลเผด็จการกับจักรวรรดินิยมอเมริกาอย่างรุนแรง ใบปลิวเขาถูกแจกจ่ายสู่สาธารณชน จนเป็นที่จับตาของรัฐบาล และแล้วในที่สุด วันที่ 30 มิถุนายน 2502 เขาได้ถูกจับกุมด้วยข้อหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร และทรยศขายชาติ จนถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยอำนาจตามมาตรา 17 โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรม[2]

ต่อมาเป็นคดีปราบคอมมิวนิสต์ที่ต้องบันทึกไว้อีกคดีหนึ่งคือ คดีของครูครอง จันดาวงศ์ ซึ่งเป็นอดีตเสรีไทยสายอีสานร่วมกับเตียง ศิริขันธ์ อีกทั่งยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ครูครอง มีบทบาทการต่อสู้ทางการเมืองมากมาย เคยถูกจับข้อหาเป็นกบฏแบ่งแยกดินแดนและกบฏสันติภาพ ได้ถูกปล่อยตัวออกมาในช่วง พ.ศ. 2500 ในกรณีนิรโทษกรรมกึ่งพุทธกาล จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อยึดอำนาจตนเองใน พ.ศ.2501 พร้อมกับการสถาปนาระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ และกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม (ดังได้กล่าวไปแล้ว) ในตอนแรกนั้น ครูครองไม่ได้ถูกกวาดล้างในรอบแรกนี้ คุณครองออกจาก ส.ส.มาประกอบอาชีพเป็นครูควบคู่กับการทำเกษตรกรและค้าขายที่สกลนคร และยังคงทำงานร่วมกับประชาชนเช่นเดิม[3]

ครูครอง จันดาวงศ์
ครูครองและผองเพื่อนมีการจัดตั้งสมาคมลับที่ชื่อ “สามัคคีธรรม” เพื่อทำการต่อต้านอำนาจเผด็จการ และอบรมสั่งสอนประชาชนที่ทุกข์ยากให้รู้จักถึงความสำคัญของชนชั้นกรรมาชีพรวมทั้งให้อธิบายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ อย่างแท้จริงที่ไม่ใช้การกระจายข่าวของรัฐบาล ครูครองทำการต่อต้านอำนาจเผด็จการจนกระทั่งถูกล้อมจับในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ท้ายที่สุดก็ถูกคำสั่งประหารชีวิตด้วยมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์ โดยไม่มีการไต่สวนพิจารณาคดีแต่อย่างใด ครูครองถูกประหารชีวิตพร้อมกับครูทองพันธ์ สุทธิมาศ ในวัน 31 พฤษภาคม ปีเดียวกัน

รัฐบาลกล่าวอ้างการประหารชีวิตครูครองในครั้งนี้ว่า เป็นการก่อการกบฏต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรและราชบัลลังก์ เพื่อป้องกันการกระทำผิดชนิดนี้ต่อไปภายหน้า เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการประหารชีวิต รัฐบาลยังกล่าวอีกว่าครูครองบอกว่าอีสานนั้นมิใช่คนไทยหากแต่เป็นคนลาว และดินแดนอีสานนั้นเดิมทีเป็นรัฐอิสระจนกระทั่งไทยเข้ามาปกครอง นายครองจึงได้มีการเรียกร้องปลดปล่อยอีสานจากรัฐบาลกลาง และรวมกับพี่น้องฝ่ายประเทศลาว ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องตัดสินประหารชีวิตดังคำกล่าวอ้างที่ว่า[4] ซึ่งเป็นการใส่ร้ายป้ายสีเกินความจริง

อีกคดีหนึ่งคือ สั่งประหาร นายรวม วงศ์พันธ์ สมาชิกกรรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ข้อหาคอมมิวนิสต์ เขาถูกจับได้และประหารชีวิตต่อหน้าประชาชน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2505 นอกจากคดีใหญ่ที่ยกมาเป็นตัวอย่างแล้วยังมีคดีปลีกย่อยต่างๆอีกมากมายที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ทั้งหมด ซึ่งส่วนอยู่ในแถบภาคอีสาน (รวมถึงอีกข้อหาที่ใหญ่หลวงคือ “ข้อหาการแบ่งแยกดินแดน” ที่ชาวอิสานถูกครหาอย่างมากในสมัยนั้น) ในสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้น ที่ไร้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างมาก ใครก็ตามที่ขัดแย้งกับรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ผลที่ได้คือถูกกวาดล้างอย่างโหดเหี้ยมจนถูกเรียกขานกันว่าเป็นยุค “ปืนปิดปาก” บทกวีที่สะท้อนภาพการปกครองของผู้นำเผด็จการออกมาได้ดีคือบทกวีของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ชื่อ “โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพยุคไทยพัฒนา” ความว่า..

อำนาจบาตรใหญ่เหี้ยม โหดหืน
ย่ำระบบยุติธรรมยืน เหยียบเย้ย
ปืนคือกฎหมาย…ปืน ประกาศิต
“ผิดชอบอั๊วเองโว๊ย” “ชาตินั้นคือกู”

ถือม.สิบเจ็ดใช้ ประหารชน
เหมือนหนึ่งหมากลางถนน หนักล้า
เห็นคนบ่เป็นคน ควายโง่ (โอ๊ยพ่อ)
กดบ่ให้เงยหน้า “นิ่งโว้ย…ม่านตายู”[5]

และอีกบทกวีหนึ่งที่ว่า…

ถึงยุคทมิฬมาร จะครองเมืองด้วยควันปืน
ขื่นแปรจะพังครืน และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว[6]

การที่รัฐบาลใช้วิธีรุนแรงเช่นนี้เข้าปราบปรามก็เพราะว่ารัฐบาลพยายามที่จะทำให้ผู้ที่เห็นต่างกับรัฐบาลเกิดอาการกลัว กล่าวคือเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” รวมทั้งรัฐบาลเองในสมัยนั้นยังได้รับความสนับสนุนจากอเมริกาในรูปแบบต่างๆ รัฐบาลคาดหวังว่าการกระทำอย่างนี้ต้องปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้อย่างราบคาบแน่นอน แต่แทนที่ปัญหาจะยุติลง (ตามความคิดของรัฐบาล) แต่เปล่าเลย คอมมิวนิสต์หาได้กลัวรัฐบาลไม่ กลับเป็นผลดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์เสียอีกที่พรรคฯ จะใช้โอกาสอันนี้ในการปลุกระดมให้ชาวบ้านแอนตี้การกระทำของรัฐบาลมากขึ้น โดยอ้างว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้กำลังปราบปรามประชาชน แล้วทำให้ประชาชนหันมาเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์มากขึ้น จากการที่กวาดล้างคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลเผด็จการภายในประเทศอย่างรุนแรงนี้เอง ได้ส่งผลที่ตามมาคือ

ประการที่หนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประชุมสมัชชาครั้งที่ 3 ในเดือนธันวาคม 2504 ผลของการประชุมได้ลงมติให้ใช้แนวทางการปฎิวัติติดอาวุธ คือเริ่มฝึกใช้อาวุธเพื่อต่อสู่กับรัฐบาล

ประการที่สอง ชาวบ้าน ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกบีบคั้นกดดันจากอำนาจเผด็จการ ตัดสินใจมุ่งสู่เขตป่าเขาไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจริงๆ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งปราบยิ่งโต”[7] และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โตขึ้นถึงขั้นใช้อาวุธเข้าทำการต่อสู้กับรัฐบาลได้ในสมัยต่อมา

ปลายสมัยของจอมพลสฤษดิ์
ตลอดช่วงเวลาการขึ้นมามีอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ นอกจากการปราบปรามอันเด็ดขาดแล้วบทบาททางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์นั้น ก็ยังมีด้านต่างๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงให้ได้เห็นด้วยกัน เช่น การออกกฎหมายปราบปรามอันธพาล ส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรม ห้ามสูบฝิ่น ส่วนดีก็มีคือช่วยลดค่าครองชีพต่างๆ ของประชาชน เป็นต้น

การเสียชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ นั้นเกิดจากโรคตับ โรคไต และอีกหลายโรค เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 หลังจากอสัญกรรม ผู้ที่สืบทอดอำนาจต่อมาก็คือ จอมพลถนอม กิตติขจร ในรูปแบบการปกครองนั้นก็เอาระบอบของจอมพลสฤษดิ์มาใช้ แต่หลังจากที่จอมพลถนอมขึ้นมามีอำนาจ คดีอื้อฉาวต่างๆ ของจอมพลสฤษดิ์ก็ผุดขึ้นมามากมาย ทั้งเรื่องคอรัปชั่น เรื่องผู้หญิง และอื่นๆ ส่งผลให้ถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดให้ตกเป็นของรัฐ ถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจจอมเผด็จการที่ยังไม่มีใครเทียบได้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

เชิงอรรถ :

[1] ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 โดยรัฐบาลไทย ให้ไว้ ณ วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502.

[2] รำลึก ศุภชัย ศรีสติ : ความตายของเขาเพื่อเกียรติยศแห่งชนชั้นกรรมาชีพ. ประชาไทย

[3] จากยอดโดมถึงภูพาน : บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสามัญชนบนเส้นทางประชาธิปไตย. กรุงเทพ : สถาบันการเมือง. หน้า105.

[4] ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2552). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. กรุงเทพฯ:โครงการตำราฯ. หน้า 268.

[5] จิตร ภูมิศักดิ์. (2517). รวมบทวิเคราะห์ศิลปะและวรรณกรรมของกวีการเมือง. เชียงใหม่ : แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่. หน้า 10.

[6] จิตร ภูมิศักดิ์. เรื่องเดียวกัน. หน้า 11.

[7] บัญชา สุมา. การเคลื่อนไหวของพรรคอมมิวนิสต์กับนโยบายการป้องกันและปราบปรามของรัฐบาล (พ.ศ.2500-2523). วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2528. หน้า 109.

อ้างอิง
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 โดยรัฐบาลไทย ให้ไว้ ณ วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502.

กอ.ปค. การก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย. กรุงเทพ : ศาสนาภัณฑ์

รำลึก ศุภชัย ศรีสติ : ความตายของเขาเพื่อเกียรติยศแห่งชนชั้นกรรมาชีพ. ประชาไทย

จากยอดโดมถึงภูพาน : บันทึกประวัติศาสตร์ฉบับสามัญชนบนเส้นทางประชาธิปไตย. กรุงเทพ : สถาบันการเมือง.

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2552). การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. กรุงเทพฯ:โครงการตำราฯ.

จิตร ภูมิศักดิ์. (2517). รวมบทวิเคราะห์ศิลปะและวรรณกรรมของกวีการเมือง. เชียงใหม่ : แนวร่วมนักศึกษาเชียงใหม่.

ณัฐพล ใจจริง. (2556). ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ. นนทบุรี:ฟ้าเดียวกัน.

บัญชา สุมา. การเคลื่อนไหวของพรรคอมมิวนิสต์กับนโยบายการป้องกันและปราบปรามของรัฐบาล(พ.ศ.2500-2523). วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2528.

ภิรมย์ แสนอิสระ. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับการปกครองในระบบรัฐสภา พ.ศ. 2501-2506. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิตเสนอต่อมหาวิทยาลัยนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. 2523.

พรภิรมณ์ เชียงกูล. (2535). ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย เล่ม 1. กรุงเทพ : โอเดียลสโตร์.

คริสเบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2557). ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย. กรุงเทพ : มติชน.

จอมพลสฤษดิ์ ขุนศึกคู่พระทัย สื่อวิดิทัศน์

จุดจบเผด็จการสฤษดิ์กับการอุ้มฆ่าประชาชน สื่อวิดิทัศน์

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2560

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.