ไฉนสื่ออเมริกันเทียบชาวสยามเป็น “ชาวแฟรงค์แห่งเอเชีย” นักสู้เพื่อแผ่นดิน

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพวาด การศึก Battle of Crécy ระหว่างอังกฤษ กับ ฝรั่งเศส เมื่อ 1346 ช่วงสงครามร้อยปี โดย Jean Froissart คาดว่าวาดสมัยศตวรรษที่ 15 (ไฟล์ public domain)

…สหรัฐอเมริกาเป็นชาติมหาอำนาจจากโลกใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายหลังการแยกตัวออกมาจากอาณานิคมเก่าของอังกฤษ ชาวอเมริกันจึงมองปูมหลังของตนเองอย่างนักวิเคราะห์ที่มีใจเป็นกลางถึงขั้วอำนาจแห่งโลกเก่าที่เคยกดขี่ข่มเหงตนมาก่อน และยกอุทาหรณ์เกี่ยวกับความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของชาวแฟรงค์ ผู้เป็นบรรพบุรุษของชาวยุโรปก่อนตั้งตัวเป็นปึกแผ่นของประชาคมยุโรป ในภายหลังว่ามีพื้นเพและประวัติความเป็นมาคล้ายชาวสยามในยุคเปิดประเทศ [8]

การต่อสู้เพื่อมาตุภูมิและความเสียสละของพระเจ้าแผ่นดินไทยในช่วงที่อังกฤษแผ่อำนาจเข้ามาไม่ต่างอะไรกับชนเผ่าแฟรงค์ที่เคยสร้างชาติของตนจนมั่นคงสถาพรให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจในภายภาคหน้า

บทความพิเศษจากหน้าหนังสือพิมพ์อเมริกัน ใน ค.ศ. 1857 ในยุคที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้นโยบายใหม่ๆ ต่อกรกับชาตินักล่าอาณานิคมเป็นที่เลื่อมใสของชาวอเมริกันผู้รักอิสระและปลดแอกตนเองมาแล้วจากการกดขี่ข่มเหงของพวกอังกฤษในยุคสร้างชาติอเมริกาบรรยายไว้โดยสังเขปว่า

ชาวสยาม-ชาวแฟรงค์แห่งเอเชีย The Siamese-The Franks of Asia

“สัญญาสำคัญฉบับหนึ่งที่รัฐบาล (อเมริกัน) ของเราจัดทำขึ้น คือสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์กับประเทศสยาม โดยการเจรจาของท่าน ฯพณฯ ทาวน์เซ็น แฮริส

พระเจ้าแผ่นดินสยามทั้ง 2 พระองค์ [พระจอมเกล้าฯ และพระปิ่นเกล้าฯ – ผู้เขียน] ทรงมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะติดต่อและสร้างสัมพันธ์อันดีกับทุกชาติตะวันตกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา

มีเหตุผลหลายประการที่สยาม หรือชาวอารยันแห่งทวีปเอเชียแบบเดียวกับชนชาวแฟรงค์ นักสู้แห่งแผ่นดินยุโรปสมควรจะได้รับการกล่าวขานและนับถือเช่นกันด้วยวีรกรรมอันน่ายกย่อง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันจากการเปิดเผยตัวตนต่อโลกภายนอกในเวลานี้ [8]

อาณาจักรของพวกเขานั้นสมบูรณ์พูนสุข มีขนาดไล่เลี่ยกับรัฐโอเรแกนของเรา เป็นที่อยู่ของพลเมืองผู้เต็มไปด้วยวิริยะอุตสาหะ ใจกว้าง และมีอัธยาศัยที่เป็นมิตร ปกครองโดยราชวงศ์เก่าแก่สืบทอดมายาวนาน พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ซื่อตรงและปราดเปรื่อง สนพระราชหฤทัยในภาษาต่างประเทศและยอมรับวัฒนธรรมของอารยชนและทรงศึกษามันอย่างลึกซึ้ง

ทรงสันทัดในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยความช่ำชองและทรงแสดงออกอย่างเปิดเผยที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศของพระองค์ตามแนวทางของประเทศที่เจริญแล้ว

อาณาจักรของพระองค์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างจักรวรรดิจีนและดินแดนของอังกฤษ ในเวลานี้กองเรืออันทรงอานุภาพของเครือจักรภพเดินหน้าคุกคามเข้าไปตามลำน้ำฮวงโหและแยงซีเกียง ในช่วงเดียวกันก็รุกรานเข้าไปตามลำน้ำอิรวดีจนถึงย่างกุ้ง

สยามและประเทศเพื่อนบ้านอันได้แก่ลาวและญวน ล้วนเป็นเสมือนดินแดนกันกระทบที่คอยปะทะผู้รุกรานเท่านั้น และเป็นปราการด่านสุดท้ายของเอเชียที่จะต้านทานความอหังการ์ของประเทศเจ้าอาณานิคมไว้ได้

สถานการณ์ในเวลานี้ชี้ชัดว่าพวกชาวอังกฤษจะไม่หยุดยั้งเพียงเท่านี้ แต่ยังจะเดินหน้าคุกคามสันติภาพในดินแดนแถบนี้ต่อไป ดังเช่นที่อังกฤษเคยราวีมาแล้วกับตุรกี

ชาวสยามก็เช่นเดียวกันกับชาวเอเชียกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องคอยปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากการแทรกแซงของพวกอันธพาลต่างถิ่น แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่มีหลักการชัดเจนและมิได้เกรงกลัวต่อผู้รุกรานเลย แต่กลับทรงดำเนินนโยบายต่างๆ ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ

เป็นเวลากว่า 500 ปีมาแล้วที่สยามหรือที่ถูกขนานนามว่าเป็นแผ่นดินของชาวแฟรงค์ เป็นที่อยู่ของอิสรชนต้นแบบ แม้นว่าจะเป็นเครือข่ายบริวารของจักรวรรดิจีนมาก่อน แต่ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะสยามมิใช่ดินแดนในอาณัติของจีน แต่ผูกพันอยู่กับจีนตามประเพณีโบราณเก่าแก่เท่านั้น [8]

เมื่อ เซอร์จอห์น เบาริ่ง ผู้แทนจากรัฐบาลอังกฤษเดินทางเข้ามายังสยาม เขาก็พบว่าที่แห่งนี้ปกครองโดยกษัตริย์ผู้มีวัฒนธรรม พระองค์ต้อนรับทูตอังกฤษอย่างนอบน้อมในฉลองพระองค์อย่างพระราชาประดับด้วยพระมหามงกุฎอันล้ำค่าเฉกเช่นประมุขแห่งราชบัลลังก์ในยุโรป ทรงยื่นซิการ์อย่างดีให้เซอร์จอห์นด้วยอาการที่เป็นมิตรตามวัฒนธรรมแบบผู้ดีในประเทศที่เจริญแล้ว

ภายใต้สนธิสัญญาฉบับใหม่ของสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ทำให้เชื่อว่าราชอาณาจักรนี้จะเป็นตัวอย่างอันดีและเป็นต้นฉบับน่ายกย่องในหมู่ประชาชาติเอเชียให้เจริญรอยตาม [8]

ภาพลักษณ์และอิทธิพลของอเมริกัน บัดนี้ขยายตัวออกไปทั่วทวีปเอเชีย (ไม่น้อยหน้าพวกอังกฤษ) เกิดจากปัจจัยความมีใจกว้างและความโอบอ้อมอารีของพระเจ้าแผ่นดินสยามผู้มองการณ์ไกล ความมีจิตใจเอื้อเฟื้อใฝ่หาความเสมอภาค และอยู่ร่วมกันอย่างสันติและแสวงหาภราดรภาพด้วยน้ำใสใจจริง

ถ้าหากว่าอิทธิพลของอังกฤษถูกกำจัดออกไป เครือข่ายของพวกอังกฤษในนามบริษัทอินเดียตะวันออกก็จะถูกจำกัดควบคุมไว้ มิให้เลยเถิดได้อีกต่อไป แต่ถ้าหากว่าอังกฤษยังดันทุรังที่จะวางก้ามแบบไม่มีขอบเขตต่อไป ก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่สหรัฐอเมริกาจะได้ประกาศศักดาโดยไม่หวั่นเกรงมิให้อังกฤษลืมตัวว่าเป็นผู้ผูกขาดในภูมิภาคนี้แต่ฝ่ายเดียวดังที่ผ่านมา” [8]

ทำไมจึงเปรียบเทียบชาวแฟรงค์?

ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนภายนอกประเทศเมื่อ 160 ปีมาแล้วมองสยามว่าเด็ดเดี่ยว กล้าหาญแบบชาวแฟรงค์ เพราะตามประวัติแล้วก่อนที่ประชาคมยุโรปจะเจริญถึงขีดสุด ในวันนี้ก็เคยนับศูนย์มาก่อน โดยมีชนชาวแฟรงค์เป็นผู้บุกเบิกก่อนจะสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นปึกแผ่นได้เช่นกัน [8]

เรื่องมีอยู่ว่าภายหลังการล่มสลายของกรุงโรม (จักรวรรดิโรมันโบราณเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 5- ผู้เขียน) นั้น ทวีปยุโรปยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ปกครองโดยชาวชนเผ่าต่างๆ ที่รวมกันเป็นเมือง หลายเมืองเข้าก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นนครรัฐแบบหลวมๆ

จักรวรรดิโรมันเสื่อมโทรมลงตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 476 ด้วยปัจจัยต่อไปนี้ คือ 1. การสืบราชบัลลังก์ของซีซาร์ไม่เป็นระเบียบแบบแผน 2. การค้ากับโลกภายนอกเสื่อมทรามลง และ 3. ชนเผ่าเยอรมันจากยุโรปเหนือรุกราน ทำให้ล่มสลายลงในที่สุด

ชนเผ่าต่างๆ ที่ซ่องสุมกำลังและทวีความแข็งแกร่งจากยุโรปเหนือผู้มีบทบาทในการจัดตั้งนครรัฐต่อจากชาวโรมันประกอบด้วย 1. ชาววิสิโกธ (รวมตัวได้ในสเปน) 2. ชาวออสโตรโกธ (รวมตัวได้ในอิตาลี) 3. ชาวแซกซั่น (รวมตัวได้ในอังกฤษ) 4. ชาวแวนดัลส์ (รวมตัวได้ในแอฟริกาตอนเหนือ) และ 5. ชาวแฟรงค์ (รวมตัวได้ในดินแดนกอลส์ซึ่งต่อมาก็คือแผ่นดินฝรั่งเศส) [5]

การจัดตั้งนครรัฐยุคใหม่ก่อให้เกิด “ประวัติศาสตร์สมัยกลาง” ค.ศ. 500-1500 หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Medieval Period ในยุคนี้ชนชาติที่ประสบความสำเร็จและมั่นคงสถาพร จนกระทั่งสามารถจัดตั้งประเทศชาติได้เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ “ชาวแฟรงค์”

“อาณาจักรแฟรงค์” ได้รับการสถาปนาโดยปฐมกษัตริย์ของชาวแฟรงค์ พระนามว่า พระเจ้าโคลวิส (Clovis) พระราชาพระองค์แรกของชนเผ่าแฟรงค์ ภายหลังรบชนะชนเผ่าวิสิโกธ ในดินแดนกอลส์และยึดมาเป็นของพระองค์ได้สำเร็จ นักประวัติศาสตร์จึงนับว่าพระเจ้าโคลวิสเป็นปฐมกษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศสด้วย [6]

ภายหลังตั้งบ้านเมืองได้มั่นคงถาวรแล้ว รัชสมัยต่อมาของพระเจ้าชาร์เลอมาญมหาราช (Charlemagne the Great) แห่งราชวงศ์คาโรแล็งเชียงส์ ทรงก้าวขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ปฏิรูปและวางรากฐานความเจริญแก่อาณาจักรแฟรงค์ในยุคเฟื่องฟูถึงขีดสุด

สถานะของพระเจ้าแผ่นดินจากประเทศ “โนเนม” ในสมัยบุกเบิกถูกยกฐานะให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลเมื่อพระสันตะปาปาเลโอที่ 3 แห่งกรุงวาติกัน ได้ทรงสวมมงกุฎให้พระเจ้าชาร์เลอมาญเป็นพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

สัมพันธภาพจากการที่ประมุขแห่งอาณาจักรเป็นที่ยอมรับของประมุขทางฝ่ายศาสนจักรนั้น นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญ เพราะย่อมส่งผลให้อาณาจักรแฟรงค์เป็นที่เคารพนับถือของอาณาจักรอื่นๆ ในทวีปยุโรปที่เคารพนบนอบต่อพระสันตะปาปาโดยถ้วนหน้า

ทั้งยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าจักรวรรดิโรมันเป็นสถาบันที่มีศักดิ์ศรีสูงส่งมากในจิตใจของผู้ที่มีอารยธรรมตะวันตก แม้นว่าจักรวรรดิโรมันจริงๆ จะล่มสลายไปแล้วเมื่อมีกษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพเกิดขึ้นมาอย่างพระเจ้าชาร์เลอมาญ พระสันตะปาปาก็มีพระประสงค์จะสืบทอดอารยธรรมตะวันตกไว้ไม่ให้ขาดระยะโดยการเฉลิมพระนามพระเจ้าชาร์เลอมาญเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันไว้ด้วย

พระกิตติศัพท์ของพระเจ้าชาร์เลอมาญก็เลื่องลือไปไกลทั่วทุกสารทิศ ทรงเป็นนักสู้เพื่อแผ่นดินอย่างแท้จริงทั้งการรบ การเมือง และการปกครอง ทรงเฉลียวฉลาดและเต็มไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ พระอัจฉริยภาพส่วนพระองค์จึงโดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร [6]

ทรงใช้คนเป็นและทรงมีบารมีเป็นที่เคารพนับถือของเสนาอำมาตย์น้อยใหญ่ เรื่องใดสำคัญสำหรับข้อราชการแผ่นดินก็จะทรงให้โอกาสขุนนางผู้ใหญ่รับรู้และปรึกษาหารือกัน แต่การตัดสินใจต้องเป็นของพระองค์ครอบคลุมถึงพระบรมราโชบายและพระราชวินิจฉัยในกิจการบ้านเมือง ล้วนได้รับการไตร่ตรองอย่างรอบคอบแม้นว่าพระราชานุกิจจะมากมายเพียงใด

ชาวแฟรงค์เป็นชนชาติที่มีความเชื่อว่ากฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่มีมาในธรรมชาติ แม้แต่พระเจ้าชาร์เลอมาญก็ไม่ทรงลุแก่อำนาจร่างกฎหมายใดๆ ตามพระราชหฤทัยปรารถนา แต่จะทรงออกกฎหมายใดก็เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง โดยพระองค์จะทรงประกาศคำสั่งหรือเป็นคำสอนให้พลเมืองทำตาม [6]

อาณาจักรของชาวแฟรงค์ หรือ “ประเทศฝรั่งเศส” ในยุคแรกก็เจริญรุ่งเรืองกว่าราชอาณาจักรใดของทวีปยุโรปในสมัยเดียวกัน โดยที่ทางภาคเหนือจรดถึงเดนมาร์ก (สแกนดิเนเวีย) ภาคตะวันตกจรดออสเตรีย-ฮังการี (ยุโรปตะวันออก) ภาคใต้จรดสเปน (ซึ่งปกครองโดยพวกมุสลิมในยุคนั้น) ซึ่งนับว่าเป็นอาณาจักรที่ใหญ่โตกว้างขวางมากที่สุดในยุคกลาง

อิทธิพลของพระเจ้าชาร์เลอมาญที่มีต่อราชอาณาจักรแฟรงค์ และต่อโลกที่ต้องจารึกไว้คือ

1. ทรงรวบรวมและปกป้องดินแดนของฝรั่งเศสเข้าเป็นปึกแผ่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

2. ทรงทำให้ราชบัลลังก์ฝรั่งเศสเป็นที่ยอมรับของศาสนจักร (วาติกัน) และเป็นศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิกในสมัยหลัง

3. ทรงสนับสนุนให้การศึกษาและปลูกฝังค่านิยมทางวัฒนธรรมแก่คนรุ่นหลังด้วยความใจกว้าง

4. ทรงวางระเบียบแบบแผนด้านการปกครอง โดยมีเหล่าขุนนางรับผิดชอบ และโดยมีพระราชาเป็นศูนย์กลางกำกับดูแลอีกทีหนึ่ง

5. ทรงวางรากฐานสังคมภายใต้กฎหมายอย่างมีขั้นตอนและค่อยเป็นค่อยไป

6. ทรงเรียกความเชื่อมั่นจากศัตรูและกระชับมิตรภาพของรัฐบริวาร จนเป็นที่ยอมรับและนับถือจากนานาอารยประเทศอย่างกว้างขวางและสนิทใจ [5]

จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบแล้ว ราชบัลลังก์ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานแบบเดียวกันและในทิศทางเดียวกัน จึงเติบโตขึ้นมาจากมาตรฐานและคุณสมบัติที่ถูกมองโดยชาวต่างชาติว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาอันสั้นและรวดเร็ว ทว่าเพื่อความมั่นคงถาวรในระยะยาวเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นมาแล้วในอาณาจักรของชาวแฟรงค์ก่อนหน้านั้น

[8]

รัชกาลที่ 4 แห่งสยามจึงทรงได้รับการเปรียบเปรยว่ายิ่งใหญ่ทัดเทียมพระเจ้าชาร์เลอมาญ จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวต่างชาติด้วยเดชะพระบารมีอันแยบคายและเด่นชัด ส่งเสริมให้ชาวสยามถูกขนานนามว่าเป็น “ชาวแฟรงค์แห่งเอเชีย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อ่านเพิ่มเติม :

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[5] ปรีชา ศรีวาลัย, พลอากาศตรี. ประวัติศาสตร์สากล. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2542.

[6] สุริยา รัตนกุล, คุณหญิง. อารยธรรมตะวันตก. บริษัทเพชรรุ่งการพิมพ์ จำกัด, 2545.

[8] HARPER’S WEEKLY, 18 July 1857.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “สถาบันกษัตริย์เด่นที่สุดในเอเชีย ชาวสยามถูกยกเทียบชาวแฟรงค์ นักสู้เพื่อแผ่นดิน” เขียนโดย ไกรฤกษ์ นานา ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มีนาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.