กำเนิด “คนชั้นกลางในเมือง” ผลพวงจากเศรษฐกิจบูม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ได้ทำให้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นในสังคมไทย นั่นคือ “กลุ่มคนชั้นกลางในเมือง” คนกลุ่มนี้มีค่านิยม วัฒนธรรม ที่เป็นของตนเองและแตกต่างจากคนรุ่นเดิมเนื่องจากว่าเป็นกลุ่มที่ดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพอยู่ในธุรกิจภาคบริการและการพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งเป็นอาชีพที่เพิ่งจะขยายตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษ 2490 และคนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นกลุ่มประชากรที่สำคัญของกรุงเทพฯ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาคนชั้นกลางในเมืองไม่พอใจกับการบริหารประเทศของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะการใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ “ทุนนิยมโดยรัฐ” และการทุจริตคอร์รัปชั่นของกลุ่มผู้นำทางการเมือง และต้องการให้รัฐบาลใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่เปิดเสรีมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและบริการขึ้นอย่างกว้างขวาง เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้คนกลุ่มนี้มีความมั่งคั่งและมั่นคงในชีวิตได้ ดังนั้น ในช่วงปลายทศวรรษ 2490 จึงปรากฏว่ามีการเคลื่อนไหวต่อต้าน และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจอมพล ป. ขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลจอมพล ป. สูญเสียความชอบธรรมทางการเมือง และเปิดโอกาสให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2500 ในที่สุด…
ภาพเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. 2490 (ภาพจากเพจ : ห้องวิจัยประวัติศาสตร์ ได้รับอนุญาตให้ใช้งานแล้ว)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจภายในของประเทศไทยอย่างมาก เพราะการขยายตัวของธุรกิจจากตะวันตกได้หยุดชะงักและต้องถอนตัวออกไปเนื่องจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “สุญญากาศทางเศรษฐกิจ” ขึ้น กลุ่มทุนภายในประเทศได้อาศัยจังหวะนี้เข้าครอบครองกิจการที่นายทุนตะวันตกเคยครอบครองอยู่ เช่น กิจการธนาคารและการเดินเรือ นอกจากนั้นยังขยายกิจการไปยังธุรกิจนำเข้าและขายปลีก สร้างโรงงานใหม่ ๆ และกิจการประเภทตัวแทนการค้าต่าง ๆ อีกด้วย [2]นายทุนเหล่านี้สะสมทุนและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดังนั้น เมื่อกลุ่มทุนตะวันตกกลับมาอีกครั้งภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ก็พบว่ากลุ่มนายทุนจีนสามารถขยายอิทธิพลครอบครองกิจการทางด้านการอุตสาหกรรมและบริการหลัก ๆ ได้หมดแล้ว โดยเฉพาะทางด้านธุรกิจการเงินที่เคยอยู่ในการควบคุมของทุนยุโรปมาโดยตลอดในช่วงก่อนสงครามภายหลังเสร็จสิ้นสงครามรัฐบาลก็พยายามฟื้นฟูสภาพทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน แม้ว่าในขั้นแรกภาวะเงินเฟ้อจะไม่ลดลง จนกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหาร 2490 ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน แต่เนื่องจากการที่ประเทศไทยไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามมากนัก และยังรอดพ้นจากสภาพการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ประกอบกับการอุบัติขึ้นของสงครามเกาหลีในปี พ.ศ. 2492 ที่มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะภาวะสงครามเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าออกต่าง ๆ จากประเทศไทยอย่างกว้างขวาง จึงก่อให้เกิดความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศที่เรียกกันว่า “Korean Boom” [3] ดังนั้น เศรษฐกิจการค้าภายในประเทศจึงค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาเป็นลำดับปี พ.ศ. 2495 สงครามเกาหลียุติลงและเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศเริ่มหดตัว รัฐบาลจึงต้องหันมาแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นมาตรการสำคัญ โครงสร้างสินค้าของประเทศเริ่มเปลี่ยนจากเดิม กล่าวคือ ในช่วงก่อนสงครามสินค้าเข้ามักจะได้แก่สินค้าประเภทอุปโภคบริโภคเป็นส่วนใหญ่ แต่ในกลางทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนมาเป็นการนำเข้าสินค้าประเภทกึ่งทุนและประเภททุน เช่น เครื่องจักร เป็นต้น [4]ซึ่งจากรายงานของคณะสำรวจเศรษฐกิจของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการที่ได้ทำการสำรวจไว้ในปี 2499 พบว่ากำลังผลิตทางอุตสาหกรรมของเอกชนได้เพิ่มขึ้นราว 3-4 เท่าตัวจากระดับที่เป็นอยู่ในปี 2493 ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงทุนถัวเฉลี่ยในระดับประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับประมาณร้อยละ 15-20 ของยอดเงินลงทุนทั้งสิ้นของเอกชน เงินจำนวนนี้มิได้รวมเงินลงทุนในอุตสาหกรรมของรัฐบาลและบริษัทส่งเสริมเศรษฐกิจแห่งชาติ จำกัด อันเป็นบริษัทกึ่งราชการ [5]

และแม้ว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา จำนวนโรงงานและคนงานได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ถึงจะยังมีจำนวนน้อยอยู่ก็ตาม เงินลงทุนและกำลังแรงม้าที่ใช้ได้เพิ่มขึ้นมากกว่านั้น เช่น ระวางขนส่งทางรถไฟได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า และจำนวนยานพาหนะที่ใช้ขนส่งผู้โดยสารและในการค้าได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว การก่อสร้างของเอกชนได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว ตั้งแต่ปี 2495 และปริมาณวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการลงทุนแต่ละปี ก็แสดงให้เห็นว่าเอกชนได้ลงทุนในกิจการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง นอกเหนือจากที่รัฐลงทุนอยู่เองแล้ว [6]

จะเห็นได้ว่าในยุคที่เรามักเรียกกันว่า “ทุนนิยมโดยรัฐ” นั้น ระบบเศรษฐกิจภายในขยายตัวอยู่ในระดับสูง และการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดังกล่าวนี้เองได้ก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย นั่นคือ “กลุ่มคนชั้นกลางในเมือง”

จอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงคราม (ภาพจาก Thailand Illustrate ฉบับกันยายน 1953)
“คนชั้นกลางในเมือง” คนกลุ่มใหม่ในสังคมการเมืองไทย

คนชั้นกลางในเมืองไทยนั้นได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาและเห็นเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 2470 แล้ว เอก วีสกุล ได้ให้ข้อสังเกตว่านักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2428 และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2431 นั้น ประมาณครึ่งหนึ่งจะประกอบอาชีพอิสระ นับตั้งแต่เป็นเสมียน ทำงานหนังสือพิมพ์ เป็นนายหน้าการค้า และสำหรับผู้ที่มีโอกาสแล้วไม่มีใครรีรอในการคิดและเตรียมการเข้าประกอบอาชีพทางการค้าด้วยตนเองเลย [7]

ส่วนในบัญชีสำรวจอาชีพพลเมืองปี พ.ศ. 2472 ระบุว่าในประเทศไทยมีพ่อค้าขายข้าวอยู่ 20,159 คน ผู้ทำอาชีพตัดไม้ค้าฟื้น 12,738 คน พ่อค้าของป่า 7,053 คน ผู้ประกอบอาชีพสีข้าว 3,709 คน ผู้ประกอบอาชีพเก็บค่าเช่า 3,084 คน ทำภาษีอากรหรือเป็นเจ้าภาษีนายอากร 1,651 คน ขายเครื่องรูปพรรณ 786 คน และเป็นนายหน้าต่าง ๆ 263 คน และในบัญชีฉบับเดียวกันยังระบุว่ามีผู้ประกอบอาชีพค้าขายต่าง ๆ 457,601 คน ทั่วประเทศ คนกลุ่มนี้จัดได้ว่าเป็นพ่อค้าระดับกลางของประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 2470 [8] และจากการศึกษาของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ [9] ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

แม้ว่าในช่วงทศวรรษ 2490 ประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สงครามครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองมากนัก สภาพเศรษฐกิจและการค้าภายในประเทศจึงฟื้นตัวขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ดังปรากฏในรายงาน “สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่สิ้นสงครามจนถึง พ.ศ. 2493” โดย สำนักเลขาธิการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ภายหลังสงครามจำนวนร้านค้าได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ร้านค้าในเขตจังหวัดพระนคร ธนบุรี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ ซึ่งได้จดทะเบียนต่อสำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์มีจำนวนดังต่อไปนี้ [10]

พ.ศ. 2489 จำนวน 44,872 ร้าน, พ.ศ. 2490 จำนวน 50,344 ร้าน, พ.ศ. 2491 จำนวน 54,970 ร้าน, พ.ศ. 2492 จำนวน 59,172 ร้าน, พ.ศ. 2493 จำนวน 63,481 ร้าน

และภายหลังสงครามได้มีการตั้งบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น จำนวนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดได้เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ดังนี้ [11]

พ.ศ. 2489 2490 2491 2492 2493
ห้างหุ้นส่วน 806 1,048 1,285 1,730 2,084
บริษัทจำกัด 715 952 1,200 1,469 1,761

 

เมื่อร้านค้าและบริษัทต่าง ๆ ขยายตัวขึ้น จำนวนคนที่เข้าไปอยู่ในภาคเศรษฐกิจนี้ย่อมจะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว และในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2494 ก็ได้เพิ่มการจัดการศึกษาสายมัธยมอาชีวศึกษาขึ้นมา ซึ่งปรากฏว่าจำนวนนักศึกษาในโรงเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว ระหว่างปี พ.ศ. 2490 และปี พ.ศ. 2497 (จากจำนวน 9,625 เป็น 40,093 คน) [12]

การเน้นหนักทางด้านการศึกษาวิชาชีพสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการผู้มีความรู้ทางวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น การวางพื้นฐานการศึกษาวิชาชีพที่ผ่านมาทำให้ในทศวรรษ 2490 มีผู้ที่ศึกษาในสายวิชาชีพจำนวนไม่น้อยจบออกมาทำงานกับห้างร้าน บริษัท หรือภาคธุรกิจอื่น ๆ กลายเป็นคนกลุ่มใหม่ที่มีบทบาทในสังคม ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเข้าศึกษาในสายวิชาชีพเพื่อประกอบอาชีพที่ตนถนัดต่อไป [13]

จากการศึกษาของสกินเนอร์พบว่า ในปี พ.ศ. 2495 มีผู้คนทั้งชาวไทยและชาวจีนที่ประกอบอาชีพที่มีสถานะสูงปานกลาง (ได้แก่ ข้าราชการชั้นผู้น้อย เจ้าของกิจการค้าเล็ก ๆ และผู้จัดการ ผู้ประกอบอาชีพเล็ก ๆ ข้าราชการ ธุรการ เสมียนธุรกิจการค้า พนักงานโรงงานอุตสาหกรรมตำแหน่งสูง) ในกรุงเทพฯ จำนวนถึง 175,350 คน ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพสถานะต่ำปานกลาง (ได้แก่ พวกช่างต่าง ๆ คนขับรถโดยสาร กลุ่มผู้ชำนาญงานเบ็ดเตล็ด และพนักงานตามโรงแรมและร้านอาหาร) ก็มีอยู่ถึง 75,380 คน ด้วยกัน [14]

จึงกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษ 2490 เจริญเติบโตขึ้นและได้ผลิตคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย นั่นคือกลุ่ม “คนชั้นกลางในเมือง” ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทัศนคติและวิถีชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเดิมอย่างชัดเจน [15] นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ยังได้รับความเดือดร้อนไม่น้อยจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจอมพล ป. (ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองไทยในช่วงทศวรรษ 2490 จึงน่าจะหันมาให้ความสนใจกับ “อารมณ์ความรู้สึก” และบทบาทของกลุ่มนี้มากขึ้น แทนที่จะเพ่งเล็งไปที่ความขัดแย้งของกลุ่มผู้นำทางการเมืองหรือการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและของนักธุรกิจนายทุนทั้งหลายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเห็นว่าการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ในปี พ.ศ. 2500 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย การศึกษาความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่เกิดขึ้นในยุคก่อน หน้าก็จะทำให้เราเข้าใจ “ยุคพัฒนา” ได้มากขึ้นและดีขึ้น เนื่องจากไม่เคยมีความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งใดที่เกิดขึ้นบนสุญญากาศ หากแต่เกิดบนรากฐานหรือบริบททางสังคมหนึ่ง ๆ เสมอ…

เชิงอรรถ :

[2] ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์. เศรษฐกิ การเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 3. (เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์ม, 2546), น. 138-139.

[3] ธนาคารกรุงเทพ จำกัด. ก่อนจะถึงวันนี้. 2524, น. 35.

[4] นภพร เรืองสกุล. นโยบายแก้วิกฤตในธนาคารพาณิชย์ไทย. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย, 2532), น. 85-86.

[5] รายงานของคณะสำรวจเศรษฐกิจ ของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ. โครงการพัฒนาการของรัฐ สำหรับประเทศไทย. (สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ, 2503), น. 106-107.

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 13.

[7] อ้างใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 4. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2546), น. 91-92.

[8] อ้างใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. เพิ่งอ้าง. น. 92-93.

[9] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. เพิ่งอ้าง.

[10] หจช. เอกสารกระทรวงการคลัง (2) สร.0201.22.1 เรื่อง การเศรษฐกิจ สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่องที่ 2 ปึกที่ 6

[11] เรื่องเดียวกัน.

[12] อ้างใน จี วิลเลียม สกินเนอร์. สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548), น. 157.

[13] ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์. วัฒนธรรมบันเทิงในชาติไทย (กรุงเทพฯ : มติชน, 2549), น. 203-204.

[14] ดูใน จี. วิลเลียม สกินเนอร์. สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. น. 305-306.

[15] ถ้าสนใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและค่านิยมของคนชั้นกลางในทศวรรษ 2490 โปรดดูใน ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์. วัฒนธรรมบันเทิงในชาติไทย. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2549). ที่ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมบันเทิงในสังคมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2491-2500 โดยเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2490 ด้วย

 

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “การก่อตัวของ ‘คนชั้นกลาง’ กับการเสื่อมสลายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ ‘ทุนนิยมโดยรัฐ’” เขียนโดย ณัฏฐพงษ์ สกุลเลี่ยว ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มีนาคม 2565

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.