ตามรอย “เครา” เด็กหญิงจากสยาม มนุษย์ประหลาดในคณะละครสัตว์ที่อเมริกา

เครา ฟารินี (Krao Farini) หญิงสาวจากสยาม ผู้มีเส้นขนดกปกคลุมทั่วทั้งตัว เธอกลายเป็น “มนุษย์ประหลาด” ถูกนำไปโชว์ตัวทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

เคราเป็นที่ฮือฮาของชาวตะวันตกอย่างมาก เพราะมีการนำเอาลักษณะผิดปกติของเธอไปเป็นข้อพิสูจน์ทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ดังที่ เฟรดเดอริค ดริมเมอร์ (Frederick Drimmer) เขียนถึงเคราเอาไว้ในหนังสือ Very Special People ดังนี้

เครา : ข้อพิสูจน์ทฤษฎีของดาร์วิน

เครา…ถูกนำมาออกแสดงให้ชมเป็นครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 80 ของปี 1800 (ประมาณปี พ.ศ. 2423 – ผู้แปล) หลังจากถูกนำมาจากประเทศสยาม ขณะนั้นเธอมีอายุราว 6 ขวบ ต่อมา เธอถูกพาไปยังสหรัฐอเมริกา โดยการจัดการของฟารินี นักจัดการแสดงผู้มีชื่อเสียงของลอนดอน

เอช. เคาลิทซ์-จาร์โลว์ สมาชิกสถาบันชาติพันธุ์วิทยา ได้พรรณาลักษณะทาง “วิทยาศาสตร์” ของเคราเมื่ออายุ 6 ขวบ เอาไว้ นับเป็นสิ่งวิเศษสุดของการโต้แย้งเกี่ยวกับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่ว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากสัตว์โลกคล้ายลิง (ดาร์วินไม่เคยกล่าวว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง) และผู้ที่เชื่อตามทฤษฎีเขา ก็หวังอยู่เสมอที่จะพบสัตว์โลกที่อยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์กับลิง สำหรับบางคน เคราดูเหมือนจะเป็นอะไรที่พวกเขากำลังแสวงหาอยู่พอดี

เครา ฟารินี ภาพถ่ายราวทศวรรษ 1890

 

ในคำพรรณนาของเขา คาลิทซ์-จาร์โลว์ หยิบยกลักษณะเด่นของเคราที่เขาลงความเห็นว่ามีลักษณะเหมือนกับลิงเป็นพิเศษ เขากล่าวว่า “ผมนุ่ม ดำสนิทดกหนาปกคลุมศีรษะของเธอไปจรดหลัง ที่ด้านหลังของคอมีลักษณะเหมือนขนแผงคอจริง ๆ ขนคิ้วนุ่มเป็นมันแผงใหญ่บังดวงตาของเธอเอาไว้ ตาดำของเธอดำและเป็นประกายแวววาว” เขาสังเกตไว้ว่าเส้นผม (ขน? – ฝรั่งใช้คำเดียวกัน – ผู้แปล) ปกคลุมร่างกายของเธอจากศีรษะจรดเท้า เขายังชี้ให้เห็นรายละเอียดต่อไปอีกว่า โครงสร้างใบหน้าของเธอคล้ายคลึงกับโครงสร้างใบหน้าของลิงกอริลลาอย่างไรบ้าง

คาลิทซ์-จาร์โลว์ รายงานว่า เคราน้อยผู้นี้มีนิสัยน่ารัก เธอมีท่าทางรื่นเริงเอาใจง่าย เธอชอบเล่น และเมื่อมีผู้ใดให้ความสนใจแก่เธอ เธอจะรู้สึกขอบคุณ เขากล่าวว่า “ถ้าเธอรู้สึกรำคาญ ธรรมชาติดิบของเธอจะปรากฏให้เห็นทันที เธอจะทุ่มตัวลงกับพื้นร้องกรีด เตะถีบ และระบายความโกรธด้วยการทึ้งผมตัวเองในลักษณะที่แปลกมาก” เป็นไปได้ว่า อาการเหล่านี้จัดเป็นลักษณะแบบลิงเหมือนกัน ในอเมริกา กูลด์ และไพล์ นักฟิสิกส์และผู้รู้แห่งยุคสองคน รายงานไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สิ่งวิปริตและสิ่งผิดประหลาดทางการแพทย์” ว่า เท้าและริมฝีปากของเครา มีพลังยึดมากอย่างผิดปกติ

แม้ว่าคำพรรณนาเหล่านี้จะแปลกประหลาดอย่างไร เคราก็เป็นเพียงหนึ่งของมนุษย์ผม (ขน) ดก รูปถ่ายของเธอเมื่ออายุได้ 16 ปี เป็นรูปเธอมีผมยาว ขนยาวตามขาแขน และมีหนวดเครา แต่นอกเหนือจากลักษณะประหลาดเหล่านี้ เธอก็คือมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ในฐานะที่เป็นคนที่ได้อ่านหนังสือมามาก และสามารถพูดได้หลายภาษา เคราเป็นดาวดวงเด่นดวงหนึ่งของคณะละครสัตว์ริงกลิงบราเดอร์ส และบาร์นัมกับไบเลย์ เธอเสียชีวิตที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469 ต้นสมัย ร. 7 – ผู้แปล) เมื่ออายุได้ 49 ปี

เครา ฟารินี ภาพถ่ายราวทศวรรษ 1890

 

ประวัติของเครานั้น เธอเกิดในดินแดนลาวทางตอนเหนือของประเทศสยาม ซึ่งในที่นี้หมายถึงลาวล้านนา เธอถูกจับพร้อมพ่อและแม่ ภายหลังพ่อเสียชีวิต ส่วนเคราถูกพรากจากแม่ คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจนำตัวเธอลงมายังกรุงเทพฯ ก่อนที่จะส่งเธอให้กับ วิลเลียม ลีโอนาร์ด ฮันต์ (William Leonard Hunt) หรือที่รู้จักกันในนาม “The Great Farini” (เป็นที่มาของนามสกุล “ฟารินี” ของเครา) ไปยังประเทศอังกฤษเพื่อทำการแสดง

การปรากฏตัวของเคราทำให้ชาวตะวันตกตื่นเต้น มองว่าเป็นมนุษย์ประหลาดจากดินแดนอันห่างไกล และยังนำไปเชื่อมโยงเข้ากับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน เพื่อชี้ว่ามนุษย์และลิงมีความเชื่อมโยงกัน โดยในช่วงแรกเคราทำการแสดงที่ London Aquarium ในประเทศอังกฤษ ซึ่งดึงดูดฝูงชนจำนวนมาก ผู้คนนับร้อยนับพันยินดีจ่ายเงินเพื่อดู “สิ่งมีชีวิต” ที่อาจเป็นข้อพิสูจน์ถึงการเชื่อมโยงระหว่างสัตว์อย่างลิงกับมนุษย์ ต่อมา เคราเดินทางไปทำการแสดงกับคณะละครสัตว์ในสหรัฐอเมริกา ร่วมงานกับคณะ Ringling Bros. and Barnum & Bailey Circus

“Congress of Freaks” ของคณะ Ringling Bros. and Barnum & Bailey Circus ในปี ค.ศ. 1924 (เคราอยู่แถวหน้า ที่สามจากซ้าย)

 

ในช่วงชีวิตของเครา ในยุควิกตอเรียนเป็นยุคสมัยที่ชาวตะวันตกตื่นตาตื่นใจกับของแปลก และการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เคราซึ่งถูกมองว่าเป็นมนุษย์ประหลาดก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจใคร่รู้มาก หากแต่วิทยาศาสตร์ในยุคหลังสามารถอธิบายในสิ่งที่เคราเป็นอยู่นั้น คือ Hypertrichosis หรือที่บางคนเรียกว่า โรคมนุษย์หมาป่า เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้มีขนยาวปกคลุมทั่วทั้งตัว

เคราจึงไม่ต่างจากมนุษย์ประหลาดอื่น ๆ ในสมัยนั้น ทั้งมนุษย์หน้าหมา มนุษย์แคระ มนุษย์อ้วน มนุษย์ผอม มนุษย์แก้มยืด มนุษย์สองเพศ มนุษย์ 3 ขา ฯลฯ หรือแม้แต่ ฝาแฝดสยาม อิน-จัน ที่ถูกนำไปเร่ขายความแปลก (Freak Show) ทำการแสดงทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

เคราใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำการแสดง โดยในห้วง 20 ปีท้ายของชีวิต เธออาศัยอยู่ในย่าน Upper East Side ในแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก และเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2469

อ้างอิง :

เอนก นาวิกมูล. (กันยายน, 2527). “เครา” เด็กประหลาดจากสยาม สมัย ร. 5 ในอเมริกา. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 5 : ฉบับที่ 11.

Gawked, Tortured and Mocked: The Tragic Lives of 5 Victims of the Freak Show Phenomena. (2021). Access 23 February 2022, from https://historyofyesterday.com/gawked-tortured-and-mocked-the-tragic-lives-of-5-victims-of-the-freak-show-phenomena-639e18236aa1

KRAO FARINI, AMERICAN SIDESHOW PERFORMER. (2022). Access 23 February 2022, from https://www.sciencesource.com/archive/Image/Krao-Farini–American-Sideshow-Performer-SS2872479.html

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2565

 

Source: silpa-mag.com

 

 

 

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.