เปิดพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ สมัยเสียกรุงครั้งที่ 2 ถูกกวาดต้อนไปพม่ากว่า 2,000 คน!?

หลังพม่าชนะศึกคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 ได้กวาดต้อนเชลยชาวกรุงศรีอยุธยากลับไปจำนวนมาก เมื่อเดินทางถึงกรุงรัตนปุระอังวะ เนเมียวมหาเสนาบดีได้นำครอบครัวไทยและพระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าพระเจ้ามังระ

เอกสารจากพม่าในหนังสือ มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ซึ่งนายต่อแปลจากมหาราชวงศ์ฉบับหอแก้วนั้น ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

แต่สีหะปะเต๊ะนั้นคุมทหารไปโดยทางบก ครั้นเดือน 9 ศกนั้นก็ถึงเมืองรัตนบุระอังวะ แล้วสีหะปะเต๊ะแม่ทัพได้เอาสาตราอาวุธทั้งปวง แลพระราชวงษ์แลพระมเหษีแลพระสนมทั้งปวงกับเครื่องภาชนใช้สอยเงินทองทั้งปวงถวายแด่พระเจ้ากรุงอังวะสิ้น…แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมเหษีแลพระราชบุตรีแลพระสนมที่เปนพระราชวงษ์พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่เปนเจ้าหญิงทั้งปวงนั้น ทรงจัดให้สร้างวังเอาเข้าไว้ในมหาพระราชวังหลวง แต่พระราชวงษานุวงษ์แลขุนนางข้าราชการแลพลเมืองพลทหารอยุทธยาทั้งปวงนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังแลทำเย่าเรือนเคหาอยู่ตามภูมิลำเนานอกกำแพงพระราชวัง แล้วทรงโปรดเกล้าฯ เลี้ยงดูให้อยู่เปนศุขทุกคน มิให้ร้อนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ประตูเมืองอังวะ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2561, สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

แล้วพระบรมวงศานุวงศ์ที่ถูกกวาดต้อนมานี้มีใครบ้าง?

ใน มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ระบุรายชื่อพระราชวงศานุวงษ์ของกรุงศรีอยุธยาดังนี้

พระมเหสีของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา 4 องค์ คือ พระนางเม้า, พระองค์มิ่ง, พระองค์ศรี และพระองค์ศิลา

พระอนุชาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ พระอนุชาราชาธิราชที่ได้เสวยราชนั้น (หมายถึงสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร), สุรประทุมราชา, ชวาลอำโชติ, พระองค์เจ้าตะไล, พระองค์เจ้าสังข์, พระองค์เจ้าเนียละม่อม, พระองค์เจ้ากร, พระองค์เจ้าจริต, พระองค์เจ้าภูนระ, พระองค์เจ้าสูรจันทร์, พระองค์เจ้าแสง และพระองค์เจ้าก้อนเมฆ

พระขนิษฐภคินีของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ เจ้าฟ้าปรมาศ, เจ้าฟ้าสุรบน, เจ้าฟ้าอินทรสุดาวดี, เจ้าฟ้าหมื่นคอย, เจ้าเกสร, เจ้าอุ่มฉอุ้ม, เจ้าฟ้าฉโอด, องค์เจ้าลำภู, องค์เจ้าเผือก, องค์เจ้าเจีมตระกูล, องค์เจ้าสอาด, องค์เจ้าชมเชย และองค์เจ้าอินทร์

พระราชโอรสของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ พระองค์เจ้าประเพศร, พระองค์เจ้าสุรเดช, พระองค์เจ้าเสษฐ

พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ องค์เจ้าประบิ, เจ้าฟ้าน้อย, เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ, เจ้าเลีศตรา

พระราชนัดดาเจ้าชายของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ หม่อมสีพี, หม่อมจา, หม่อมสูวดี, หม่อมสูจี, หม่อมฉง่าย, หม่อมสูรัตน, หม่อมโกรน, หม่อมชมภู, หม่อมสุพรรณ, หม่อมอุดม และหม่อมไพฑูรย์

พระราชนัดดาเจ้าหญิงของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ หม่อมมาลา, หม่อมไชยา, หม่อมชะแวก, หม่อมอะไภย, หม่อมอรุณ, หม่อมอำพันธ์, หม่อมสรรพ์, หม่อมมาไลย, หม่อมสูรวุฒิ, หม่อมชะฎา, หม่อมม่วง, หม่อมสิทธิ์, เจ้าศรี และเจ้าต้น

พระราชภาคิไนยเจ้าชายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ พระองค์เจ้าตัน และพระองค์เจ้าแม้น

พระราชภาคิไนยเจ้าหญิงพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา คือ เจ้าดารา และเจ้าศะริ

และพระสนมที่เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา รวม 869 องค์

มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ระบุว่า พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งบุรุษและสตรีของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมารวมทั้งสิ้น 2,000 คน เศษ

หอคอยในพระราชวังเมืองอังวะ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2561, สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

ทั้งนี้ พระเจ้ากรุงอังวะโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาที่เป็นสตรี ทั้งพระมเหสี พระขนิษฐภคินี พระเชษฐภคินี พระราชธิดา พระราชนัดดา และพระภาคิไนย ประทับในเขตพระราชฐาน โปรดเกล้าฯ ให้มีบริวารตามฐานันดรศักดิ์ เจ้านายแต่ละพระองค์มีพนักงานวังถวายการดูแล

ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาที่เป็นบุรุษ ทั้งพระอนุชา พระราชโอรส พระราชนัดดา และพระภาคิไนย โปรดเกล้าฯ ให้ประทับนอกเขตพระราชฐาน แต่ก็จัดการให้ได้รับความดูแลตามสมควร ขณะที่เหล่าขุนนางและไพร่ชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนมา ต่างก็ได้รับพระราชทานถิ่นที่พักอาศัยทั้งสิ้น

อ้างอิง :

ศานติ ภักดีคำ. (กันยายน, 2561). “ตามทางทัพพม่าคราวเสียกรุงฯ พ.ศ. 2310 (6)”. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 39 : ฉบับที่ 11.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2564

Source: https://www.silpa-mag.com

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.