กำเนิด “กรมทนายเลือก” คัดนักมวยเป็นราชองครักษ์ กับรากฐานมวยไทยสากลในยุคแรก

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า “ทนายเลือก” ไว้ว่า นักมวยสำหรับป้องกันพระเจ้าแผ่นดิน, ชื่อกรมกรมหนึ่งมีหน้าที่กำกับนักมวย [1]

กรมทนายเลือก เป็นกรมที่เลือกคัดเอาแต่คนที่ล่ำสันมั่นคง มีฝีมือชกมวยดี ให้เดินแห่ตามเสด็จไปในที่ใกล้ ๆ ได้ป้องกันอันตรายอันไม่พอที่จะต้องถึงใช้อาวุธ เช่น จับคนบ้า เป็นต้น การที่เกิดกรมทนายเลือกขึ้นนั้น เหตุด้วยพระเจ้าแผ่นดินโปรดทรงมวย เลือกหาคนที่มีฝีมือดีไว้เป็นเพื่อนพระองค์ สำหรับจะเสด็จปลอมแปลงไปในที่แห่งใด ที่ไม่ควรจะใช้ป้องกันด้วยอาวุธ แต่เมื่อแห่เสด็จโดยปกติก็ให้ถือหอก เหมือนกรมพระตำรวจ มีเวรประจำการเหมือนกรมพลพัน (กรมพลพัน เป็นตำรวจภายใน คล้ายรักษาพระองค์ แต่ต้องประจำเวรอยู่ชั้นนอกออกไปเสมอกับตำรวจหน้า)

ทนายเลือก หรือพวกนักมวยที่จัดขึ้นรักษาพระองค์นั้น เห็นจะมีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินที่ขึ้นชื่อลือชาว่าโปรดมวยไทย ก็คือ พระเจ้าเสือ ปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า ชอบปลอมแปลงพระองค์เป็นราษฎรสามัญไปชกมวยตามที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ในกฎหมายโบราณกำหนดยศทนายเลือกไว้ดังนี้ ขุนทนายเลือกปืน 2 คน นาคนละ 400 หมื่นทนายเลือกปืน 16 คน นา คนละ 200 พันทนายเลือกปืน 18 คน นา คนละ 100

นอกจากนี้ยังมีกรมทนายเลือกหอกขวา กรมทนายเลือกหอกซ้ายอีกด้วย เจ้ากรมทนายเลือกหอกขวา มีชื่อว่า ขุนภักดีอาษา เจ้ากรมทนายเลือกหอกซ้าย มีชื่อว่า ขุนโยธาภักดี [2]

จากพระราชพงศาวดารข้างต้น เห็นได้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความสามารถทางด้านมวยไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้รับใช้ใกล้ชิด กรมทนายเลือกนั้นมีปรากฏเป็นหลักฐานสืบต่อมาจนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการคัดเลือกคนที่มีร่างกายล่ำสัน แข็งแรง สง่างาม มีฝีมือมวยไทยอย่างดีเข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์ สังกัดกรมนักมวยหรือกรมทนายเลือก ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้พระมหากษัตริย์อยู่เวรยามในพระราชวัง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสอธิบายถึงหน้าที่กรมทนายเลือกไว้เป็นใจความว่า เป็นทหารรักษาพระองค์ ต้องนอนประจำเวรในพระบรมมหาราชวัง เมื่อมีที่เสด็จพระราชดำเนินทางบกทางเรือ ในการสงครามหรือในการประพาสก็เป็นพนักงานที่จะแห่ห้อมประจำการในที่ใกล้เคียงพระองค์ จนที่สุดเวลาเสด็จออกท้องพระโรงก็ต้องเข้าเฝ้าก่อนขุนนางกรมอื่น ๆ (เว้นแต่กรมพระตํารวจหน้าแปดกรม กรมพลพัน กรมคู่ชัก กรมทหารใน กรมรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ด้วยกัน) เป็นผู้ที่จะมีอาวุธเข้ามาในท้องพระโรงได้พวกเดียว

 

ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดมวยไทยเป็นอย่างมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี “มวยหลวง” ขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อฝึกสอนกีฬามวยไทย คําว่ามวยหลวงนี้ รวมถึงกีฬาไทยต่าง ๆ โดยทั่วไป เช่น มวยไทย และกระบี่กระบอง เป็นต้น และทรงให้ผู้ที่มีฝีมือด้านนี้เป็นหัวหน้า ผู้ที่ได้เป็นมวยหลวงได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปี และไม่ต้องเสียส่วยอากรใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อมีงานฉลอง งานพระราชพิธีต่า งๆ เช่น งานโสกันต์ งานผนวช นาคหลวง งานเมรุ หรืองานต้อนรับแขกเมืองก็ออกหมายเรียกให้นำคณะนักมวย คณะกระบี่กระบองมาร่วมแสดงในงาน [3] ดังเช่น ในงานพระเมรุของกรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ที่ท้องสนามหลวง ได้มีการจัดชกมวยขึ้นโดยคัดเลือกเอานักมวยเอกจากต่างจังหวัดเข้ามาชกจนได้นักมวยที่มีฝีมือดีสามารถชกชนะคู่ต่อสู้หลายคน เช่น หมื่นมวยมีชื่อ หมื่นมือแม่นหมัด และหมื่นชงัดเชิงชก เป็นต้น [4]

 

การที่โปรดให้มีการจัดแข่งขันกีฬานั้น เข้าใจว่าเพื่อเป็นการเผยแพร่กีฬาไทยไม่ให้สูญหายไป ทั้งยังเป็นการขยายความนิยมให้กว้างขวางประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งการแข่งขันกีฬาก็เพื่อคัดเลือกผู้มีความสามารถในด้านนั้น ให้เป็นผู้สอนมวยหลวง และยังเป็นการเพิ่มพูนให้ได้มีการฝึกปรือฝีมือ โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดแข่งขันกีฬาเพื่อชิงถ้วยพระราชทาน

การแข่งขันมวยไทยชิงถ้วยพระราชทานในครั้งแรกนั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการนำกติกาอย่างโบราณ หรืออย่างสมัยใหม่ที่เป็นระเบียบแบบแผนแบบสากลเข้ามาใช้หรือยัง แต่จะเห็นว่าจะทรงส่งเสริมให้มีการร่างระเบียบสำหรับกีฬาไทยขึ้น ที่เห็นชัดได้แก่ การเล่นว่าว

พบว่า โปรดเกล้าฯ ให้ได้มีการร่างวิธีการแข่งขันให้เป็นระเบียบแบบแผนเพื่อใช้ในการแข่งขัน และเพื่อให้ดูเป็นสากล โดยใน พ.ศ. 2449 โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพร่างระเบียบการแข่งขันว่าวขึ้น และตราออกเป็นข้อบังคับเรียกว่า “กติกาเล่นว่าว” สนามหลวงสวนดุสิต รัตนโกสินทรศก 125 [5] (กติกาเหล่านี้คงใช้เป็นหลักในการแข่งขันกีฬาว่าวตราบจนทุกวันนี้) [6]

การจัดให้มีการแข่งขันกีฬาตามแบบอย่างสากลนั้น น่าจะเกิดด้วยมูลเหตุสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปทั้ง 2 ครั้ง (ร.ศ. 116 และ ร.ศ. 126) จึงได้ทรงนำกีฬาสากลเข้ามาสาธิตให้คนไทยรู้จัก ทั้งยังได้เอารูปแบบการจัดการด้านกีฬาบางส่วนมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับกีฬาไทย และการที่ได้ทรงส่งพระราชโอรสและพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ไปศึกษายังต่างประเทศ จึงทรงนำเอากีฬาสากลบางชนิดเข้ามาเล่นกันในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์จนเผยแพร่มายังข้าราชบริพารจนเป็นที่นิยมในที่สุด

แต่การนำเอากีฬาสากลเข้ามาสู่ประเทศไทยในระยะแรกนั้น เนื่องจากยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในสยามได้เป็นผู้สาธิตและดำเนินการ

เมื่อคนไทยเริ่มเรียนรู้กฎกติกาที่เป็นสากลมากขึ้น จึงค่อยนำมาประยุกต์กับกีฬาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นว่าวและมวยไทย ที่ปรับเปลี่ยนจากการต่อสู้แบบมวยวัดคือไม่มีกฎกติกาไปสู่รูปแบบที่มีกติกาที่เป็นสากล ประกอบกับพระบรมวงศานุวงศ์บางองค์สำเร็จการศึกษาและเคยเล่นมวยฝรั่งในต่างประเทศ จึงนำกีฬานี้มาเผยแพร่ จนทำให้เกิดการผสมกฎกติกาเข้ามาใช้ในกีฬาไทย

ครั้งแรกที่ได้บันทึกว่ามีการจัดการสาธิตและแข่งขันกีฬาตามแบบอย่างสากล ก็เมื่อคราวงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ในครั้งนั้นได้จัดให้มีการแข่งขันกรีฑา ฟุตบอล และจักรยาน เป็นต้น ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงธรรมการ ในช่วงนั้นปรากฏว่า นายดับเบิลยู.ซี.จอห์นสัน (Mr. W.C. Johnson) ได้เป็นที่ปรึกษากระทรวงธรรมการ และเป็นผู้มีบทบาทในการวางรากฐานกีฬาไทยและกีฬาสากลในโรงเรียน จนทำให้เกิดมีการจัดการแข่งขันกรีฑานักเรียน และครูที่ท้องสนามหลวง ใน ร.ศ. 116

ในงานรับเสด็จนิวัตพระนครครั้งนั้น เนื่องจากมีคนไทยเข้าใจในเรื่องกีฬาสมัยใหม่น้อยมาก กระทรวงธรรมการจึงมอบหมายให้ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในสยามได้เป็นผู้รับผิดชอบและจัดการแข่งขันกรีฑานักเรียนขึ้น อันมีรายชื่อชาวต่างชาติที่เป็นกรรมการจัดการแข่งขันและตัดสินกีฬาในครั้งนั้น ประกอบด้วย อาจารย์คาร์เตอร์ อาจารย์สแพน อาจารย์สมิช และอาจารย์เทรย์ส [7]

 

 

สำหรับในวัง ก็ได้มีกรมนักมวยเพื่อดำเนินการฝึกสอนมวยไทยให้กับพระราชโอรส ทหาร และข้าราชการในพระบรมมหาราชวัง ส่วนมวยหลวง มีไว้ทำหน้าที่ฝึกสอนกีฬาไทยต่าง ๆ ให้แก่ ประชาชนทั่วประเทศ และเพื่อให้การส่งเสริมกีฬาในประเทศไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ก็ได้มีการจัดตั้งสามัคยาจารยสมาคม [8] ขึ้น เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2445 และประกาศตั้งเป็นสมาคมอย่างถูกต้อง เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2447 มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการสามัคยาจารยสมาคม สามัคยาจารยสมาคมได้มีส่วนช่วยการกีฬาเป็นอย่างมาก เพราะมีแผนกสโมสรกายบริหาร ส่วนใหญ่มีครูเป็นสมาชิก ได้จัดให้มีการเรียนการสอนนอกเวลาราชการ ได้แก่ วิชาญญิตสู [9] ยิมนาสติก และมวยฝรั่ง [10]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 ได้มีการจัดให้มีการสอนพลศึกษาแก่ครูผู้สนใจในเวลาเย็น เรียกว่า “ห้องพลศึกษากลาง” เพื่อนำไปสอนนักเรียนอีกทอดหนึ่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ส่งร้อยเอก ขุนเจนกระบวนหัด และ ร้อยโท ขุนรณอุทรภักดี สับเปลี่ยนกันไปสอน ซึ่งสอนหนักไปทางวิชายิมนาสติกและมวยไทยเท่านั้น [11]

เมื่อสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนพระทัยมวยไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงคราม ในปี พ.ศ. 2457-61 พวกทหารไทยได้ชกมวยไทยให้ทหาร และประชาชนยุโรปชม สร้างความชื่นชอบและประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง ผู้ควบคุมทหารไทยไปรบและแสดงการชกมวยไทยครั้งนั้น คือ พลโท พระยาเทพหัสดิน ซึ่งท่านเป็นผู้สนใจกีฬามวยไทยมาก และต่อมาได้สร้างสนามมวย [12] ขึ้นที่บริเวณศาลเจ้าหลักเมือง [13]

จึงอาจกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่ยิ่งต่อวงการมวยไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการแข่งขันมวยไทย ทรงวางรากฐานให้มีการนำกฎกติกาที่เป็นสากลมาใช้ และพระราชทานถ้วยรางวัลอันเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการฝึกปรือฝีมือเพื่อเข้าแข่งขัน

ทำให้กีฬามวยไทยไม่สูญหายไปจากเมืองไทย และสามารถเผยแพร่สู่สากล จนเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เชิงอรรถ :

 

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “กรมทหายเลือก” เขียนโดย รศ. ยุวดี ศิริ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2552

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.