MU2005 เวทีนางงามที่รัฐบาลใช้โปรโมตท่องเที่ยว-เรียกความเชื่อมั่น หลังสึนามิเพียง 5 เดือน

นาตาลี เกลโบว่า นางงามจักรวาล ปี 2548 (Miss Universe 2005) และทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น (Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP)

ในปี พ.ศ. 2548 ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามจักรวาล “Miss Universe 2005” การประกวดนางงามจักรวาลครั้งนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก ไม่ใช่ในแง่การประชันความงามชิงมงกุฎ แต่เป็นในแง่การเผยแพร่วัฒนธรรม การสร้างภาพลักษณ์ การดึงดูดนักท่องเที่ยว และการเรียกคืนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ หลังจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547

บรรดาผู้เข้าประกวดต่างทยอยเดินทางมาถึงประเทศไทยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อทำการเก็บตัวทำกิจกรรมก่อนที่จะมีการประกวดรอบสุดท้ายในวันที่ 31 พฤษภาคม

บรรดานางงามจากหลายประเทศกล่าวว่า การมาประกวดนางงามจักรวาลในครั้งนี้เพื่อต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวและการลงทุนในประเทศไทย เช่น อดีเล่ บาสสัน นางงามจากนามิเบีย กล่าวว่า จะนำสิ่งดี ๆ เมืองไทยกลับไปบอกนักธุรกิจชาวนามิเบียที่อยากมาลงทุนในไทยจำนวนมาก (มติชน, 9 พฤษภาคม 2548)

ขณะที่ เชลซี คูลีย์ นางงามจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนสหรัฐ จะขอช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวไทย หลังจากผ่านภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิมา จะชี้ให้เห็นเมืองไทยที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยังสวยงามอยู่ให้เป็นที่รู้จัก และจะเล่าถึงสิ่งดี ๆ ในไทยให้คนอเมริกันทราบ (มติชน, 9 พฤษภาคม 2548)

ในระหว่างการเก็บตัวจะมีการทำกิจกรรมต่าง ๆ และได้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเยี่ยมชมและถ่ายทำวิดีทัศน์โปรโมต เช่น วัดพระแก้ว, พระบรมมหาราชวัง, วัดอรุณฯ, โบราณสถาน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โบราณสถาน จังหวัดสุโขทัย, ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี, สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม, เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ, ศูนย์ฝึกช้างเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, สะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี

การประกวดนางงามจักรวาลปี 2548 (Miss Universe 2005) บรรดานางงามเข้าเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง (Photo by SAEED KHAN / AFP)

แต่การทำกิจกรรมที่สำคัญมากที่สุดกิจกรรมหนึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม ที่จังหวัดภูเก็ต

เชลซี คูลีย์ นางงามจากสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยในช่วงแรกของการเก็บตัวว่า “ที่จริงฉันยังไม่รู้เลยว่าผู้เข้าประกวดต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง ยังไม่รู้ตารางทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ฉันมั่นใจว่า ต้องมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อผู้ประสบภัยสึนามิอยู่ด้วยแน่นอน ซึ่งฉันคิดว่าการที่พวกเราผู้เข้าประกวดมีโอกาสได้พบกับผู้คนซึ่งเคราะห์ร้ายจากสึนามิ เราอาจจะพูดให้เขารู้สึกมีความหวัง มีศรัทธาขึ้นใหม่ หรือบางทีเราอาจสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้เกิดขึ้นกับชีวิตของใครบางคน เมื่อเขาได้รู้ว่ามีคนที่ห่วงใยเขาอยู่จริง ๆ” (มติชน, 13 พฤษภาคม 2548)

ในการเก็บตัวที่จังหวัดภูเก็ตนี้ บรรดานางงามจะไปทำกิจกรรมและบันทึกภาพและวิดีทัศน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ตแฟนตาซี (Phuket Fantasea), อ่าวมาหยา เกาะพีพี และจะไปเยี่ยมชมดูศักยภาพและความพร้อมของหอสัญญาณเตือนภัยสึนามิบริเวณหาดป่าตอง รวมทั้งไปมอบเงินบริจาค จำนวน 12 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลป่าตองอีกด้วย

โดยหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม รายงานข่าวว่า “ผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลปี 2548 จำนวน 81 คน จากประเทศต่าง ๆ ยังคงมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 19 พฤษภาคม กองประกวดได้นำนางงามไปบันทึกเทปโทรทัศน์ที่ จ.ภูเก็ต เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยภายหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ของไทย จนสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว…”

การประกวดนางงามจักรวาลปี 2548 (Miss Universe 2005) บรรดานางงามเยี่ยมชมหอสัญญาณเตือนภัยสินามึ (Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP)

นางงามเยอรมนี ให้สัมภาษณ์ว่า ทันทีที่เหยียบหาดป่าตอง ทำให้รู้สึกถึงภาพเก่า ๆ ตอนเกิดสึนามิ “ทำให้ฉันรู้สึกสะเทือนใจ” แต่ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกว่าประทับใจต่อความพยายามของคนภูเก็ตที่ต่อสู้จนพลิกฟื้นภูเก็ตให้กลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ได้ เช่นเดียวกับนางงามอินเดียที่บอกว่า “รู้สึกตื้นตันใจ” ต่อความพยายาม กระทั่งสามารถฟื้นฟูสถานที่ประสบภัยสึนามิจนมีสภาพทุกวันนี้ (มติชน, 21 พฤษภาคม 2548)

AFP รายงานว่า การประกวดนางงามจักรวาลครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นการฟื้นตัวของประเทศไทยหลังจากเหตุการณ์สึนามิ และแสดงให้ชาวต่างชาติกลับมาทำลงทุนและท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง

“Miss Universe pageant to showcase Thailand’s recovery from the tsunami and convince tourists it is safe to return to the Land of Smiles.”

“Miss Universe contestants descended on the resort islands of Phuket and Phi Phi to remind the world that Thai tourism is back in business.”

การประกวดนางงามจักรวาลปี 2548 (Miss Universe 2005) บรรดานางงามถ่ายรูปที่หาดมาหยา เกาะพีพี (Photo by SAEED KHAN / AFP)

ด้านรัฐบาลไทยได้สนับสนุนการจัดการจัดประกวดนางงามจักรวาลครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประกวดนางงามจักรวาล ได้ผลดีมากในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ถือว่าคุ้มมาก (มติชน, 15 พฤษภาคม 2548)

ทั้งนี้ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณกว่า 6.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 253.5 ล้านบาท) ให้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสนับสนุนการจัดประกวดนางงามจักรวาลในประเทศไทย (มติชน, 11 พฤษภาคม 2548)

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เจรจากับบริษัทมืสยูนิเวิร์สของสหรัฐฯ เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดงานให้ขยายเวลาช่วงสารคดีเผยแพร่ประเทศไทยในวันถ่ายทอดสดรอบตัดสินเพิ่มจาก 12 นาที เป็น 22 นาทีแล้ว เพิ่มอีกถึง 10 นาที รัฐบาลสนับสนุนงบฯ ราว 255 ล้านบาท ได้โฆษณาประเทศต่อคนดูทั่วโลกกว่า 800 ล้านคน ถือว่าคุ้มมาก เพราะหากโฆษณาในลักษณะเดียวกันนี้ อาจต้องใช้มากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4,000 ล้านบาท (มติชน, 14 พฤษภาคม 2548)

และในวันประกวดรอบสุดท้ายได้มีการจัดพิธีการรำลึกถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตและประสบภัยจากสึนามิ โดยพอลล่า ชูการ์ต ประธานองค์กร Miss Universe Organization ผู้จัดงานประกวดนางงามจักรวาล กล่าวว่า “เราไม่สามารถทำรายการแสดงบนเวที โดยขาดช่วงเวลาแห่งการรำลึกนี้ไปได้ และสิ่งหนึ่งที่เราต้องการจะบอกแก่ชาวโลกให้รับรู้ก็คือ ประเทศไทยขณะนี้สามารถยืนหยัดและเดินหน้าได้ต่อไป” (มติชน, 31 พฤษภาคม 2548)

เวลาเพียง 5 เดือนให้หลังจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ รัฐบาลไทยได้พยายามฟื้นฟูส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยต้องการให้ทั้งโลกเห็นว่า ท้องทะเลไทยได้กลับมาสวยงามเหมือนดังเดิม พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอีกครั้ง โดยใช้เวทีการประกวดนางงามจักรวาลปี พ.ศ. 2548 เป็นพื้นที่เผยแพร่วัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และเรียกคืนความเชื่อมั่นทางธุรกิจ

ดังที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า การประกวดนางงามจักรวาลมีผลดีต่อประเทศ ช่วยเผยแพร่การท่องเที่ยวไทยได้ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สึนามิ (มติชน, 19 พฤษภาคม 2548)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.