เจ้านายสตรีไทยทำมาค้าขายอะไรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 (ทรงทอเสื่อ) ทรงเปิดกิจการ “สวนบ้านแก้ว” ที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อเลี้ยงสัตว์ เพราะปลูก และท่อเสื่อชื่อดังเรียกว่า “ผลิตภัณฑ์เสื่อสมเด็จ” (ขอบคุณภาพจาก www.clipmass.com/story/98340)

เมื่อเจ้านายสตรีจำต้องใช้วิชาความรู้ที่ถูกบ่มเพาะตามแบบอย่างของสตรี “ชาววัง” นำมาเป็นเครื่องมือทำมาหาเลี้ยงชีพตนและครอบครัว หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

อ. วีระยุทธ ปีสาลี ได้อธิบายถึงเจ้านายสตรีไทยในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ว่าหลายพระองค์ต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เจ้านายสตรีถูกตัดเงินปีลงไปมาก ต้องทรงช่วยทำมาหาเลี้ยงชีพพระองค์และครอบครัวในสภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ภายหลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต ทำให้ราชสำนักฝ่ายในในพระบรมมหาราชวังเสื่อมโทรม เจ้านายฝ่ายในหลายพระองค์ก็ออกมาประทับนอกวังที่วังของเจ้านายฝ่ายหน้าหรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายชาย ครั้นเจ้านายเจ้าของวังต่าง ๆ สิ้นพระชนม์ก็ยิ่งทำให้เจ้านายฝ่ายในแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง

เจ้านายสตรีไทยจึงจำเป็นต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตนเอง โดยใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาจากราชสำนัก เช่น การทำอาหาร การทำขนม งานประดิษฐ์ และงานเย็บปักถักร้อย นำมาเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ ซึ่งนอกจากจะหารายได้มาใช้จ่ายส่วนพระองค์แล้ว การประกอบอาชีพของเจ้านายสตรียังส่งผลให้ศาสตร์ของฝ่ายในแพร่จากชาววังสู่ชาวบ้านมากกว่าสมัยใด ๆ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน เปิดร้านอาหารไทยในกรุงลอนดอน ชื่อว่า “Siam Rice”

หม่อมเจ้าสุรางค์ศรี โศภางค์ ทรงใช้ความรู้ความสามารถด้านงานฝีมือที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากราชสำนักในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐ์หมวกที่เรียกว่า “ตุ้มปี้” ออกจำหน่าย ตรงกับสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินนโยบายสร้างความเป็นไทย โดยให้คนไทยสวมหมวกในช่วงทศวรรษ 2480 การค้าขายหมวกของหม่อมเจ้าสุรางค์ศรี โศภางค์ ก็สร้างรายได้เป็นอย่างดี

หม่อมเจ้าวรรณีศรีสมร วรวรรณ ทรงทำธุรกิจจัด “กระเช้าลันชั่น” (Luncheon Basket) หรือกระเช้าอาหารกลางวัน ซึ่งเจาะกลุ่มข้าราชการส่งขายตามกระทรวงต่าง ๆ และได้รับความนิยมสูงและขายดีมาก ดังที่ หม่อมเจ้าบรรเจิดวรรณวรางค์ วรวรรณ ที่มาช่วยกิจการนี้ ทรงเล่าว่า “กิจการดีมาก เพราะอาหารอร่อย ทรงจัดอย่างพิถีพิถัน สวยงาม สะอาด ตั้งแต่รัฐมนตรีจนกระทั่งถึงเสมียนต่างก็รับ ‘กระเช้าลันชั่น’ กันทั้งนั้น”

หม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ รัชนี พระชายาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระนามเดิม พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส หรือนามปากกว่า น.ม.ส.) ทำสำนักพิมพ์ในช่วงเวลานั้น

หม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล ทรงทำขนมขาย ทำกันเป็นแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือนเล็ก ๆ ขนมที่เป็นที่นิยมคือ ขนมเค้กสำหรับงานวันเกิด และขนมงานเลี้ยงน้ำชา ในสมัยนั้นจะเรียกขนมเค้กของหม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล ว่า “ขนมเค้กท่านหญิงเป้า” ซึ่งในยุคสมัยนั้นขึ้นชื่อมีชื่อเสียงมาก โดยมีหม่อมหลวงฉายชื่น กำภู ผู้เป็นสามีคอยช่วยเหลือติดต่อร้านขายเพื่อนำขนมไปขาย

อุตสาหกรรมภายในครัวเรือนการทำขนมของหม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล

อ.วีระยุทธ อธิบายว่ามีคนอยากให้หม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล หยุดทำงานหรือขายขนมเพราะเป็นงานที่เหนื่อยและหนัก แต่พระองค์ยังคงขายขนมต่อไป โดย อ.วีระยุทธ กล่าวว่า “พระองค์ก็บอกว่าพอเห็นลูกสองคนได้นอนหลับสบายแล้วก็รู้สึกว่ายังหยุดทำไม่ได้ ก็เลยต้องทำต่อไป”

หม่อมเจ้ากุมารีเฉลีมลักษณ์ จิตรพงศ์ พระขนิษฐาของหม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล ภายหลังจากที่ทรงเสกสมรสกับ หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ ก็ได้เริ่มกิจการเล็ก ๆ  เช่น ขายเข็มขัด ต่อมาขายขนมเช่นเดียวกับหม่อมเจ้าเราหินาวดี ดิศกุล และรับขนมเค้กท่านหญิงเป้าไปขายด้วยเช่นกัน หม่อมราชวงศ์กัลยา ติงศภัทิย์ กล่าวถึงกิจการขายขนมของหม่อมเจ้ากุมารีเฉลีมลักษณ์ไว้ว่า

“ท่านสร้างโรงทำขนมขึ้นข้าง ๆ ศาลาน้ำ มีข้าหลวงมหาดเล็กที่จ้างมาเพื่อทำขนมหลายคน กลุ่มหนึ่งจะตื่นเช้าประมาณตี ๔ ทำกะหรี่ปั๊บ รังนก กรอบเค็ม ทอฟฟี่นม เป็นต้น บนตำหนักไทยก็จะมีส่วนที่ต่อออกไปเป็นห้องตั้งตู้เย็นหลายตู้ไว้ทำหวานเย็น ทำหวานเย็นรสต่าง ๆ และใส่กระติกไปขาย ท่านแม่ทำขนมปังไส้ไก่ขายด้วย ทำกันบนตำหนักไทย นอกจากขนมท่านแม่ยังขายก๋วยเตี๋ยว ขายทอฟฟี่ต่าง ๆ วางเรียงรายกันเต็มโต๊ะใหญ่ และยังรับขนมเค้กท่านป้าเป้าไปขายด้วย ท่านป้าเป้าทำขนมเค้กเก่งมาก”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุไรรัตนศิริมาน ทรงย้ายไปประทับที่ประเทศอังกฤษพร้อมด้วย หม่อมเจ้าฉัตรมงคล โสณกุล พระสวามี ในปี พ.ศ. 2497 ทรงเปิดร้านอาหารไทยขึ้นเป็นร้านแรกและร้านเดียวในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และในทวีปยุโรป ใช้ชื่อร้านว่า “ร้านข้าวไทย” หรือ “Siam Rice” และร้านนี้ยังเป็นที่ชุมนุมพบปะของเจ้านายไทยที่เสด็จไปประเทศอังกฤษในช่วงเวลานั้น

เค้กท่านหญิงเป้า

ความแพร่หลายของการประกอบอาชีพขายอาหารของเจ้านายสตรีทำให้วัฒนธรรมอาหารของชนชั้นสูงแพร่ลงมาสู่ชาวบ้านสามัญชน อาหารชาววังจึงกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เจ้านายสตรีใช้ในการเลี้ยงชีพ และนหลาย ๆ ราชสกุล ก็ส่งต่อวัฒนธรรมอาหารของแต่ละวังสู่ทายาทมาถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เจ้านายส่วนใหญ่มักผูกพันอยู่กับระบบราชการและขาดประสบการณ์ในการลงทุนค้าขาย ธุรกิจการค้าของเจ้านายบางพระองค์ก็ประสบความสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง แต่นับว่าการออกมาประกอบอาชีพของเจ้านายสตรีนับเป็นความเปลี่ยนแปลงทางจารีตและประเพณีของสตรีฝ่ายใน ซึ่งแต่เดิมไม่มีบทบาทนี้แม้แต่น้อย

นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่ามีการเปิดกว้างทางสังคมมากขึ้น สตรีในสังคมก็มีบทบาทและหน้าที่สังคมมากกว่ายุคก่อน ๆ ม่านประเพณีจารีตในยุคโบราณได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามวิถีสังคมสมัยใหม่ และเจ้านายสตรีเหล่านี้ก็จำเป็นต้องปรับตัวไปตามยุคสมัยเช่นกัน

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.