ตามรอย “คำให้การ” ชาวกรุงเก่า-ขุนหลวงหาวัด ได้มาอย่างไร หลักฐานใดน่าเชื่อถือกว่า?

หน้าปกคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด (ภาพจาก vajirayana.org)

หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่าง “คำให้การ” ที่คุ้นเคยกันดีอย่าง “คำให้การชาวกรุงเก่า” และ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” นอกเหนือจากเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์แล้ว ทั้งสองคำให้การก็มีประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง ในที่นี้จะกล่าวถึงที่มาที่ไปว่าได้มาจากพม่าอย่างไรกว่าจะถูกตีพิมพ์ และหลักฐานชิ้นใดน่าเชื่อถือกว่ากัน?

ขุนหลวงหาวัด

คำให้การขุนหลวงหาวัด ต้นฉบับเป็นภาษามอญ ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีชื่อเรียกในภาษามอญว่าอย่างไร แต่ชื่อแปลภาษาไทยของคณะผู้แปลในชั้นต้นคือ “พระราชพงศาวดารแปลจากภาษามอญ”

กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า “เห็นจะเป็นพวกพระมอญที่ออกไปธุดงค์ถึงเมืองมอญ เมืองพม่า เมื่อในรัชกาลที่ 4 ไปได้ฉบับภาษารามัญเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงอำนวยการแปลออกเป็นภาษาไทย”

คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และคณะแปลขึ้นนี้ สันนิษฐานว่าอาจถูกลักลอบคัดลอกออกไปจากหอหลวง จนได้มีการคัดลอกแจกจ่ายกันไปในภายหลัง กระทั่งเป็นเหตุให้หมอสมิธ (Samuel John Smith) ได้มาไว้ในครอบครองและตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2426 นอกจากหมอสมิธแล้วยังมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และนายกุหลาบ ก็ครอบครองต้นฉบับเดียวกันนี้เก็บไว้ด้วยเช่นกัน

คนที่ลักลอบคัดลอก คือ นายกุหลาบ อ้างอิงจากคำอธิบายของกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “ถึง พ.ศ. 2426 นายกุหลาบเอาหนังสือซึ่งลักคัดจากหอหลวงไปดัดแปลงสำนวนเสร็จแล้วเรื่องหนึ่ง ส่งไปให้หมอสมิธที่บางคอแหลมพิมพ์ นายกุหลาบตั้งชื่อหนังสือเรื่องนั้นว่า ‘คำให้การขุนหลวงหาวัด’ คือคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรกับข้าราชการไทยที่พม่ากวาดเอาไปเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาไปเล่าเรื่องพงศาวดาร และขนบธรรมเนียมไทยแก่พม่า พอหนังสือเรื่องนั้นพิมพ์ออกจำหน่ายใครอ่านก็พากันพิศวงด้วยฉบับเดิมเป็นหนังสือซ่อนอยู่ในหอหลวงลับลี้ไม่มีใครเคยเห็น และไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบได้มาจากไหน…”

อย่างไรก็ตาม คำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับที่เก็บรักษาในหอหลวงนี้มีความไม่สมบูรณ์ เนื้อหาขาดตกบกพร่อง เมื่อถูกลักลอบคัดลอกออกมาทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน ซ้ำยังมีการแต่งเติมเรื่องเข้าไปใหม่ในการตีพิมพ์ของฉบับหมอสมิธ ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงวิจารณ์ว่า “พิสดารฟั่นเฟือเหลือเกิน จนจับได้ซัดเสียแล้วว่ามีผู้แทรกแซมความแต่งขึ้นใหม่”

คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหมอสมิธ แบ่งเนื้อหาเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก เป็นเรื่องลำดับเหตุการณ์มีลักษณะเดียวกับพระราชพงศาวดาร เริ่มจากเรื่องพระนเรศวร และจบที่เรื่องพระบรมเอกทัศ แต่ต้นฉบับที่พิมพ์ในส่วนพระราชพงศาวดารนั้นยังขาดความครบถ้วน เพราะต้นฉบับขาดหายไปหลายตอน

ส่วนที่ 2 เป็นการพรรณนาภูมิสัณฐานของพระนคร และการพระราชพิธีต่าง ๆ เป็นส่วนที่นายกุหลาบนำความจากคำให้การอื่นที่นอกเหนือจากคำให้การที่แปลจากภาษามอญปลอมปนเข้ามา ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ อธิบายในส่วนนี้ว่า คำให้การตามกล่าวนี้ไม่ได้เป็นคำให้การของเชลยไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไป หรือก็ไม่ใช่เป็นคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรตามชื่อที่ปรากฏในพระนามขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม แต่เป็นคำให้การของคนกรุงเก่ายุคธนบุรี และต้นกรุงเทพ คำให้การนั้นน่าจะประมวลและชำระสืบทอดกันมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นอย่างช้า

ความในส่วนที่ 2 นี้มีชื่อเรียกต่างกันไปว่า พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยาบ้าง อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยาบ้าง และคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมบ้าง

นอกจากนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงระบุว่า รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเคยพระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ว่า “หนังสือเรื่องคำให้การขุนหลวงหาวัดนั้นฉบับเดิมจะได้มาอย่างไรแลได้มาเมื่อไรไม่ทรงทราบ แต่ฉบับหอหลวงมีจริงได้เคยทอดพระเนตรเห็นมาแต่ก่อน แต่ไม่เหมือนกับฉบับที่หมอสมิธพิมพ์…”

กระทั่ง หอสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับที่ทำมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 เป็นฉบับหลวงมาตีพิมพ์ ซึ่งเพิ่งค้นพบใน พ.ศ. 2454 และตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2459 ให้ชื่อว่า “คำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง)” โดยเหตุที่ต้องมีคำว่า “ฉบับหลวง” กำกับก็เพื่อแสดงว่าเป็นฉบับที่ราชการจัดพิมพ์เป็นที่น่าเชื่อถือ

ชาวกรุงเก่า

คำให้การชาวกรุงเก่า ต้นฉบับเป็นภาษาพม่า มีชื่อเดิมในภาษาพม่า คือ “โยธยา ยาสะวิน” (Yodaya Yazawin) หรือ “พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา”

คำให้การชาวกรุงเก่า ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2457 โดยหอพระสมุดวชิรญาณได้ต้นฉบับมาจากเมืองพม่าเมื่อ พ.ศ. 2454 นายทอ เซียงโก (Taw Sein Ko) บรรณารักษ์หอสมุดของรัฐบาลอังกฤษที่เมืองย่างกุ้ง เป็นผู้ช่วยจัดคัดต้นฉบับส่งมาให้ จากนั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้มองต่อแปลออกเป็นภาษาไทย สำเร็จใน พ.ศ. 2455

กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ข้อสังเกตว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านคำแปลก็มีความประหลาดใจแต่แรก ด้วยสังเกตเห็นพงศาวดารที่ได้มาจากเมืองพม่าฉบับนี้รูปเรื่องละม้ายคล้ายคลึงกับหนังสือที่เราเรียกว่า ‘คำให้การขุนหลวงหาวัด’ มากทีเดียว จึงได้ให้ถามไปยังหอสมุดที่เมืองร่างกุ้ง ว่าพงศาวดารสยามฉบับนี้รัฐบาลอังกฤษได้มาจากไหน ได้รับตอบมาว่า หนังสือเรื่องนี้รัฐบาลอังกฤษพบในหอหลวงในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินพม่าที่เมืองมันดะเล ครั้งตีเมืองพม่าได้เมื่อ พ.ศ. 2428 และอธิบายต่อว่า หนังสือนี้พวกขุนนางพม่าชี้แจงว่า พระเจ้าอังวะให้เรียบเรียงจากคำให้การของพวกไทยที่ได้ไปเมื่อครั้งตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อได้ความดังนี้ก็ไม่เป็นที่สงสัยต่อไปเชื่อได้เป็นแน่ว่า หนังสือเรื่องนี้เองเป็นต้นเดิมของหนังสือ ซึ่งเรียกกันว่า ‘คำให้การขุนหลวงหาวัด’ ฉบับที่ได้มาใหม่นี้ คือคัดจากฉบับหลวงของพม่า”

ดังนั้น คำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด สันนิษฐานว่ามีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ฉบับหนึ่งแปลจากภาษามอญ ฉบับหนึ่งแปลจากภาษาพม่า โดยเหตุที่มีสองสำนวนนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า เมื่อพระเจ้าอังวะ (น่าจะเป็นพระเจ้ามังระ หรือเซงพยูเชง/Hsinbyushin, พ.ศ. 2306-19) มีรับสั่งให้ถามคำให้การของไทยที่ได้มาในคราวตีกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 นั้น “บางทีจะเกิดลำบากด้วยเรื่องล่าม หากพม่าที่รู้ชำนาญภาษาไทยไม่ได้มีแต่มอญที่มาเกิดในเมืองไทยที่รู้ภาษาไทยชำนาญ จึงให้ถามคำให้การพวกไทย จดลงเป็นภาษามอญเสียชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาพม่ารักษาไว้ในหอหลวง เห็นจะเป็นเพราะเหตุเช่นกล่าวมา หนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าจึงมีทั้งในภาษามอญและภาษาพม่า”

สรุป

ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ อธิบายว่า คำให้การชาวกรุงเก่าไม่เพียงมีเนื้อหาที่สมบูรณ์กว่าคำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งความส่วนใหญ่ขาดหายไป แต่ยังมีหลักฐานยืนยันว่า คำให้การชาวกรุงเก่ายังเป็นเอกสารที่มีที่มาที่ไป ระบุแน่ชัดว่า เป็นเอกสารจากหอหลวง ที่ถูกเก็บรักษาในพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ ทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือกว่าคำให้การขุนหลวงหาวัด ซึ่งไม่แจ้งที่มาที่ไปแน่ชัด สันนิษฐานเพียงว่าพระมอญนำมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 4

ดังนั้น นักประวัติศาสตร์จึงให้ความสำคัญและตีค่าคำให้การชาวกรุงเก่าสูงกว่าคำให้การขุนหลวงหาวัด ต่อประเด็นนี้กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่า “เมื่อเอาเทียบกันดู เห็นฉบับภาษามอญ [คำให้การขุนหลวงหาวัด-ผู้เขียน] บกพร่อง ความไม่สมบูรณ์เหมือนฉบับภาษาพม่า [คำให้การชาวกรุงเก่า-ผู้เขียน] ข้อนี้ดูก็ไม่อัศจรรย์อันใด ด้วยฉบับภาษามอญเห็นจะตกอยู่ตามหัวเมืองคัดลอกกันมาหลายต่อจึงไม่บริบูรณ์เหมือนฉบับพม่า ซึ่งเป็นของหลวง”

“คงเป็นด้วยความไม่สมบูรณ์ของหลักฐานประกอบกับการประเมินค่าของเจ้านายนักประวัติศาสตร์ จึงส่งผลให้นักประวัติศาสตร์ในรุ่นต่อ ๆ มาให้ความสำคัญกับคำให้การชาวกรุงเก่าเป็นสำคัญ การปรากฏตัวของคำให้การชาวกรุงเก่า จึงมีส่วนลดทอนคุณค่าและความสำคัญของคำให้การขุนหลวงหาวัดไปโดยปริยาย” ศ. ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ กล่าวสรุป


อ้างอิง :

สุเนตร ชุตินธรานนท์. (เมษายน, 2560). เปิดกรุคำให้การขุนหลวงหาวัด. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 38 : ฉบับที่ 6.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.