จิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน เล่าประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ตามแนวพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9

พระพุทธรัตนสถาน สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 4 อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลางของพระบรมมหาราชวัง คือบริเวณสวนศิวาลัยในปัจจุบัน ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย พระพุทธรูปที่ทำด้วยแก้วผลึกสีขาว ซึ่งอัญเชิญมาจากนครจำปาศักดิ์เมื่อครั้งรัชกาลที่ 2 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใช้เขียนจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องพระประวัติพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัยและการอัญเชิญมายังกรุงเทพฯ

พระพุทธรัตนสถาน
พระพุทธรัตนสถาน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริในการวาดภาพ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริในการวาดภาพ

จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พระพุทธรัตนสถานถูกแรงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศ ทำให้ชายคาและผนังพุทธรัตนสถานด้านเหนือพังลง จนบูรณะเสร็จเมื่อพ.ศ 2496 จากนั้นพระพุทธรัตนสถานก็ได้รับการดูแลให้คงสภาพอันสมควรแห่งพระราชฐานสืบมา

แต่ก็เกิดความเสียหายแก่จิตรกรรมฝาผนังระหว่างช่องพระบัญชรด้านทิศเหนือ

เมื่อ พ.ศ. 2504 ทางสำนักพระราชวังให้กรมศิลปากรเขียนภาพขึ้นมาใหม่ รวมไปถึงผนังระหว่างช่องพระบัญชรทางด้านทิศใต้ด้วย ซึ่งจิตรกรรมที่เขียนขึ้นในครั้งนี้ ว่าด้วยพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 8 และ รัชกาลที่ 9 ในช่วงพ.ศ.2488-2489 ลักษณะของภาพนั้นจะเป็นศิลปกรรมแบบร่วมสมัย ซึ่งภาพที่เขียนขึ้นใหม่นั้นจะไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับจิตรกรรมตอนบนที่เขียนในสมัยรัชกาลที่ 4

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระราชประสงค์ให้เปลี่ยนภาพจิตรกรรมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพจิตรกรรมตอนบนทั้งกรรมวิธีการสร้าง การใช้สี และรูปแบบศิลปะ เมื่อ พ.ศ. 2536 ซึ่งกรมศิลปากรสนองพระราชประสงค์ตามแนวพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชกระแสเพื่อเลือกสาระของภาพจิตรกรรมทั้ง 8 ช่อง เมื่อพ.ศ.2542 โดยให้คำนึงว่าพระพุทธรัตนสถานคือ ประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ส่วนวิธีการเขียนนั้นให้ใช้สีฝุ่น

กรมศิลปากรรับพระราชกระแสมาร่างภาพทั้งภาพลายเส้น ภาพระบายสีและนำกราบถวายบังคมทูลอีก 3 ครั้ง เมื่อพ.ศ.2543, พ.ศ.2544 และ พ.ศ.2545 ซึ่งในแต่ละครั้งพระราชทานแนวพระราชดำรินานับปการ จนกรมศิลปากรจึงลงมือเขียนภาพจริงเมื่อ พ.ศ.2546 จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2547

ส่วนเนื้อหาของภาพนั้นจะเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างพระวิหารพุทธรัตนสถาน และเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 9 โดยมีตัวอย่างดังนี้

เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 5พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลงพระวิหารพระพุทธรัตนสถานเป็นพระอุโบสถ เพื่อทรงพระผนวช
เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 5              พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แปลงพระวิหารพระพุทธรัตนสถานเป็นพระอุโบสถ เพื่อทรงพระผนวช

แผ่นดินรัชกาลที่ 6
เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 6         พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางเจ้าสุวันทนา พระวรราชเทวี แล้วเสด็จฯ มานมัสการพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย

แผ่นดินรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี เวียนเทียบรอบพระอุโบสถพุทธรัตนสถาน และบันทึกเหตุการณ์สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์อายุครบ 150 ปี
เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพ  พรรณี เวียนเทียบรอบพระอุโบสถพุทธรัตนสถาน และบันทึกเหตุการณ์สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์อายุครบ 150 ปี

แผ่นดินรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2488 รพระบาทสมเด้จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระอนุชาธิราชและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชชนี ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เสด็จนิวัติพระนคร
เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 8 พ.ศ.2488 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระอนุชาธิราชและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชชนี ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เสด็จนิวัติพระนคร

เหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 9 พ.ศ.2506 เมื่อพระบาทสมเด้จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 3 รอบ ได้ประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดการพระราชพิธี โดยจัดพระราชพิธีเสด็จเลียบพระนครด้วยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค
เหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 9 พ.ศ.2506 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 3 รอบ ได้ประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดการพระราชพิธี โดยจัดพระราชพิธีเสด็จเลียบพระนครด้วยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

จิตรกรรมฝาผนังชุดนี้แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณต่องานศิลปะไทยเป็นอย่างยิ่งและถือเป็นหลักฐานของรูปแบบภาพเขียนที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะในแผ่นดินรัชกาลที่ 9

(ข้อมูลจาก สมุดบันทึกประจำปีพุทธศักราช 2550 “จิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9” จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร)

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.