มีเงินก็ซื้อได้: “ตราพระราชลัญจกร” สัญลักษณ์แห่งโอรสสวรรค์สู่มือนักประมูลสมบัติ

ตราพระราชลัญจกรของจักรพรรดิคังซีในมือของนิโคลัส โจว ตัวแทนนายหน้าจัดการประมูล ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2016 AFP PHOTO / PHILIPPE LOPEZ

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซอเธบีส์ (Sotheby’s) บริษัทนายหน้าประมูลของสะสมและงานศิลปะยักษ์ใหญ่ของโลกได้จัดงานประมูลตราพระราชลัญจกรในจักรพรรดิคังซี ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงซึ่งครองราชย์ยาวนานกว่า 61 ปี (ค.ศ.1661-1722) และมีผู้ประมูลไปได้ด้วยราคารวมค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ชนะการประมูลที่ 92.6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 416 ล้านบาท)

ตราประทับชิ้นนี้ทำจากไม้จันทน์สลักคำว่า “จิงเทียน ชิงหมิง” หรือ “เคารพฟ้า รับใช้ประชาชน” ถ้อยคำอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและเครื่องยืนยันสิทธิของฮ่องเต้ในฐานะผู้ได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้ปกครองประชาชนตามปรัชญาจีนนับแต่โบราณ

“ความประสงค์ของสวรรค์คือเจตจำนงของประชาชน คุณต้องเคารพต่อผู้อยู่ใต้ปกครองเพื่อแสดงความเคารพต่อสวรรค์” นิโคลัส โจว (Nicolas Chow) รองประธานซอเธบีส์เอเชียกล่าวทั้งนี้จากรายงานของ South China Morning Post “มันเป็นหลักการที่ยังคงย้ำเตือนให้ทุกคนรู้ว่า ลัทธิขงจื๊อคือพื้นฐานอุดมการณ์แห่งรัฐเกือบตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์จีนซึ่งมีหัวใจหลักที่ความเมตตาและคุณธรรม”

ซอเธบีส์บรรยายคุณสมบัติของสินค้าชิ้นนี้เพื่อจูงใจนักประมูลมหาเศรษฐีว่าเป็น “วัตถุที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์จีน” ที่เคยถูกนำออกประมูล “มันเป็นวัตถุที่คุณค่าไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเครื่องถ้วยชามหรือภาพเขียน คุณค่าของมันคือประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่กับมัน” โจวกล่าว

คำพูดของโจวแสดงให้เห็นว่า ตราพระราชลัญจกรชิ้นนี้เป็นวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพียงใด และชัดเจนว่ามันเคยเป็นสมบัติของจักรพรรดิซึ่งก็น่าจะเป็นสมบัติของแผ่นดินเช่นกัน แต่เหตุใดมันจึงตกไปอยู่ในมือของนายหน้าจัดการประมูลได้?

ซอเธบีส์มิได้เปิดเผยตัวตนของผู้มอบสินค้าชิ้นนี้เข้าสู่การประมูล บอกแต่เพียงว่าเป็น “นักสะสมเอกชน” (People’s Daily) ขณะที่ผู้ชนะการประมูลก็มีการเปิดเผยเพียงว่าเป็น “นักสะสมชาวเอเชีย” เท่านั้น (International Business Times)

ด้วยข้อมูลเพียงเท่านี้คงตอบได้ยากว่า ตราประทับที่สำคัญชิ้นนี้หลุดไปอยู่ในมือเอกชนได้อย่างไร อาจเป็นไปได้ว่าบรรดาทายาทรุ่นหลังของฮ่องเต้คังซีแอบเอาตราประทับออกจำหน่ายเอง หรือสมบัติชิ้นนี้อาจถูกปล้นหรือลักขโมยไปจำหน่ายก็เป็นได้

เหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวจีนหลายคนคือเหตุการณ์ในปี 1860 ปลายสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ที่จีนกำลังถูกชาติตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสรุมโทรม “บีบบังคับ” ให้จีนเปิดการค้าเสรี กองทหารตะวันตกได้บุกปล้นทำลายพระราชวังฤดูร้อนของจีนจนย่อยยับ ผลของสงครามทำให้จีนต้องยอมรับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นรอยแผลแห่งความอัปยศครั้งสำคัญในสายตาชาวจีนยุคหลัง

“พวกทหารดูเหมือนจะถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำไปชั่วขณะ” พยานในเหตุการณ์การปล้นพระราชวังฤดูร้อนกล่าว ทั้งนี้จากรายงานของบีบีซี “ทั้งร่างกายและจิตใจของพวกเขาถูกความปรารถนาหนึ่งเดียวดึงดูดเข้าไปนั่นคือการปล้นแล้วก็ปล้น” เจมส์ บรูซ เอิร์ลแห่งเอลจินที่ 8 (James Bruce, 8th Earl of Elgin) ข้าหลวงพิเศษของอังกฤษประจำประเทศจีนในช่วงสงครามฝิ่น ซึ่งเมื่อแรกเดินทางถึงประเทศจีนเขาบันทึกถึงความโหดร้ายในช่วงนั้นว่า “สงครามคือธุรกรรมแห่งความเกลียดชัง ยิ่งคุณได้เห็นมันมากเท่าไรคุณก็จะยิ่งเกลียดมันมากเท่านั้น”

ภาพถ่ายเมื่อปี 2005 ของซากพระราชวังฤดูร้อนในกรุงปักกิ่ง AFP PHOTO / STR
ภาพถ่ายเมื่อปี 2005 ของซากพระราชวังฤดูร้อนในกรุงปักกิ่ง AFP PHOTO / STR

แต่เป็นลอร์ดเอลจินคนเดียวกันนี่เองที่เป็นคนสั่งให้ทำลายพระราชวังฤดูร้อน เพื่อแก้แค้นให้กับเชลยชาวอังกฤษและฝรั่งเศสรวมถึงนักข่าวของเดอะไทม์ที่ถูกฝ่ายจีนสังหาร และเขายังเป็นผู้อำนวยการจัดการประมูลทรัพย์สมบัตินับพันๆชิ้นที่ทหารอังกฤษ และฝรั่งเศสร่วมกันปล้นมาจากพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งบีบีซีและเดอะไทม์ยืนยันตรงกันว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นจารีตปกติของทหารที่สามารถใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์สมบัติของผู้แพ้ในสงครามมาเป็นของตน “เพื่อเป็นค่าทดแทนให้กับครอบครัวและทหารผู้บาดเจ็บ” ดังนั้นในยุคสมัยดังกล่าวการแย่งชิงทรัพย์สมบัติของผู้แพ้จึงเป็นเหมือนทั้งสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและค่าตอบแทนที่พึงได้โดยชอบ ไม่ใช่ “การปล้น”

พิพิธภัณฑ์วิศวกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ในจิลลิงแฮม (Gillingham) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก็บรักษาทรัพย์สมบัติที่ถูกปล้นมาจากพระราชวังฤดูร้อนในปี 1860 ซึ่งเจมส์ สก็อตต์ (James Scott) ภัณฑารักษ์กล่าวกับเดอะไทม์ว่า “เราต้องระมัดระวังมาก…เราไม่สามารถพูดถึงคำว่าปล้นได้เลย เราพยายามสื่อความหมายออกไปอย่างเป็นกลางมากที่สุด”

ขณะเดียวกัน ทรัพย์สมบัติที่ถูกปล้นมาจากพระราชวังแห่งนี้ยังคงถูกนำออกประมูลเป็นระยะ บางชิ้นมีการระบุอย่างชัดเจนว่าถูกนำมาจากพระราชวังฤดูร้อนเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้กับฝ่ายจีนที่ยืนยันว่าจะไม่ยอมแพ้ในการติดตามเอาทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปกลับคืนมาให้ได้ ทั้งนี้จากรายงานของเดอะไทม์โดย คริส บาวล์บี (Chis Bowlby) ทายาทของโธมัส วิลเลียม บาวล์บี (Thomas William Bowlby) นักข่าวอังกฤษที่ถูกสังหารโดยฝ่ายจีนในช่วงสงครามฝิ่น

ปัจจุบันผู้คนส่วนหนึ่งเริ่มสำนึกว่า การปล้นชิงทรัพย์ของผู้แพ้ในสงครามไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง รายงานของนิวยอร์กไทม์ระบุว่า ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ออกกฎอย่างเข้มงวดห้ามทหารทำการปล้นทรัพย์ในยามสงคราม ถึงกระนั้นก็ห้ามทหารไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง และเมื่อปีที่ผ่านมา ทายาทของนายทหารอเมริกันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แอบส่งงานศิลปะล้ำค่าของเยอรมันกลับบ้าน ก็ได้ตัดสินใจมอบสมบัติชิ้นนี้คืนให้กับสถานทูตเยอรมนีหลังครอบครัวของเขาได้ครอบครองมันมานานหลายสิบปี

“ผมเก็บมันไว้ไม่ได้” เจมส์ เฮเธอริงตัน (James Hetherington) ลูกเลี้ยงของ พ.ต.วิลเลียม เอส. ออฟเตโบร (Maj. William S. Oftebro) กล่าวทั้งนี้จากรายงานของนิวยอร์กไทม์ “ไม่ว่าเขาจะได้มันมาจากการชนะไพ่โปกเกอร์หรือว่าอะไร ยังไงมันก็เป็นของที่ถูกขโมยมาอยู่ดี”

ที่กล่าวมาทั้งหมด ขอย้ำว่าผู้เขียนมิได้สรุปว่าตราพระราชลัญจกรชิ้นนี้ถูกขโมยหรือปล้นมา เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยว่า ทรัพย์สินที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ (รวมไปถึงโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆด้วย) เหตุใดจึงสามารถไปตกอยู่ในความครอบครองส่วนตัวของเอกชนและสามารถนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ตามสะดวกโดยไม่ต้องเปิดเผยที่มาที่ไป ทำให้ชาวบ้านทั่วไปแทบไม่มีโอกาสที่จะได้ชื่นชมคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของสมบัติชิ้นนี้ อย่างที่นายหน้านักประมูลอวดอ้าง

อ้างอิง:

1. Emperor Kangxi’s imperial seal to be auctioned at Sotheby’s Hong Kong: South China Morning Post

2. Qing emperor Kangxi’s seal fetches HK$81 million at Hong Kong auction: South China Morning Post

3. Sotheby’s sells ‘most important Chinese historical’ artifact for $11.8 in Hong Kong: International Business Times

4. Imperial seal of Emperor Kangxi to be sold at auction: People’s Daily

5. The palace of shame that makes China angry: BBC

6. Who’s to blame for palace of shame?: The Times

7. Returning the Spoils of World War II: Taken by Americans, The New York Times

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.