บทบาทและภาพลักษณ์ใหม่ “พระราชินีไทย” ในยุคโลกาภิวัตน์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2503 (ภาพจากหนังสือ “ประมวลภาพเสด็จฯ เยือน 17 ประเทศ ฉบับทูลเกล้าฯ ถวาย” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ก้าวหน้า พ.ศ. 2503)

ภาพที่คุ้นตาประชาชนไทยส่วนใหญ่ภาพหนึ่ง คงหนีไม่พ้นภาพการเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ต่างๆ เคียงคู่กัน

บทบาทและภาพลักษณ์ของพระองค์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แตกต่างไปจากพระอัครมเหสีองค์ก่อนๆหรือไม่อย่างไร

นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 วีระยุทธ ปีสาลี เขียนถึงบทบาทและภาพลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ ในบทความชื่อว่า “ ‘The King with the Smile at His Side’ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 กับการเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทศวรรษ 2490-2500”

แต่เดิมในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือยุคจารีต เจ้านายทุกพระองค์ทรงดำเนินชีวิตภายใต้กฎมณเฑียรบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชสำนักฝ่ายใน เจ้านายหลายพระองค์จะประทับและรับรองแขกในเขตพระราชฐาน มากกว่าการออกมาสู่พื้นที่สาธารณะพบปะผู้อื่นได้

มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการเก็บพระองค์ของสมเด็จพระอัครมเหสี ความว่า

“พระอัครมเหสีมีช้างพระที่นั่งกับเรือพระที่นั่งสำหรับทรงและมีขุนนางเจ้าพนักงานบำรุงรักษาฉลองพระเดชพระคุณและโดยเสด็จพระราชดำเนิน ยามเสด็จประพาสที่ใดๆ มีแต่เฉพาะนางกำนัลกับขันทีเท่านั้นที่มีโอกาสได้เห็นพระนาง ด้วยพระนางทรงซ่อนพระวรกายจากสายตาของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง

เมื่อเสด็จออกประพาสทางสถลมารคโดยช้างพระที่นั่ง หรือทางชลมารคโดยเรือพระที่นั่งก็ตาม พระนางย่อมประทับในกูบหรือในเก๋งมีพระวิสูตรกั้นพอให้พระนางทอดพระเนตรเห็นอะไรๆได้ แต่บุคคลที่อยู่ภายนอกจะมองไม่เห็นพระโฉมเลย และเพื่อให้เป็นการแสดงความเคารพก็มีธรรมเนียมอยู่ว่า ถ้าแม้เวลาพระนางเสด็จผ่านมา และไม่ทันจะเลี่ยงให้พ้นได้ ก็จะหันหลังให้แก่พระนางและหมอบก้มหน้าลงเสีย”

บทบาทของพระอัครมเหสีเริ่มมีมากขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเริ่มมีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามา เจ้านายจากยุโรปเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีมากขึ้น ราชสำนักจึงลดหย่อนธรรมเนียมลง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี เสด็จต้อนรับแขกเมืองด้วย โดยเสด็จต้อนรับอยู่ในห้องรับแขกส่วนตัวของพระองค์ และมีโอกาสตามเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีในต่างประเทศบ้างในบางวโรกาส แต่ยังคงปฏิบัติพระองค์ตามอย่างเจ้านายแบบจารีตอยู่

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระมเหสีบ่อยครั้งขึ้น กระทั่งเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 วีระยุทธอธิบายไว้ว่า

“รัชกาลที่ 7 ในสมัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับสมเด็จพระอัครมเหสีหลายประการ สังเกตได้จากพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ที่ทรงปฏิบัติพระองค์เช่นเดียวกับสมเด็จพระบรมราชินีในโลกตะวันตก พระราชจริยวัตรหลายประการสะท้อนความเป็นสากล”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนือใน พ.ศ. 2498 (ภาพจากหนังสือ “ราชพัสตราภรณ์” จัดพิมพ์โดยสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ. 2547)การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้พระอัครมเหสีมีบทบาทเคียงคู่กับพระมหากษัตริย์มากขึ้นในการเสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชกรณีกิจต่างๆ และเด่นชัดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภูมิภาค โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่นั้นๆ ด้วย

“การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชพิธีและประทับพระราชอาสน์ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเฉกเช่นสมเด็จพระบรมราชินีในโลกสมัยใหม่”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นกันเองกับราษฎร โดยลดหย่อนจารีตแบบเดิมที่เคร่งครัดในการใช้คำราชาศัพท์ ตามบันทึกของท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ บันทึกไว้ว่า

“ในรายผู้เฒ่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ก็จะทรงเรียกว่า ‘ยาย’ หรือ ‘พ่อเฒ่า’ แม้แต่ภาษาก็ไม่มีราชาศัพท์ มีสิทธิ์พูดทุกอย่างที่อยากพูด บางคนเรียกพระองค์ท่านว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’  เช่น จะกราบบังคมทูลว่า ‘แม่สวยเหลือเกิน ขอให้แม่อายุมั่นขวัญยืนเถิดนะแม่นะ’”

การวางพระองค์อย่างเป็นกันเองของสมเด็จพระบรมราชินีไทยนั้นสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่มิได้ทรงวางพระองค์เป็นนางกษัตริย์แบบจารีตอีกต่อไป ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์เข้าถึงราษฎรได้มากขึ้น โดยเฉพาะราษฎรที่อยู่ต่างจังหวัด

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2503 ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ รับเสด็จ(ภาพจากหนังสือ “สมเด็จพระบรมราชินี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์” จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร พ.ศ. 2547)

นอกจากนั้น ทั้งสองพระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ โดยพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ในแถบเพื่อนบ้านทวีปเอเชีย และต่อด้วยการเยือนยุโรปในปี พ.ศ. 2503 รวมทั้งหมด 14 ประเทศ

วีระยุทธอธิบายถึงเหตุการณ์นี้ว่า “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศแต่ละครั้ง ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งของไทยและต่างประเทศที่ลงข่าวและภาพพระราชกรณียกิจของทั้ง ๒ พระองค์ นับว่าเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างชาติ”

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ  ของทั้งสองพระองค์ เนื่องจากสภาพการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้นอยู่ในยุคสงครามเย็น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศของพระมหากษัตริย์และพระราชินีจึงเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อสภาวะสงครามเย็น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐอเมริกาและโลกเสรี “สถาบันกษัตริย์จึงมีบทบาทสำคัญในการสานสัมพันธไมตรี แสดงอัตลักษณ์ และสร้างตัวตนของไทยในสังคมระหว่างประเทศ”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงมีบทบาทในการตามเสด็จและทรงเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้กับนานาประเทศได้รู้จัก ซึ่งพระองค์ทรงได้รับคำชมเชยทั้งจากรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้สื่อข่าวของทุกประเทศ

การเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 นั้น แสดงให้เห็นถึง “บทบาทใหม่ของสมเด็จพระบรมราชินีของไทยในเวทีนานาชาติ” ซึ่งพระองค์ทรงมีภาพลักษณ์เป็น “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” อีกบทบาทด้วย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ รวมถึงรายละเอียดอีกมากมายที่วีระยุทธชี้ว่านำไปสู่ภาพลักษณ์ของความเป็น “ไทย” ในสายตาชาวโลก และภาพลักษณ์ของความเป็น “แม่” ในสายตาประชาราษฎร์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น คงต้องให้ท่านผู้อ่านติดตามใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนธันวาคมนี้

ปกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม ๒๕๖๐

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.