ตำนาน “ซูสีไทเฮา” ฝึกกามายุทธ์ที่หอนางโลม ควบคุม “หูรูด” เรียนรู้ “กโลบายแสร้งโง่”

ซูสีไทเฮา หรือชื่อเดิมคือ เยโฮนาลา ในช่วงก่อนที่จะถวายตัวรับใช้ฮ่องเต้เสียนเฟิงนั้น นางได้ศึกษาเล่าเรียนวิถีสตรีนางใน ฝึกวิทยายุทธ์ และเคล็ดลับต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นฐานรากไต่เต้าสู่อำนาจเคียงข้างบัลลังก์มังกร

นอกจาก ซูสีไทเฮา จะศึกษาวิทยายุทธ์จากหนังสือ “ความฝันในหอแดง” และ “บุปผาในกุณฑีทอง” ก่อนถวายงานแล้ว นางยังได้ศึกษาและฝึกฝนกับ “บ้านดอกบัวงาม” อีกด้วย ซึ่งน่าจะหมายถึง “หอนางโลม” นั่นเอง

เสถียร จันทิมาธร อธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในหนังสือ “วิถีแห่งอำนาจ ซูสีไทเฮา” (สำนักพิมพ์มติชน, 2560) ดังนี้

กลเม็ดระบำพัด…

เรา [หมายถึง ซูสีไทเฮา] นั่งอยู่ในห้องนอนที่ใหญ่ที่สุด เตียงหลังใหญ่เสาสูงจรดเพดาน ทำจากไม้แดงสลักเป็นลายดอกโบตั๋น มะเขือยาว มะเขือเทศ กล้วย และลูกเชอร์รี ทำให้นึกถึงรูปร่างอวัยวะเพศของทั้งหญิงและชาย

ม่านซักจนขาวสะอาดใส่น้ำหอมจนหอมฟุ้ง กำแพงด้านข้างมีรูปปั้นจำลองวางโชว์อยู่บนชั้นเป็นภาพเทพเจ้าแสดงลีลา วาดลวดลายวิจิตรกามา บางรูปเป็นนางฟ้าอิงซบบนตักเทพ ทำตาพริ้มด้วยความสุข

“ข้าจะสอนกลเม็ดที่เรียกว่าระบำพัดเพื่อมัดใจชายให้” นางเปิดหีบหยิบหมอนกลมสีชมพูใบเล็ก เงินกระดาษ 1 ปีก และ ไข่ 1 โหล วางบนถาดไม้ไผ่แล้วบอก

“ข้าจะวางของพวกนี้เรียงซ้อนกัน เงินกระดาษอยู่ล่างสุด หมอนอยู่ตรงกลาง ไข่อยู่บนสุด แล้วเจ้านั่งลงบนกองนั้น ภายใน 1 นาทีเจ้าต้องทำให้ปีกเงินคลี่ออกมาเป็นรูปพัดให้ได้โดยที่ไข่ไม่แตก”

นางดีดนิ้ว ดรุณีวัยกำดัด 2 นางเดินออกจากประตูด้านข้าง สวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดดิ้นบาง ถ่มเม็ดดอกทานตะวันลงบนพื้นแล้วปีนขึ้นเตียง กางขานั่งยอง ๆ เหมือนแม่ไก่กำลังกกไข่ เจ้าของบ้านดีดนิ้วอีกครั้ง 2 ดรุณีวัยกำดัดก็เริ่มบิดบ้ายส่ายก้น

ฉันถามว่าทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร คำตอบจากหญิงเจ้าของบ้านคือ “มันจะทำให้เจ้ามีกำลังที่จะควบคุมร่างกายของเจ้า มันจะช่วยให้มีความไวที่หูรูดของเจ้า”

“หูรูด”

“ทำตามที่ข้าแนะนำแล้วเจ้าจะเข้าใจเอง เมื่อเจ้าฝึกฝนจนชำนาญ เจ้าจะทำให้ชายมาหมอบที่แทบเท้าของเจ้า เขาจะจดจำชื่อเจ้าไว้ไม่มีวันลืม”…

“ทุกวันเจ้าจะต้องนั่งท่ายอง ๆ บนไข่แล้วหัดโยกสะโพก หลังจากที่เจ้าฝึกได้ 3 เดือน ที่หูรูดก็จะหนาขึ้น อูมขึ้นกว่าผู้หญิงทั่วไป นั่นแหละเจ้าจะทำให้พวกผู้ชายคลั่งไคล้เจ้าเวลามีอะไรกัน พวกเขาจะยอมตายเพื่อเจ้า”…

“ไปดูผลงานที่พวกนางทำไว้สิ” นางหยิบเอาไข่กับหมอนออก สิ่งที่เห็นตรงหน้านั้นคือ รูปพัดซึ่งคลี่ออกอย่างสวยงาม กองเงินตั้งนั้นได้เปลี่ยนเป็นรูปพัดอันคลี่อย่างเต็มที่ตามต้องการ “เอาละ ลองทำดูด้วยตัวเอง”

ฉันตัวแข็งทื่อ สาว ๆ อาสามาช่วยฉันถอดเสื้อผ้า ฉันรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นคนโง่เง่า ร่างกายเกร็งไปหมด

“อนาคตของเจ้าขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้า” เสียงของนางราบเรียบ “เจ้าจะต้องทำให้ผู้ชายเห็นว่า เจ้าเป็นของวิเศษ มิเช่นนั้นแล้วเขาก็จะไม่กลับมา”

ซูสีไทเฮา และราชสำนักฝ่ายใน รวมถึงขันที
นางพาฉันไปที่เตียงแล้วจัดให้อยู่ในท่านั่งยอง ๆ …เริ่มจาก ฉันนั่งท่ายอง ๆ เหมือนไก่ เป็นท่าอันดูทุลักทุเลมากจน 2 ขาเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยขึ้นมาทันที ฉันขยับบิดสะโพกเป็นวงกลม แต่เมื่อเรือนร่างสัมผัสกับไข่ทำให้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ พยายามบังคับมิให้เข่าและข้อเท้าสั่น

“ทำต่อไป” เจ้าสำนัก “บ้านดอกบัวงาม” เอื้อมมือไปจับถาดไข่ซึ่งวางอยู่ใต้ก้นฉันเพื่อไม่ให้มันขยับขับเคลื่อน พลางสำทับ “จะให้เก่งต้องฝึกบ่อย ๆ”

“ข้าไม่มีเวลา” โยกสะโพกไปมาและเริ่มรู้สึกเหนื่อย “ข้ามีเวลาแค่ 10 วัน”

“เจ้าจะต้องเสียสติแน่ที่คิดว่าจะฝึกให้สำเร็จภายใน 10 วัน” “ถ้าข้าไม่บ้าก็คงไม่มาที่นี่หรอก”

“ข้าเข้าใจ แต่ข้าต้องทำให้เสร็จก่อน” ก่อนจบประโยค นางก็หยุดเพราะได้ยินเสียง “แคร็ก” มาจากบั้นท้ายของฉัน ไข่นั่นเอง ฉันทำมันแตก

เจ้าสำนัก “บ้านดอกบัวงาม” หยิบผ้ามาเช็ดก่อนไข่แดงจะหกเลอะเทอะ แล้วรีบหยิบไข่ใบใหม่เข้าเปลี่ยนแทน ฉันกลับมานั่งในท่าเดิม ใช้ 2 มือช่วยประคองการทรงตัว มีความรู้สึกว่าร่างกายเหมือนเป็นวัตถุแปลก ๆ ชิ้นหนึ่ง เริ่มโยกตัว ฝืนทนอาการปวดกล้ามเนื้อที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

“เวลา 10 วันก็คือการทรมานตัวเราดี ๆ นี่เอง” นางชื่นชมความเข้มแข็งของฉัน “เจ้าต้องพักผ่อน เจ้าคงไม่อยากจะทำไข่แตกอีกเป็นแน่”…

นี่เป็นหนึ่งในวิทยายุทธ์ที่ซูสีไทเฮาได้เรียนรู้จากสตรีนางหนึ่งจากหอนางโลม ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าสำนักแห่งนี้ เจ้าสำนักยังสอนอีกว่า

“อย่าไปสนใจหน้าตาหรือนิสัย ไม่ต้องใส่ใจเรื่องมารยาท จงเตรียมตัวให้พร้อม คือว่าเขาอาจจะมีรูปร่างใหญ่กำยำเหมือนหมีหรือมีกลิ่นเหม็นสาบ น้องชายของเขาอาจมีขนาดเล็กเท่าผลลูกนัต หรือจะมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่าแครอต พวกเขาก็ต้องการที่จะได้รับการปรนเปรอ เอาอกเอาใจ ก่อนที่จะถึงซึ่งความพอใจ

สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือ ให้ความสนใจกับอารมณ์ความรู้สึกของเขา จดจำภาพวาดในนี้ให้ดี มันจะช่วยทำให้เกิดความอัศจรรย์ ดูภาพที่ชายคนนั้นเคล้าคลึงหน้าอกสาวราวกับมันเป็นลูกท้ออันแสนหวานเอาไว้ กรอกเสียงหวานชื่นชมเขาที่ 2 หูข้าง ๆ ไม่ต้องพูดแค่ทำเสียงให้เขารู้ว่าเขานั้นสุดแสนวิเศษนักก็เพียงพอแล้ว”

และวิทยายุทธ์ที่เจ้าสำนักหอนางโลมบอกซูสีไทเฮาอีกเรื่องคือ “กโลบายแสร้งโง่”

ยังมีอีก ยังมี “เคล็ดวิชา” ที่เจ้าสำนักเปิดเผยให้ นั่นก็คือ “ผู้หญิงที่พยายามจะแสดงว่าตัวเองฉลาดมีมันสมองล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยถูกทิ้งแน่ ไม่มีการยกเว้น”

“ทำไม”

“ทำไมนะเหรอ ก็ผู้ชายเกลียดการท้าทาย มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า”

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควรทำเป็นโง่”

เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ที่ เสถียร จันทิมาธร ยกมาไว้ในหนังสือ “วิถีแห่งอำนาจ ซูสีไทเฮา” มีที่มาจากหนังสือ “Empress Orchid” หรือชื่อไทยคือ “ซูสีไทเฮา ราชินีดอกกล้วยไม้” เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สะท้อนชีวิตของซูสีไทเฮา ตีแผ่เรื่องฉาวในราชสำนัก และการต่อสู้เชือดเฉือนเพื่อไต่เต้าสู่อำนาจ ประพันธ์โดย อันฉี หมิน (Anchee Min)

แม้ในนวนิยายจะบอกเล่าเรื่องราวเป็นฉาก ๆ จนดูจะมีความเป็นจริงอยู่น้อยมากก็ตาม แต่น่าเชื่อว่าวิทยายุทธ์ที่ซูสีไทเฮาต้องมีติดตัวไว้เฉกเช่นเดียวกับสตรีในราชสำนักก็คือ การปรนนิบัติเอาใจหรือการยกย่องบุรุษ กโลบายแสร้งโง่ จึงไม่หนีจากความเป็นจริงนัก

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.