“สุภาพบุรุษ” สไตล์ตะวันตก เดินทางเข้ามาสยามเมื่อใด

สังคมไทยยุคต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดว่าเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของวัฒนธรรม โดยวัฒนธรรมจากตะวันออกที่ไทยรับมาตลอดอย่างเขมรและอินเดียได้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลง ขณะที่ความตื่นตัวของวัฒนธรรมตะวันตกจากปฏิกิริยาของชนชั้นปกครองกำลังเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ภายหลังจากที่สยามมีสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางตะวันตกอย่างเช่น อังกฤษ และฝรั่งเศสแล้วนั้น สังคมไทยก็ได้มีการปรับเปลี่ยนค่านิยม ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตให้มีลักษณะคล้ายกับประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก ที่กำลังจะเข้ามามีความสำคัญต่อสยาม

นอกจากความทันสมัยจะเข้ามาทำให้สภาพบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง โดยสอดรับกับนโยบายการเปิดประเทศที่เกิดขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วนั้น ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนรวมทั้งการให้สิทธิเสรีภาพแก่ผู้หญิง ตั้งแต่ชนชั้นปกครองสู่ชนชั้นชาวบ้าน

ความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เปิดกว้างขึ้นนั้น ปรากฏในประกาศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายฉบับนี้ เช่น ประกาศให้หญิงราชสำนักสามารถถวายบังคมลาได้ รวมไปถึงประกาศเกี่ยวกับการไม่ให้เอารัดเอาเปรียบผู้หญิงชนชั้นชาวบ้านกรณีของอำแดงเหมือน [1] อำแดงจัน [2] ฯลฯ

ขณะเดียวกันก็ยังแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยในเวลานั้นยังคงเป็นสังคมแบบปิตาธิปไตยหรือผู้ชายเป็นใหญ่ โดยให้ผู้ชายมีอำนาจในการครอบครอง เรือนร่างและจิตใจของผู้หญิงนับตั้งแต่บิดาจนมาถึงสามี นับว่าเป็นการไม่ให้ความยุติธรรมและความชอบธรรมแก่ผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีความคิดเรื่อง “ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน” ผลิตซ้ำออกมาผ่านทางกฎหมาย จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้ยกเลิก

เมื่อกระแสความคิดจากวัฒนธรรมตะวันตกที่ส่งเสริมค่านิยมเกี่ยวกับ “ผัวเดียวเมียเดียว” เข้ามาในสยามสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัญญาชนและขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยนั้นอย่าง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จึงได้โต้แย้งระบบดังกล่าวกลับไปโดยให้เหตุผลว่า ธรรมชาติของชายและหญิงต่างกัน ผู้หญิงมีราคะจริต สามารถกระทำการใดๆ ได้โดยไม่ยั้งคิด ขณะที่ผู้ชายมีความอดกลั้นมากกว่า ผู้หญิงจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชาย และทำให้ผู้ชายสามารถมีเมียได้หลายคน เพราะมีความอดกลั้น ไม่ทำร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง [3]

ก่อนที่กระแสความคิดเรื่องตัวเดียวเมียเดียวจะแพร่หลายขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่เทียนวรรณ ปัญญาชนในสมัยนั้น ชี้ให้เห็นและต่อต้านผ่านข้อเขียนของเขา และเด่นชัดขึ้นอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจะเห็นได้จากการที่พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยว่าการที่ผู้ชายสยามมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติ แม้ว่าในท้ายที่สุดพระองค์จะไม่อาจทรงปฏิบัติตามพระราชดำริเกี่ยวกับ “ผัวเดียวเมียเดียว” ได้ เพราะต้องทรงอภิเษกสมรสกับผู้หญิงหลายคนเพื่อการมีพระราชโอรสสืบราชสมบัติอันเป็นแบบแผนตามขัตติยะประเพณี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่นี้ว่าเป็นธรรมเนียมที่ไม่ทันสมัย ดังจะเห็นว่าในสมัยของพระองค์ นอกจากจะมีการส่งเสริมสถานะของสตรีในด้านต่างๆ เช่น การให้ผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงในราชสำนักได้ออกงานสมาคม นอกจากนี้ยังมีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย

สังคมไทยแต่เดิมกำหนดรูปลักษณ์ของผู้หญิงให้มีลักษณะคล้ายกันกับผู้ชาย ส่วนหนึ่งเพราะความคิดที่มาจากการประกอบสร้างของสังคมที่ว่า เมื่อเกิดสงครามผู้หญิงจะต้องอำพรางกายให้เหมือนผู้ชายเพื่อป้องกันการถูกข่มเหงรังแกจากข้าศึกศัตรู และเพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้หญิงในยามศึกสงคราม [4] จึงจะไม่สามารถจำแนกจากรูปลักษณ์ภายนอกได้ว่าใครคือชายและใครคือหญิง

ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในมายาคติที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับความคิดกระแสหลักของสังคมไทยในขณะนั้น นั่นก็คือความคิดแบบปิตาธิปไตยก็เป็นได้ กล่าวคือการที่ผู้หญิงต้องมีรูปลักษณ์ดังกล่าวก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงประพฤติตนไม่ดี จึงต้องมีการบังคับให้ผู้หญิงตัดผมสั้นและมีฟันที่ดำ [5] ทั้งนี้ ผู้ชายไทยเชื่อว่ารูปลักษณ์ดังกล่าว นอกจากจะเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ผู้หญิงประพฤติตนในทางที่ไม่สมควรแล้ว ยังเป็นเครื่องหมายแสดงถึง “ความสุภาพแห่งหญิง” [6] อีกด้วย

การไว้ผมยาวของผู้หญิงไทยจึงเพิ่งจะเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่มาปรากฏชัดเจนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เนื่องจากเวลานั้น กระแสความคิดเกี่ยวกับการควบคุมร่างกายของผู้หญิงเริ่มปรากฏอย่างเด่นชัดมากขึ้น นับตั้งแต่พฤติกรรมทรงผมจนมาถึงเครื่องแต่งกายของผู้หญิง อีกทั้งยังเป็นพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยที่โปรดให้ผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงในราชสำนักไว้ผมยาว เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องหมายแห่งความรุ่งเรืองของบ้านเมืองผ่านสภาพของผู้หญิงที่พ้นจากการกดขี่ไม่ให้เปิดเผยความงามตามธรรมชาติโดยผู้ชายแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างชาติด้วยการชักจูงใจให้เห็นว่าชาติที่มีความเจริญแล้วย่อมส่งเสริมการแสดงออกทั้งการแต่งกาย การสมาคมของสตรี [7] เป็นต้น

จากหลักฐานข้างต้น แม้เป็นเพียงข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับการให้ภาพของความเป็นชายก่อนที่ความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษจะเข้ามา แต่ก็ทำให้พอมองเห็นว่าความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ชายในสังคมไทยก่อนหน้านี้ คือการที่ผู้ชายมักแสดงความเป็นชายผ่านอำนาจการควบคุมครัวเรือน รวมทั้งควบคุมผู้หญิงผ่านพฤติกรรม จิตใจ และเรือนร่าง เพื่อแสดงถึงความเป็นใหญ่ของผู้ชายในสังคม นับว่าเป็นความคิด และการปฏิบัติทางสังคมมาโดยตลอด จนมาถึงช่วงที่ความเป็นชายแบบ “สุภาพบุรุษ” เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทย

สังคมไทยรู้จักภาพของสุภาพบุรุษมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชนชั้นปกครองเริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมจากตะวันตกที่เข้ามาในสังคมสยาม โดยยุคแรกๆ ชนชั้นปกครองมักจะเข้าใจว่าสุภาพบุรุษคือการแสดงพฤติกรรมของผู้ชายที่มีคุณธรรมและมีหลักในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกับชาวตะวันตก รวมไปถึงการแสดงมารยาททางสังคมของผู้ชายเวลาเข้าสมาคม ดังเช่นการเดินคล้องแขน การเดินเคียงคู่เพื่อให้เกียรติหญิง การลุกขึ้นโค้งคำนับและจับมือเพื่อแสดงความสุภาพแก่เพศเดียวกันและเพศตรงข้าม [8] ทั้งยังเป็นวิธีการแสดงมารยาทที่ผู้ชายตะวันตกต้องปฏิบัติต่อผู้หญิงตะวันตก

การแสดงพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้แม้จะเป็นสิ่งที่แปลกในสายตาของชนชั้นปกครองสยามรวมถึงผู้ที่ได้พบเห็น แต่ชนชั้นปกครองกลับเห็นว่าน่าจะเป็นธรรมเนียมที่นิยมกระทำกันในชาติที่มีความทันสมัยแล้ว โดยเกิดขึ้นในระยะที่กระบวนการความทันสมัยที่เป็นบรรทัดฐานวัดคุณสมบัติของชาติและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในเวลานั้นกำลังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์ตลอดจนการปรับอัตลักษณ์ของชนชั้นผู้นำสยามเป็นอย่างยิ่ง

เป็นครั้งแรกที่ชนชั้นปกครองในสังคมไทยเวลานั้น ได้เห็นภาพของการที่ผู้ชายรู้จักให้เกียรติผู้หญิง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นแรกที่กล่าวถึงลักษณะความเป็นชายแบบใหม่ของผู้ชายในสังคมไทย ก็คือประกาศในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สาระของข้อความนั้นกล่าวถึงกรณีที่ข้าราชการฝ่ายในกราบบังคมลาและไปเป็นนางห้ามหรือภรรยาในขุนนางคนใด โดยเฉพาะข้อความที่ว่า

“ผู้หญิงที่เป็นเมียข้าพเจ้าอยู่ก่อนลาออกไปมีผัวอยู่ข้างนอกก็หลายคน ผัวของหญิงเหล่านั้นกับข้าพเจ้าก็ดีกันหมด ไม่ได้ขัดเคืองกระดากกระเดื่องกับใคร คนที่เป็นเมียข้าพเจ้าอยู่ก่อน บางคนมีผัวใหม่แล้วกลับมาหาข้าพเจ้าก็พูดจาด้วยดีอยู่” [9]

การแสดงลักษณะความเป็นชายแบบ “สุภาพบุรุษ” ในสังคมไทยระยะแรก จนกระทั่งความเป็นชายแบบ “สุภาพบุรุษ” เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจาก สหโรจน์ กิตติมหาเจริญ. สยาม เยนเติลแมน, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2563

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.