ต่างชาติว่าคนไทยรักเสี่ยงโชค? ดูสารพัดการพนันสมัยคุณปู่ ถึง “ลอตเตอรี่” ในปัจจุบัน

ภาพบรรยากาศเล่นการพนันสมัยรัชกาลที่ 5 จัดฉากถ่ายภาพโดยชาวต่างชาติ (ภาพจากหนังสือ “สังคมไทยสมัยรัชกาลที่ 5” กรมศิลปากร)

เอกสารของชาวต่างชาติกล่าวถึงคนไทยเกี่ยวกับการพนันว่า คนไทยรักการเล่นการพนันมากทีเดียว และบางคนก็ยอมขายลูกขายเมียก็มี

การพนันดั้งเดิมของคนไทยมีตั้งแต่ ชนไก่ กัดปลา แข่งเรือ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการพนันแปลกๆ เช่น เล่นเด็ดปลีกล้วย, แทงห่วง, กอบข้าวสาร แต่ไม่ทราบว่าเขาเล่นกันอย่างไร

หากการพนันที่คนไทยติดกันงอมแงมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นนำเข้ามาจากจีนมานั่นก็คือ ไพ่

คนไทยเรานิยมเล่นไพ่มาตั้งแต่ครั้งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่พบว่ามีพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2337 ในรัชกาลที่ 1 มีคำว่า “ไพ่งา”

ท่านผู้รู้ภาษาจีนว่าคำไทยที่เรียกว่าไพ่นั้นน่าจะมาจากภาษาแต้จิ๋วว่า ไป๊ หรือไม่ก็ภาษากวางตุ้งว่า ผ่าย ส่วนที่เรียกว่า ไพ่ผ่องนั้น คำว่าผ่อง นั้นบางท่านว่ามาจากภาษาแต้จิ๋ว พ้องไป๊  ภาษาแต้จิ๋วอ่านว่าผ่ง แปลว่าพบ อย่างเช่นมีไพ่อย่างเดียวกันอยู่สองตัวแล้ว เมื่อพบอีกตัวหนึ่งก็จะร้องว่า ผ่ง แปลง่ายๆ ก็ว่าเจออีกตัวแล้ว แต่ไทยเรียกกลับเป็น ไพ่ผ่อง ซึ่งเข้าใจว่าการเล่นไพ่แบบนี้ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกกันว่าไพ่ผ่อง หรือไพ่อตองตามวิธีที่เล่น

การเล่นไพ่ของคนไทยแพร่หลายมาก พวกขุนนางข้าราชการก็คงเล่นกันจนเป็นนิสัย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอได้ทอดพระเนตรเห็นพวกมหาดเล็กเล่นไพ่บนดาดฟ้าเรือ ทรงขัดเคืองมีพระบรมราชโองการให้นำพวกเล่นไพ่ไปปล่อยไว้บนฝั่ง ส่วนหมื่นวิเศษเจ้าของไพ่ให้ลงพระราชอาญา 30 ที

ชาวบ้านกำลังเล่นถั่ว (ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา)

การพนันที่จีนนำเข้ามาเผยแพร่ให้คนไทยเล่นกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเล่นถั่ว  เข้าใจว่าจะนำมาเผยแพร่แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีเรื่องปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จไปตีเมืองนครศรีธรรมราชบรรดาพวกฝีพายทนายเลือกได้ทรัพย์สินเป็นอันมาก จึงทรงพระกรุณาให้เล่นให้สนุกและให้เล่นถั่วหน้าพระที่นั่งกระดานละ 50 ชั่ง 100 ชั่งบ้าง เป็นที่สนุกสนานยิ่งกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ก็จะมี โป ที่เข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 2 หรือรัชกาลที่ 3

การพนันของจีนอีกอย่างที่แพร่หลายก็คือ “หวย”

เหตุที่มีการเล่นหวยในเมืองไทยนั้น เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 3  เกิดข้าวยากหมากแพงถึง 2 ปีติดๆ กัน คนไม่มีเงินก็มารับจ้างทำงานแลกเอาข้าวไปกิน เงินตราก็พลอยงวดหายไปจากตลาด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสงสัยว่าเงินตราทำออกมามากมายแต่หายไปข้างไหนหมด เข้าพระทัยว่ามีคนเอาเงินตราไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขาย จึงโปรดให้จับเอาฝิ่นมาเผาเป็นอันมาก

ในที่สุดจีนหง หรือ เจ๊สัวหง (ภายหลังได้เป็นนายอากรสุรามีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีไชยบาน)ได้เข้าเฝ้ากราบทูลว่า เงินตรานั้นยังมีอยู่มากไม่ได้หายไปข้างไหน พวกราษฎรเอาใส่ไหฝังดินไว้ไม่ยอมเอาออกมาใช้ ถ้าจะเรียกเอาเงินขึ้นมาใช้ก็ต้องออกหวยเหมือนอย่างในเมืองจีน

คำกลอนและภาพประกอบของตัว “หวย” แต่ละตัว ในการเล่นหวย ก.ข., (มุมขวาบน) หวย ก.ข. จัดแสดงในนิทรรศการของดีมีมาอวด ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ภาพจาก คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด)
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้จีนหงออกหวยขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2378

เมื่อหวยมาจากจีน ตัวหวยในแผ่นป้ายจึงเป็นรูปคนที่สมมติเป็นตัวหวยอย่างหนึ่ง และเขียนชื่อเป็นภาษาจีนบอกชื่อตัวหวยครั้นนำเข้ามาเมืองไทย คนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก จึงต้องเขียนอักษรไทยกำกับไว้โดยใช้ พยัญชนะ ก ข ค เรียงไปตามลำดับ แต่ตัดทิ้งไปเสีย 8 ตัว คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ จึงเหลือเพียง 36 ตัว เป็นเหตุให้คนไทยเรียกการพนันชนิดนี้ว่า หวย ก ข

สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะเลิกอาการหวย แต่ก็ทรงเกรงว่ารายได้แผ่นดินจะหามาชดเชยกันไม่ทัน จึงเพียงแต่ผ่อนลดบ่อนเบี้ยให้มีน้อยลงตามลำดับ (และเลิกอากรหวย ก ข อย่างเด็ดขาดในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่  1 เมษายน ปีมะโรง พ.ศ. 2459)

ในระหว่างที่คนไทยยังเล่นหวย ก ข อยู่นั้น มีชาวต่างประเทศกับขุนนางไทยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็กออกลอตเตอรี่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2417  คราวนี้เป็นการออกลอตเตอรี่ตามแบบยุโรป

ผู้ถูกรางวัลให้รับเป็นสิ่งของที่มีราคาเท่ากับเงินรางวัลแทน หรือถ้าจะรับเป็นเงินสดก็จะถูกลด 10 เปอร์เซนต์ ผู้อำนวยการออกลอตเตอรี่ครั้งแรกนั้นคือ นายเฮนรี่ อาลาบาศเตอร์ ผู้เป็นต้นตระกูล “เศวตศิลา”

หวยเบอร์หรือลอตเตอรี่สมัยก่อนออกเป็นครั้งคราวตามความจำเป็นที่ต้องการเงินไปใช้ในราชการเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นครั้นต่อมาเห็นว่ารายได้จากลอตเตอรี่ช่วยในด้านงบประมาณแผ่นดินได้ก็เลยออกมาเป็นอาชีพต่อมาเรียกว่า “สลากกินแบ่งรัฐบาล”

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.