จิตรกรรมฝาผนัง ณ อาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ : หลักฐานประวัติศาสตร์ใหม่ของ “ศิลปวัฒนธรรม”

อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตั้งอยู่ช่วงถนนวิภาวดีรังสิต บรรจบกับถนนพหลโยธิน อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

กราบเรียน บรรณาธิการที่นับถือ

เป็นที่ทราบกันดีแล้วสำหรับนักประวัติศาสตร์และผู้สนใจวิชาประวัติศาสตร์ว่า การแสวงหาหลักฐานเพื่อจำลองภาพในอดีตเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะวิชาประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีระบบระเบียบ แบบแผน และวิธีการที่ซับซ้อน ภาพในอดีตจะมีความถูกต้องและแม่นยำมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่ที่หลักฐานที่ผู้ศึกษาค้นคว้าจะแสวงหามาได้ และตีความได้ตรงกับความจริงมากที่สุดเท่านั้น

ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่งหลักฐานประเภทนี้เป็นภาพเขียนที่เกี่ยวเนื่องด้วยสถาบันกษัตริย์ พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม เป็นหลักฐานทางกายภาพที่สื่อความหมายอย่างเจตนาที่สุด ทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกที่พิเศษกว่าการใช้หลักฐานลายลักษณ์อักษร คือ สามารถให้ความงดงามที่เป็นสุนทรียภาพ ให้ความเพลิดเพลิน ทำให้เกิดมโนภาพที่กว้างไกล และสะท้อนสังคม สิ่งแวดล้อม ขนบประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนไทย ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย

“การสลายตัวของราชอาณาจักรอยุธยา” ภาพจิตรกรรมภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ และสำเนาภาพถูกตีพิมพ์ประกอบบทความของ คุณปรามินทร์ เครือทอง และ ศ. ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร (ราชบัณฑิต) ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๗ และเป็นภาพเปิดของแต่ละบทในหนังสือ “SHUTDOWN กรุงศรี” ของ คุณปรามินทร์ เครือทอง

ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาตินี้ มีกลุ่มภาพสำคัญทั้งหมด ๑๐ ภาพ ในประเด็นสำคัญของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่ยุคก่อตั้งบ้านเมืองและเข้าสู่ยุคใหม่ ผลงานสร้างสรรค์ของ ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยรังสิต ถือได้ว่าเป็นภาพต่อเนื่องเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมา คนที่เป็นแฟนคลับ “นิตยสารศิลปวัฒนธรรม” รวมถึง “ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ” จะเริ่มพบว่าทางกองบรรณาธิการและคอลัมนิสต์ได้เริ่มพยายามนำสำเนาภาพจิตรกรรมเหล่านี้มาลงตีพิมพ์เผยแพร่เป็นภาพเปิดบทความและภาพประกอบเนื้อหา นั่นคือภาพสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ บ้านเมืองถึงคราววิบัติล่มสลาย บ้านแตกสาแหรกขาด (ซึ่งเป็นกลุ่มภาพที่ ๕ ในพื้นที่จัดแสดง) เช่น บทความเรื่อง “พม่า Shutdown กรุงศรี ใครหนี ใครสู้?” ของ คุณปรามินทร์ เครือทอง บทความเรื่อง “ ‘อยุธยาพิโรธใต้ เพลิงกัลป์’ : บันทึกของผู้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อเสียกรุงครั้งที่ ๒” ของ ศ. ดร. นิยะดา เหล่าสุนทร (ราชบัณฑิต) รวมถึงในหนังสือ “SHUTDOWN กรุงศรี” ของ คุณปรามินทร์ เครือทอง ด้วย

ซึ่งภาพเหล่านี้ค่อนข้างดูจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่กว่าภาพบางภาพ เช่น ภาพจากหนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดาร ภาพจากหนังสือกระบวนพยุหยาตรา ประวัติและพระราชพิธี ภาพลายเส้นฝีมือชาวตะวันตกที่แสดงความรกร้างของวัดวาอารามในพระนครศรีอยุธยา หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก และภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายในหอราชกรมานุสรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นต้น ซึ่งเราค่อนข้างเห็นกันบ่อยแล้วตามหน้าหนังสือต่างๆ

ต้องขอชื่นชมทางนิตยสารศิลปวัฒนธรรมที่พยายามนำหลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้มาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับรู้เพราะน้อยคนนักที่จะรู้จัก บางคนแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนุสรณ์สถานแห่งชาติอยู่ที่ไหน ซึ่งคนที่นั่งรถทัวร์ปรับอากาศจากต่างจังหวัดมาจากภาคเหนือและภาคอีสานจะเข้ากรุงเทพมหานครทางถนนวิภาวดีรังสิตก็จะต้องนั่งรถผ่านอนุสรณ์สถานแห่งชาติด้วยกันทุกคน (ยกเว้นจะลงก่อน)

แต่เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันนี้ก็หาคนที่สนใจเรื่องราวในอดีตจริงๆ ก็คงจะยากเต็มที เพราะมัวแต่มุ่งความสนใจไปแต่เรื่องเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ต่างๆ มากกว่า แม้กระทั่งบางภาพในอาคารภาพปริทัศน์แห่งนี้เคยถูกนำมาใช้ในกิจกรรมตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ไทย แต่เด็กส่วนใหญ่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นภาพอะไร เนื่องจากไม่คุ้นชินและไม่เคยเห็น

ภาพที่นำมาใช้นี้เป็นภาพที่เขียนขึ้นโดยคนรุ่นใหม่ที่เกิดหลังจากเหตุการณ์นานมาก จะบอกว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นร่วมสมัยก็คงไม่ได้ แต่ขอจัดอยู่ในหลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ประเภทหลักฐานทางศิลปกรรมแทน มีองค์ประกอบของงาน กล่าวคือ สิ่งที่ศิลปินใช้ในการผลิต เช่น สี ที่มีความฉูดฉาดคมชัดน่าสนใจเนื่องจากเป็นของใหม่ มีรูปลักษณะของงาน หรือพูดง่ายๆ คือ เนื้อหาที่นำเสนอตรงกับหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรองที่มีมาก่อนหน้านี้ และวัตถุประสงค์ของงาน คือ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เพื่อมุ่งให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องในอดีตและจะไม่ทำให้กรณีนี้เกิดขึ้นอีก เห็นคตินิยม ขนบประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธาที่ประสานสัมพันธ์กับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ

ทั้งนี้เนื่องจากศิลปินผู้สร้างเจตนาที่จะเสนอผลงานของตนต่อบุคคลร่วมสมัยเป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ของสำนัก “ศิลปวัฒนธรรม” พยายามจะสกัดกระแสความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละยุคแต่ละสมัยออกมาได้จากหลักฐานศิลปกรรมประเภทต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการใช้ประกอบขยายความหลักฐานประเภทที่เป็นลายลักษณ์อักษรอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ภาพวาดการสลายตัวและความรกร้างของอยุธยาที่ “คุ้นเคย” ที่ถูกนำมาตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมอยู่บ่อยครั้ง

ทั้งนี้ผมขอเสนอแนะทางกองบรรณาธิการเพิ่มเติมว่า ควรที่จะมีการนำภาพจิตรกรรมอื่นๆ ในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ มาใช้ประกอบบทความ เพราะมีประเด็นที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทุกภาพเลย เนื่องจากทางสำนักศิลปวัฒนธรรมได้นำเสนอเกี่ยวกับประเด็นเรื่องชนชั้นนำสยามในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเรื่องเกี่ยวกับศูนย์กลางราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ค่อนข้างสม่ำเสมอแทบจะทุกๆ เดือนอยู่แล้ว เพื่อที่จะให้เด็กและเยาวชนได้รับรู้ว่าภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ที่พวกเขานั่งรถผ่านเสมอๆ เมื่อเข้าเมืองหลวงนั้นก็มีดีอยู่เช่นกัน

มีภาพประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สวยงามควรค่าแก่การศึกษาไม่แพ้ภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติตามวัดวาอาราม หรือแม้กระทั่งภาพจิตรกรรมตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ภายในวัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ขึ้นเป็นภาพปกหนังสือเรียนภาษาไทยอยู่หลายครั้ง ซึ่งพวกเขาได้เห็นบ่อยจนชินตาอยู่แล้ว (แม้จะไม่อ่าน แต่ก็เปิดดูภาพก็ยังดี)

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์บางเรื่องราวอาจได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวันนี้ และอาจบกพร่องหรือผิดพลาดได้ในวันพรุ่งนี้ เมื่อมีการตีความใหม่ที่ดีกว่า หรือพบหลักฐานใหม่ที่ทำให้เกิดความถูกต้องกว่า ดังนั้น จึงไม่สมควรยึดถืออย่างหนึ่งอย่างใดว่าถูกต้องตายตัว ต้องเปิดช่องสำหรับข้อมูลใหม่ และการตีความที่ใหม่กว่าเสมอ กระทั่งแนวทางของบทความวิชาการทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทยทุกวันนี้ก็อาจจะล้าสมัยได้เมื่อมีแนวทางอื่นที่ดีกว่า

ดังนั้นจึงควรติดตามความเคลื่อนไหวที่ปรากฏอยู่ทุกวันควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสำนัก “ศิลปวัฒนธรรม” ก็ได้พยายามที่จะเดินตามรอยเส้นทางหนึ่งของการแสวงหาหลักฐานใหม่ๆ มาเรียบเรียงและประดับบัญชรของหน้านิตยสารเพื่อถ่ายทอดสู่ผู้อ่านตลอดมาอยู่แล้ว จิตรกรรมในอาคารภาพปริทัศน์จึงเป็นดังที่กล่าวมา

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.