ฤๅ “หงส์ทองคำ” จากกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จะใช้บรรจุกำยาน?

หงส์ทองคำจากกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ เป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมขนาดกะทัดรัดที่ผสานทั้งการออกแบบและรูปทรงอันดูงดงาม แปลกตา เข้ากับคติสัญลักษณ์ในฐานะที่หงส์เป็นสัตว์ชั้นสูงพาหนะของพระพรหมได้อย่างกลมกลืน ลำคอของหงส์ตลอดจนถึงปากกลวง สามารถถอดออกได้แยกจากลำตัวซึ่งเป็นรูปรีงอนช้อยขึ้นภายในท้องหงส์ก็กลวงเช่นกัน น่าเสียดายที่ปีกซึ่งเป็นฝาปิดด้วยในตัวสูญหายไปแล้ว ขาหงส์พับแนบกับท้องรองรับด้วยแท่นสี่เหลี่ยมแบนเหมือนเคยตั้งประกอบอยู่กับฐานอีกชั้นหนึ่งที่สูญหายไปแล้วเช่นกัน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหงส์ทองคำคงสร้างขึ้นสำหรับบรรจุอะไรบางอย่าง ซึ่งสามารถถ่ายเทให้ไหลจากลำตัวออกมาทางปากได้

โดยทั่วไปเราจะนึกถึง “ของเหลว” ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นจัณฑ์ น้ำเสวย น้ำหอม น้ำสำหรับทรงหลั่งทักษิโณทก น้ำสุหร่ายสำหรับประพรม น้ำมนต์ หรือไม่ก็คล้อยตามจินตภาพจากภาพยนตร์สุริโยไทว่าเคยบรรจุปรอทถวายสุกำพระบรมศพกษัตริย์อยุธยา บางท่านก็เสนอว่าบรรจุ “ของแข็ง” อย่างหมาก มีอยู่ท่านหนึ่งให้ความเห็นที่น่าสนใจว่าตัวของหงส์ตื้นเกินไปที่จะบรรจุของเหลว
ไม่ให้กระฉอกได้

ในที่นี้คล้อยตามความเห็นดังกล่าวว่าหงส์ทองคำจากกรุวัดราชบูรณะไม่น่าจะสร้างขึ้นเพื่อบรรจุ “ของเหลว” เนื่องลำคอของหงส์สามารถถอดออกได้ หากบรรจุของเหลวเช่นน้ำก็จะรั่วซึมออกที่คอเสียก่อน หรือถ้าสร้างไว้สำหรับบรรจุของเหลวจริงช่างคงต้องเชื่อมต่อระหว่างคอกับลำตัวให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ให้เกิดการรั่วซึมอย่างแน่นอน

จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าหงส์ตัวนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น “หงส์กำยาน” บรรจุกำยานที่จุดไว้ในลำตัวเพื่อให้ควันพวยพุ่งออกมาจากปากหงส์ สอดคล้องกับคอหงส์ที่สามารถหมุนได้เพื่อให้ควันกำยานพุ่งไปในทิศทางที่ต้องการ ถึงแม้จะมีรอยต่อแต่ควันของกำยานก็จะน่าจะเร่งระบายออกทางปากหงส์มากกว่าจะรั่วซึมออกที่รอยต่อเช่นในกรณีที่เป็นของเหลว ประกอบกับฐานที่รองหงส์ซึ่งอาจเคยประกบกับฐานอีกชั้นหนึ่งมาก่อน จึงดูเหมาะสมที่จะเป็นภาชนะสำหรับ “ตั้ง” มากกว่าภาชนะสำหรับ “เท”

มีความเป็นไปได้ว่าหงส์กำยานดังกล่าวอาจได้รับแรงบันดาลใจด้านการออกแบบจาก “เป็ดกำยาน” แสนน่ารักของจีนที่นิยมกันมานานนับพันปีดังมีหลักฐานมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น กระทั่งนิยมแพร่หลายกันในสมัยราชวงศ์ซ่งจนถึงราชวงศ์ชิง ดังตัวอย่างจากเป็ดกำยานสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย มีขนาดใหญ่กว่าเพราะสูงถึง 24 เซนติเมตร* ไล่เลี่ยกับอายุหงส์กำยานจากกรุวัดราชบูรณะที่สูงราว 8 เซนติเมตร และเป็ดกำยานลงยาตัวน้อยสูงเพียง 11.4 เซนติเมตรจากสมัยพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง** ใกล้เคียงกับขนาดของหงส์กำยานทองคำวัดราชบูรณะ ซึ่งอาจทำขึ้นสำหรับจุดกำยานถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในกรุปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะก็เป็นได้

ที่มา: * http://www.chiswickauctions.co.uk/cloisonne-enamel-and-gilt…

** https://www.christies.com/lot/lot-5750356

(ขอบพระคุณแอดมินเพจ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/ ที่อนุญาตให้นำบทความดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ของนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 3 ตุลาคม 2559)

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.