พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่เคยประดิษฐานในกรุงศรีอยุธยา ตอนที่ 2 พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลใด ?”

พระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลใด ?

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระอธิบายไว้ใน เชิงอรรถอธิบายเรื่องศุภอักษรของอัครมหาเสนาบดีไทยเรื่องการเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงมาประดิษฐานไว้ในกรุงศรีอยุธยาตามที่คุณสุจิตต์ยกมาแล้วนั้น ก็ทรงยืนยันเช่นกันว่าพระพุทธสิหิงค์ก็เคยประดิษฐาน ที่กรุงศรีอยุธยาอย่างช้าที่สุดก็ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแล้ว พร้อมกันนี้ได้ทรงอ้างอิงคำให้การชาวกรุงเก่าว่าได้เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาจากเชียงใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร (ดำรงราชานุภาพ 2546, 344 – 345: เชิงอรรถที่ 15) ซึ่งอันที่จริงแล้วคำให้การชาวกรุงเก่าระบุชัดเจนว่าเป็นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ (ดูรายละเอียดใน คำให้การชาวกรุงเก่า 2546, 99 – 100, 108 – 109)

มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่าได้เชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ คำให้การชาวกรุงเก่าอธิบายถึงมูลเหตุดังกล่าวว่าเกิดจากการที่สมเด็จพระนารายณ์ต้องพระราชประสงค์ในพระพุทธรูปสำคัญของเชียงใหม่ คือ พระพุทธสรหิง (สิหิงค์) และพระเจ้าแก่นจันทน์แดง จึงทรงยกทัพไปตีเชียงใหม่จนได้รับชัยชนะ เมื่อทอดพระเนตรพระพุทธสรหิงแล้วก็ตรัสถามพระยาแสนหลวงอำมาตย์ของเชียงใหม่ว่า “เราได้ทราบข่าวว่าพระพุทธสรหิงนี้มีอานุภาพ เหาะเหีรเดีรอากาศได้จริงหรือ พระยาแสนหลวงกราบทูลว่าแต่เดิมเมื่อพระพุทธสรหิงยังประดิษฐานอยู่ที่เมืองปาตลีบุตรนั้นเหาะเหีรเดินอากาศได้จริง แต่มีคนทุจริตมาควักเอาแก้วมณีที่ฝังเปนพระเนตรไปเสีย แต่นั้นมาพระพุทธสรหิงก็เหาะเหีรเดีรอากาศไม่ได้” (คำให้การชาวกรุงเก่า 2546, 108 – 109)

สมเด็จพระนารายณ์โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาประดิษฐานไว้ยังหอพระในพระราชวัง ขณะที่หลักฐานประเภทคำให้การเหมือนกัน อย่างคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมระบุว่าประดิษฐานใน “พระมหาวิหารยอดปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีสรรเพชร” ดังได้กล่าวมาแล้ว ส่วนหลักฐานประเภทพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ที่ศานติ ภักดีคำ ปริวรรตจากฉบับตัวเขียน กล่าวถึงสงครามอันยืดเยื้อระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเชียงใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ โดยไม่กล่าวถึงการเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด นอกจากข้อความที่กล่าวถึงแสนสุรินไมตรีถือหนังสือลวงมาถึงกรุงศรีอยุธยาให้ยกพลไปช่วยชาวจีนฮ่อที่มาล้อมเชียงใหม่ ดังนี้

“พญาแสนหลวงแลชาวเมืองเชียงใหม่ทังปวงหาที่พึ่งพิงพำนักนิ์มิได้ จึ่งเสี่ยงทายในอารามพระพุทธสหิง ซึ่งอยู่ ณะ เมืองเชียงใหม่นั้นว่า ถ้าประเทศใดจะเปนที่พึ่งที่พำนักนิ์ได้ไช้ ขอพระพุทธเจ้าสำแดงให้เห็นประจัก แลว่าพระพุทธสหิงนั้นบ่ายพระภักตรมายังกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวะดีศรีอยุทธยา” (พนรัตน์ 2558, 210)

ในขณะที่ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (2539, 155) ระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์เชิญจากเชียงใหม่มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ดังข้อความว่า“พระพุทธสิหิงค์องค์นี้ เมื่อแผ่นดินพระนารายณ์มหาราชเจ้าเสดจขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ก็ได้เชิญเสดจลงมาไว้ที่กรุงเก่าครั้งหนึ่ง”

หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด ที่แสดงถึงการเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ลงไประดิษฐานยังกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เป็นสำเนาจารึกของวิหารร่มพระแท่นศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ จารึกเป็นแผ่นไม้ถูกไฟไหม้ไปในรัชกาลที่ 5 พร้อมกับวิหาร ที่เหลืออยู่เป็นสำเนาที่ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 3 คัดลอกไว้ผู้จารจารึกคือออกญาสวรรคโลก เจ้าเมืองสวรรคโลก เมื่อ พ.ศ. 2301 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ได้มาตรวจราชการยังเมืองอุตรดิตถ์และนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เห็นความชำรุดทรุดโทรมของวิหาร จึงได้ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ ออกญาท่านนี้เป็นหลานปู่ของพระเจ้าเชียงตุง และมีย่าผู้เป็นธิดาของเจ้าฝาไล้ค่า เจ้าเมืองลำปาง ส่วนตาของท่านก็สืบเชื้อสายจากพญาแมนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ดังนี้

“ด้วยออกพระศรีราชไชยมหัยสุรินบุรินทพิริยะภาหะ พระท้ายน้ำ ยกเชื้อฝ่ายปู่พระเจ้าเชียงตุง ฝ่ายย่าเป็นบุตรเจ้าฝ่าไล้ค่าได้กินเมืองละคร ฝ่ายตาเป็นบุตรพญาแมนได้กินเมืองเชียงใหม่ แลครั้งสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้ามารับเชียงใหม่ ได้พระพุทธสิหิงค์ แล้วกวาดต้อนเอาแมนลาวทั้งนี้ ลงมาเป็นข้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา แลทรงพระกรุณาเป็นที่สุดที่ยิ่ง ปลูกเรืยงแต่ปู่แล้วมาบิดาแล้วมาน้อง ให้เป็นพญายมราชต่อๆ กันมา ได้เป็นน้ำเป็นที่พึ่งแก่แมนลาวทั้งปวงแล้ว” (ห้องเอกสารตัวเขียน หอสมุดแห่งชาติ จ.ศ. 1205, ไม่มีเลขหน้า)

สำเนาจารึกนี้เคยตีพิมพ์ในหนังสือประชุมจดหมายเหตุสมัยอยุธยา ภาค 1 (2510, 75) แต่อ่านคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับสำเนาว่า “มารํบเมียงเชยีงไมใดพรพุธ่ส่หิ่ง” เป็น “มารบเมืองเชียงใหม่ไม่ได้พระพุทธสิหิงค์” ที่จริงแล้วควรอ่านว่า “มารบเมืองเชียงใหม่ได้พระพุทธสิหิงค์” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมาตลอดว่าการศึกครั้งนั้นสมเด็จพระนารายณ์เพียงแต่ทรงได้รับชัยชนะ แต่ไม่ได้พระพุทธสิหิงค์มาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา

การตีเชียงใหม่ของสมเด็จพระนารายณ์ได้รับการยืนยันจากหลักฐานร่วมสมัย อย่างบันทึกของซิโมน เดอ ลาลูแบร์ ผู้ได้รับคำบอกเล่าจากชาวอยุธยาที่เคยติดตามไปในสงครามระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่ ว่าเกิดขึ้นเมื่อราว 30 ปี ก่อนที่ท่านจะเขียนบันทึกเรื่องราวของราชอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 2231 ในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์(เดอะ ลาลูแบร์ 2548, 26) แสดงให้เห็นว่าสงครามครั้งนั้นต้องเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชสมบัติ ในพุทธศักราช 2299 แล้วเพียงไม่กี่ปี ข้อมูลของลา ลู แบร์ ได้รับการยืนยันจากความสังเขปของตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานสิบห้าราชวงศ์ ระบุศักราชแคบลงไปอีกว่าตรงกับ พ.ศ. 2203 หรือ 2204 ดังข้อความว่า

“ปีกัดใจ้ (พ.ศ. 2203/2204) ชาวใต้ยอพลขึ้นมารบเชียงใหม่ บ่ได้ เชียงแสนพ่าย ชาวใต้ปีนั้น” (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ 2543, 128)

และ“ศักราช 1022 ตัว ปีกดไจ้ ชาวใต้ยอพลเสิกก็ ขึ้นมารบเมืองเชียงใหม่บ่ได้ เชียงแสนพ่ายชาวใต้ปีนั้น”(ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ 2540, 111)

ช่วงระยะเวลาดังกล่าวตรงกับต้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ตามที่ลาลูแบร์ได้บันทึกไว้

สมเด็จพระนารายณ์ทรงทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้างลง (เดอะ ลา ลูแบร์ 2548, 26) แล้วกวาดต้อน“แมนลาวทั้งปวง” เทครัวลงมายังกรุงศรีอยุธยาจนหมดสิ้น สงครามครั้งนั้นบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือรวมไปถึงพระเจ้าเชียงตุงคงถูกกวาดต้อนมาเกือบทั้งหมด พร้อมกับชาวล้านนาที่คงมีจำนวนไม่น้อยเลย อย่างไรก็ตาม ออกญาสวรรคโลกจารึกว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเชื้อพระวงศ์เหล่านั้นเป็นอย่างดี โปรดให้ปู่ของท่านดำรงตำแหน่งเป็นถึงออกญายมราช รวมไปถึงบิดาและน้องชายก็ดำรงตำแหน่งเดียวกัน ส่วนตัวท่านเองได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าบรมโกศให้เป็นออกญาสวรรคโลกจากความดีความชอบในการปราบกบฏ

ชาวล้านนากลุ่มนี้คงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยา อย่างน้อย 2 แห่งด้วยกัน โดยอนุมานจากเจดีย์ทรงพระธาตุหริภุญชัยที่ปรากฏขึ้นตามวัดนอกเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ที่น่าจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนแห่งหนึ่งได้แก่ บริเวณวัดแคร้างใกล้กับคลองสระบัว และอีกแห่งคือบริเวณวัดใหม่บางกระจะ และวัดนางกุย ตั้งอยู่คุ้งน้ำด้านทิศใต้นอกเกาะเมืองฝั่งตรงข้ามป้อมเพ็ชรและวัดพนัญเชิงไม่ไกลจากหมู่บ้านโปรตุเกส

หลักฐานที่ประมวลมาทั้งหมดนี้จึงพอทำให้เห็นภาพว่าการเชิญพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่และอาณาจักรล้านนา ลงมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยาว่าเกิดขึ้นในช่วงต้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ หลังจากทรงทำสงครามกับเชียงใหม่และเมืองต่างๆ ในล้านนาจนได้รับชัยชนะ

บรรณานุกรม

คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. 2555. พิมพ์ครังที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

คำให้การชาวกรุงเก่า. 2546. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. 2546. เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป. กรุงเทพฯ: มติชนและมูลนิธิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดา.

เดอะ ลาลูแบร์. 2548. จดหมายเหตุลา ลู แบร์ ราชอาณาจักรสยาม. แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร. กรุงเทพมหานคร: ศรีปัญญา.

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. 2547. ปริวรรตโดยอรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์.

ตำนานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับสอบชำระ. 2540. ปริวรรตโดย สมหมาย เปรมจิตต์. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทิพากรวงศ์ฯ, เจ้าพระยา. 2539. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับตัวเขียน.
ประชุมพงศาวดารฉบับราษฎร์ ภาคที่ 1. นฤมล ธีรวัฒน์ ผู้ชำระต้นฉบับ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ: อมรินทร์วิชาการ.

ประชุมจดหมายเหตุสมัยอยุธยา ภาค 1. 2510. พระนคร: คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี.

พนรัตน์, สมเด็จพระ. 2558. พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน. ศานติ ภักดีคำ ผู้ชำระต้นฉบับ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ
“ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์. (มูลนิธิ “ทุนพระพุทธยอดฟ้า” ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ. 9 อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมมังคลาราม ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558).

ห้องเอกสารตัวเขียน หอสมุดแห่งชาติ. 2386. จดหมายเหตุเรื่องจารึกยกพระวิหารแท่นศิลาอาสน์ จ.ศ. 1205. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3.
เลขที่ 17. สมุดไทยดำ.

(ขอบพระคุณเพจห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom/?fref=ts)

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.