ความเสียหายที่ฝรั่งเศส “ปกปิด” จาก “ยุทธนาวีเกาะช้าง”

ยุทธนาวีเกาะช้าง (Battle of Ko Chang) เหตุการณ์การรบทางเรือจากกรณีพิพาทอินโดจีน เกิดขึ้นบริเวณทางใต้ของเกาะช้าง จังหวัดตราด วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 หลังไทยเรียกร้องให้ปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนไทย-อินโดจีนฝรั่งเศสใหม่ พร้อมเรียกร้องให้ฝรั่งเศสส่งคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่เสียไปจากเหตุการณ์ ร.ศ. 112

การรบที่เกาะช้างถือเป็นการรบทางทะเลครั้งเดียวในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย และรัฐบาลวิชีฝรั่งเศส (Vichy France) ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวละครหลักในการเผชิญหน้า คือ เรือหลวงธนบุรี (HTMS Thonburi) เรือปืนยามฝั่งของฝ่ายไทย และ เรือลามอตต์ปิเกต์ (La Motte Picquet) เรือลาดตระเวรเบาของฝรั่งเศส ซึ่งผลของการรบคือ ไทยสูญเสียเรือรบ 3 ลำ (เรือตอร์ปิโด 2 ลำ และเรือหลวงธนบุรี) ส่วนฝรั่งเศสแม้ไม่สูญเสียเรือรบเลย แต่มีรายงานว่าเรือลามอตต์ปิเกต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักก่อนถอนกำลังกลับไซ่ง่อน แต่ฝรั่งเศสอ้างว่าเรือของตน “ไม่มีความเสียหาย” ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การฝ่ายไทยอย่างมาก

มนต์ชัย ราบรื่นทวีสุข ผู้เขียนบทความ “ความเสียหายที่ฝรั่งเศสปกปิดจากการรบที่เกาะช้าง” (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2564) ได้การรวบรวมหลักฐานและประจักษ์พยานที่เกี่ยวข้องมาอธิบายการปกปิดความเสียหายจากการเผชิญหน้ากับเรือหลวงธนบุรีของเรือลามอตต์ปิเกต์ ดังนี้

ภาพต้นฉบับจากหนังสือ เมื่อธนบุรีรบ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ดัดแปลงและลงสีเพิ่มเติมโดย สุทธิพงษ์ พื้นแสน

ภาพต้นฉบับจากหนังสือ เมื่อธนบุรีรบ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ร.อ. จิตต์ สังขดุลย์ ดัดแปลงและลงสีเพิ่มเติมโดย สุทธิพงษ์ พื้นแสน
แผนที่ยุทธนาวีเกาะช้าง 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ตามการสรุปของ พล.ร.ท. พัน รักษ์แก้ว
…ขอกล่าวถึงพยานที่จะยืนยันความเสียหาย หรือผลการยิงของปืนเรือหลวงธนบุรี ที่ลูกเรือไทยหลายคนที่ร่วมรบเป็นพยานสายตา โดยเฉพาะคุณครูเฟี้ยม (นาวาโท เฟี้ยม สกุลมั่น) ที่มีความชำนาญเรื่องปืน 6 นิ้วนี้อย่างมาก (ปกติเมื่อจะยิงปืนใหญ่จะต้องวัดระยะห่างด้วยกล้องวัดระยะและดูตารางคำนวณเวลากระสุนตกเพื่อตรวจผลการยิง เมื่อยิงออกไปก็จะมีการขานเวลาเพื่อดูฝอยน้ำจากกระสุนตก) ซึ่งลูกปืน 6 นิ้ว ฝอยน้ำจากกระสุนตกในระยะหมื่นกว่าถึง 13,000 เมตร ที่ยิงในวันนั้น ลูกปืนจะมีความเร็วประมาณเท่าเสียงฝอยน้ำจากกระสุนตกหากไม่โดนเป้านั้น ครูเฟี้ยมบอกว่าจะสูงเหมือนลำต้นตาล และครูเฟี้ยมท่านเห็นลูกปืนผลุบหายเข้าไปในเรือลามอตต์ปิเกต์ของข้าศึกและควันที่เป้าจากการโดนยิง โดยไม่เห็นฝอยน้ำจากลูกปืน และการกระทบเป้าที่โครงสร้างส่วนบน (super structure) ของเรือข้าศึก

ท่านจึงยืนยันว่าเรายิงโดนข้าศึกแน่นอน และไม่ใช่เพียงนัดเดียวด้วย แต่หากกระสุนเจาะเกราะทะลุเรือฝรั่งเศสและตกน้ำ แทนที่จะระเบิดในเรือ มิฉะนั้นผลการรบอาจเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย

เพราะการที่ฝรั่งเศสเปิดให้ชาวญวนขึ้นชมเรือในวันต่อๆ มาหลังการรบนั้น ผู้ที่ศึกษาเรื่องการรบของเรือประจัญบานขนาดกระเป๋า คือเรือกราฟ สเป ของเยอรมันกับหมู่เรือลาดตระเวนหนักและเบา 3 ลำ ของอังกฤษ ในแอตแลนติกใต้จนได้รับความเสียหายกันทั้ง 2 ฝ่าย

กราฟ สเป ต้องหลบเข้าซ่อมเรือที่ มอนเตวิเดโอของอุรุกวัย ลูกเรือใช้เวลาเพียงคืนเดียวเพื่อกลบร่องรอยความเสียหายต่างๆ ของตัวเรือและโครงสร้างต่างๆ โดยใช้ผ้าใบและสีทาเรือ จนฝ่ายอุรุกวัยที่ขึ้นดูเรือยังไม่เห็นความเสียหายที่ชัดเจน…

ส่วนการที่จะซ่อนความเสียหายของเรือลามอตต์ปิเกต์จากสายตาชาวบ้านเวียดนามที่ไม่คุ้นเคยกับเรือรบ เพราะหากเรือลามอตต์ปิเกตไม่เสียหาย ย่อมจะไม่รีบถอนตัว เรียกเรือลูกหมู่กลับไซ่ง่อนไป ย่อมจะไม่ยาก

นับเป็นความบังเอิญที่ในระหว่างสงครามเวียดนาม ท่านพลเรือเอก นิตย์ ศรีสมวงษ์ ร.น. อดีตผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัย ร.ล.พงัน ในราชการสงครามเวียดนาม ท่านเดินเรือจากปากน้ำเมืองวังเตา เข้าแม่น้ำไปเทียบท่าเมืองไซ่ง่อน เมื่อ พ.ศ. 2509 บังเอิญเรือจะเทียบที่ Pier Bravo เป็นท่าเทียบเดียวกับเรือลามอตต์ปีเกต์จอดเทียบ เมื่อปี 2484

นำร่องชาวเวียดนามใต้ วัยราว 40 ปี เล่าให้คุณครูนิตย์ฟังว่า เมื่อเขา 10 ขวบ ได้ร่วมกับบิดาขึ้นชมเรือลามอตต์ปิเกต์และเมื่อเดินชมไปที่ห้องหนึ่งเห็นมีส่วนประกอบของเรือบางแห่งที่เป็นกระจก มีกระจกแตกชำรุดเสียหายปรากฏให้เห็น และได้รับคำอธิบายจากฝรั่งว่าเกิดจากความสั่นสะเทือนอย่างแรงในขณะเรือยิงปืนใหญ่จำนวนมากในระหว่างการสู้รบกับเรือรบไทย

ซึ่งในสภาพความริงแล้วในการยิงปืนใหญ่เรือที่ต้องมีการซักซ้อมเป็นประจำ กระจกในเรือที่จะมีก็คือที่บานหน้าห้องสะพานเรือ และบานช่องหน้าต่างที่เป็นบานกลม มีกระจกหนา และกลไกเปิด-ปิดล็อค จะไม่มีโอกาสแตกได้เลยหากไม่ถูกปืนใหญ่ยิงกระทบโดนบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก็จะหาอะไหล่ซ่อมเปลี่ยนได้ยาก หากไม่ได้อยู่ในอู่ใหญ่ในบ้านตัวเอง จึงน่าจะนับว่าเป็นการกลบเกลื่อนที่หลงเหลือร่องรอยของฝรั่งเศส ที่เมื่อได้โกหกแล้ว จะไม่ยอมรับ ต้องโกหกต่อๆ ไป ตามนิสัยฝรั่ง (เศส)

ซึ่งหนังสือสารานุกรมเรือรบระดับโลก Jane’s Fighting Ships ฉบับปี 1955 ที่พิมพ์จําหน่ายไปทั่วโลกของฝรั่งเองที่ย่อมจะเป็นกลาง ก็ได้กล่าวถึงเรือนี้ว่า “ถูกอาวุธเสียหายในการรบกับเรือรบไทย ที่เกาะช้าง”…

คุณครูนิตย์ได้กล่าวถึงความเสียหายที่ฝรั่งเศสยอมรับในข้อมูลฝ่ายตน ที่ เรือเอก จิตพร ตันติกุล ร.น. (ยศในสมัยนั้น) นักเรียนเก่าโรงเรียนนายเรือฝรั่งเศส ได้แปลเอกสารของฝรั่งเศสอยู่ตอนหนึ่งในช่วงการดวลปืนใหญ่ระหว่างเรือลามอตต์ปิเกต์ กับ ร.ล.ธนบุรี ว่า คนฝรั่งเศสบนเรือลามอตต์ปิเกต์สังเกตเห็นว่าเรือเกิดอาการสะท้านอย่างแรงไปทั้งลำ ความเร็วเรือซึ่งวิ่งอยู่สูงสุดซึ่งเป็นปกติในระหว่างรบ เกิดความเร็วตกอย่างฮวบฮาบกะทันหัน จนเกิดควันดำที่ปล่องเรือ อาการนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่แล้วหายไป ซึ่งเจ้าตัวนึกว่าเรือคงถูกกระสุนจากเรือรบฝ่ายไทยเสียหาย แต่เมื่อมองไปที่ท้ายเรือ จึงแจ้งถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะได้สังเกตเห็นพริ้วน้ำท้ายเรือลามอตต์ปิเกต์ขุ่นแดงเป็นทางยาว แสดงว่าเรือได้แล่นโดนที่ตื้น ซึ่งมีอยู่มากมายบริเวณนั้น และสามารถหลุดออกไปได้เอง…

หากเรือลามอตต์ปิเกต์ต้องเกยที่ตื้นและนั่งแท่นแบบถาวรแล้ว ก็คงเป็นโศกนาฏกรรมที่ทหารเรือฝรั่งเศสจะต้องเศร้าหมองตลอดไป (แสดงว่ามีความคิดว่า จะเสียศักดิ์ศรีมาก หากมารบกับทหารเรือไทยแล้วเสียเรือ) ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ก็มีมาก เพราะเรือที่มีระวางเต็มที่ถึงกว่า 3,000 ตัน กินน้ำลึกสูงสุดถึง 20.67 ฟิต คาดว่าต้องใช้ความเร็วสูงสุด เพื่อความได้เปรียบขณะรบในน่านน้ำจำกัดที่มีเกาะน้อยใหญ่ อีกทั้งกองหินและที่ตื้นทั่วไป ส่วนที่ลึกของทะเลบริเวณนั้นเพียงประมาณ 31.1 ฟิต ในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสไม่คุ้นเคย การเฉี่ยวโดนที่ตื้นนี้จึงเป็นการเสี่ยงที่ไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วและคุ้มค่า…

ผู้เขียนก็ได้พยายามติดต่อโดยผ่านทหารเรือไทย ซึ่งทางทหารเรือฝรั่งเศสก็มีความสงสัยบันทึกของฝ่ายตนที่สับสนกับหมอกควันในการรบว่า ร.ล.ศรีอยุธยาเข้าร่วมรบด้วย และถูกยิงจนต้องหนีเข้าแม่น้ำจันทบุรีไปเกยตื้น และมีเรือตอร์ปิโดไทยคือ ร.ล.ตราดหรือเรือพิฆาตขนาดพันตันที่ฝรั่งเศสเข้าใจว่าอาจเป็น ร.ล.พระร่วง และฝรั่งเศสได้จมเรือนี้อีก 1 ลำด้วย

แต่ในความเป็นจริง เรือตอร์ปิโดอีกลำที่เครื่องบินฝรั่งเศสบินมาตรวจการณ์เห็นเมื่อเย็นวันที่ 16 มกราคม ก่อนจะรบกันในเช้าวันรุ่งขึ้น คือ ร.ล.ระยอง ที่ ผบ.หมวดเรือให้วิ่งออกไปตรวจการณ์แถวเกาะกูดก่อนสว่างและไม่ได้ร่วมรบ ฝรั่งเศสระดมยิงเกาะง่าม โดยเข้าใจว่าเป็น ร.ล.ศรีอยุธยา ซึ่งมาจมในกรณีแมนฮัตตัน อีก 10 ปีให้หลัง (และใช้เป็นเรือพระที่นั่งในการเสด็จนิวัติพระนครของรัชกาลที่ 8) และ ร.ล.พระร่วง ที่มาปลดระวางฯ เมื่อราวปี 2512 โดยไม่ได้อยู่ในหมวดเรือใดที่มาผลัดเปลี่ยนกำลังเลย

ผู้เขียนเคยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างชาติมาหลายครั้งแล้ว แต่เมื่อทางเราถามกลับไปเพื่อที่จะสืบค้นตามรายชื่อทหารเรือฝรั่งเศสที่มีอยู่ เหมือนกันกับที่มหาอำนาจร่วมรบจะชำระประวัติศาสตร์กันอย่างผู้เจริญแล้ว โดยจะหาตัวลูกเรือบนเรือลามอตต์ปิเกต์ที่ร่วมรบและยังมีชีวิตอยู่เพื่อการสอบถามหรือสัมภาษณ์นั้น

ปรากฏว่าได้รับคำตอบว่า “ไม่ใช่กิจของทหารเรือฝรั่งเศส”

ผู้ชำนาญการเรือได้บอกกับผู้เขียนว่า หากจะปกปิดเรื่องการรบใดให้เป็นความลับ ก็สามารถจะประชุมและสั่งไม่ให้บันทึกในปูมเรือ และสั่งไม่ให้พูดถึงกันอีกก็จะปกปิดความจริงบางประการได้เช่นกัน

แม้การสิ้นสุดของเรือลามอตต์ปีเกต์หรือที่เรือครั้งสุดท้ายตามที่คุณครูนิตย์กล่าวไว้ และอยู่ถึงปัจจุบัน ก็คือเหตุการณ์หลังการรบที่เกาะช้างแล้วบางท่านมีความเห็นว่าเรือน่าจะเสียศูนย์ไปแล้ว

ดังนั้นตอนก่อนปลายสงครามโลกเล็กน้อย คือต้นปี พ.ศ. 2498 เมื่อญี่ปุ่นเข้าครองอินโดจีนทั้งหมด เรือลามอตต์ปิเกต์จึงได้ถูกยึดไปด้วยและถูกถอนกำลังพลส่วนหนึ่งขึ้นบก แล้วนำเรือไปจอดที่นาเบ (Nha Be) กับเรือสลูปอีก 2 ลำที่ได้ร่วมรบกันมาก็ถูกนำไปผูกไว้ที่เมืองไมโถ (My Tho) และต่อมาไม่นานก็ถูกเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐของ นายพลเรือ แมคเคน เข้าโจมตีทำลายจมคาก้นแม่น้ำอยู่ในเวียดนามใต้จนถึงปัจจุบัน

นักบินที่เข้าโจมตีจมเรือลามอตต์ปิเกต์ก็มีความสงสัย ว่าทำไมการยิงต่อสู้อากาศยานของเรือ ลาดตระเวนในวันโจมตีนั้น เป็นไปแบบพอเป็นพิธี แล้วเห็นลูกเรือส่วนใหญ่ไม่ได้รักเรือหรือจะป้องกันเรือตามวิสัยชาวเรือเลย กลับรีบสละเรือ โดดน้ำหนีกัน คล้ายกับว่า เรือเสียศูนย์ไปแล้ว หรืออยากจะปล่อยให้จมไปเพื่อจะกลบเกลื่อนหลักฐานความเสียหายจากการรบที่ผ่านมา

จึงอาจดูคล้ายกับเรือประจัญบานขนาดกระเป๋า กราฟ สเป ของเยอรมันที่ระเบิดตนเองที่ปากแม่น้ำปลาต้า อุรุกวัย เพราะเสียหายจนไม่อาจจะรบต่อกับกองเรืออังกฤษที่จะตามมาไล่ล่าได้จึงได้ระเบิดทำลายตนเองเสีย…

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.