ข้อสันนิษฐานใหม่ ยอดพระปฐมเจดีย์องค์เดิมอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

สนามหญ้าด้านหลังศาลาสำราญมุขมาตย์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นที่ตั้งของสถูปศิลาสมัยทวารวดีขนาดสูงราว 4 เมตร องค์ระฆังของสถูปเป็นหม้อน้ำปูรณฆฏะ ปากหม้อต่อด้วยก้านฉัตร รองรับฉัตรเป็นแผ่นซ้อนลดหลั่นกันคล้ายปล้องไฉน ขึ้นไปอีกเป็นหม้อปูรณฆฏะใบเล็ก ที่ปากหม้อรองรับบัวคลุ่ม และยอดดอกบัวตูม มีจารึก เย ธมฺมา อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ที่ก้านฉัตร บ่งบอกว่าสร้างขึ้นในนิกายเถรวาท

สถูปนี้ย้ายมาจากระเบียงคดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม (ข้อมูลจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เลขทะเบียน ล4348 ประวัติพบที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม) เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของสถูปในสถาปัตยกรรมของมอญโบราณซึ่งแทบไม่เหลือให้เห็นในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อกันว่าเป็นสถูปขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเป็นเอกเทศ

แต่ในที่นี้เห็นว่าเป็นแค่เพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งของสถูปขนาดใหญ่ซึ่งพังทลายไปแล้ว ดังข้อสังเกตต่อไปนี้

สถูปขนาดเล็กทรงหม้อปูรณฆฏะที่พบว่ามีจารึกคาถาเย ธมฺมา น่าจะเคยใช้เป็นยอดของสถูปใหญ่มาก่อนจะหักพังลง เช่น สถูปดินเผาที่ได้จากวัดพระงาม จ.นครปฐม หรือพบที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี คล้ายกับยอดสถูปศิลาจากศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเคยเป็นส่วนยอดของสถูปใหญ่มาก่อน จึงอนุมานได้ว่าสถูปศิลาจากพระปฐมเจดีย์น่าจะเป็นส่วนยอดของสถูปใหญ่
สถูปสัมฤทธิ์ไม่ทราบที่มา ซึ่งแต่เดิมอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย แล้วนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร น่าจะจำลองแบบมาจากสถูปขนาดใหญ่อันเป็นสถาปัตยกรรมมอญโบราณ องค์ระฆังเป็นทรงหม้อ ปูรณฏะขนาดใหญ่ ตั้งบนฐานทรงกระบอก ปากหม้อรองรับฉัตรแบบปล้องไฉนและปลีสูง ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นก้านของฉัตรชั้นเดียวที่รองรับสถูปทรงหม้อปูรณฆฏะองค์น้อย อันประกอบด้วยปลียอดและดอกบัวตูมที่ปลายปลี ส่วนยอดตรงนี้ดูคล้ายคลึงกับสถูปศิลาจากพระปฐมเจดีย์อยู่มาก
คำถามที่ตามมาก็คือถ้าสถูปศิลาองค์นี้ซึ่งมีความสูงราว 4 เมตร เคยเป็นส่วนยอดสุดของสถูปใหญ่มาก่อน ย่อมหมายความว่ายอดของสถูปใหญ่ที่รองรับสถูปศิลาจะต้องแข็งแรงใหญ่โตมิใช่น้อย ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากสถานที่สุดท้ายซึ่งพบสถูปศิลา คือ ระเบียงคดพระปฐมเจดีย์ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่สถูปศิลาองค์นี้ จะเคยเป็นส่วนยอดของพระปฐมเจดีย์องค์เดิมมาก่อน

สถูปศิลาขณะเก็บรักษาไว้ที่ลานประทักษิณพระปฐมเจดีย์ [ภาพจากหนังสือ “โบราณคดีเมืองนครปฐม : การศึกษาอดีตของศูนย์กลางแห่งทวารวดี” โดย ดร. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เอื้อเฟื้อภาพ)]
สถูปศิลาขณะเก็บรักษาไว้ที่ลานประทักษิณพระปฐมเจดีย์ [ภาพจากหนังสือ “โบราณคดีเมืองนครปฐม : การศึกษาอดีตของศูนย์กลางแห่งทวารวดี” โดย ดร. สฤษดิ์พงศ์ ขุนทรง (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เอื้อเฟื้อภาพ)]
เมื่อยอดของพระปฐมเจดีย์องค์เดิมหักพังลงตามกาลเวลา สถูปศิลาดังกล่าวก็ร่วงหล่นลงมากองที่พื้นซึ่งคงไม่ไกลจากฐานพระปฐมเจดีย์องค์เดิมมากนัก กระทั่งมีการปฏิสังขรณ์ก่อรูปพระปฐมเจดีย์ใหม่ให้เป็นทรงลังกาครอบองค์เดิม ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จึงมีผู้เก็บรวบรวมมาไว้ที่ระเบียงคดพระปฐมเจดีย์ (ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณส่วนฐานหรือลานประทักษิณของพระปฐมเจดีย์เดิม) ก่อนจะย้ายมายังบ้านหลังใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จนทุกวันนี้

(จาก เพจ ห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ https://www.facebook.com/ArtHistoryClassroom ขอขอบพระคุณแอดมินเพจห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่อนุญาตให้นำบทความเรื่องนี้มาลง)

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.