สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงท้อพระทัยพัฒนากองทัพเรือ มามุ่งดันการแพทย์

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ เมื่อทรงรับราชการในกองทัพเรือ

เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงใหม่โดยใช้เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “’สมเด็จพระราชบิดาแห่งการแพทย์ไทย’ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์” โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2561 และจัดย่อหน้าใหม่ให้สอดคล้องกับระบบออนไลน์

ผนวกกับแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานในกองทัพเรือ คือ “กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ”

เนื้อหามีดังนี้


…สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2434 มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหิดลอดุลเดช

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนราชกุมารแล้วได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษและเยอรมนี ด้วยเหตุที่เป็นพระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า จึงทรงเข้าศึกษาวิชาทหารตามพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมราชชนกที่ว่า พระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าที่มีพระสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์จะต้องทรงศึกษาวิชาทหารทุกคน

เจ้าชายพระองค์นี้จึงทรงเข้าศึกษาวิชาทหารบกเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัย Royal Prussian Military College เมือง Potadam และทรงเลือกศึกษาวิชาทหารเรือต่อที่ Imperial German Naval College เมือง Flensburg ทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับพระยศเป็นนายเรือตรีในกองทัพเรือเยอรมัน

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือสยาม มีพระปณิธานในอันที่จะนำความรู้ด้านการทหารเรือมาพัฒนากองทัพเรือสยามให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคง พระประสงค์แรกในการเข้ารับราชการในกองทัพเรือ คือการทำหน้าที่ประจำกองบังคับการในเรือรบเพื่อปฏิบัติหน้าที่ออกทะเลฝึกทหารตามที่ได้ทรงร่ำเรียนมา แต่กระทรวงทหารเรือลงความเห็นว่าไม่เป็นการเหมาะสมที่เจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าจะทรงปฏิบัติพระภาระนี้ จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชเข้าประจำกรมเสนาธิการทหารเรือ เพื่อศึกษาวิธีการบริหารงานในกองทัพเรือ พระราชทานพระยศเป็นนายเรือโทแห่งราชนาวีสยาม และย้ายไปกรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตำแหน่งอาจารย์นายเรือ พระราชทานพระยศเป็นนายเรือเอก

แม้จะทรงผิดหวังกับความตั้งพระทัยในเบื้องแรก แต่เมื่อทรงรับหน้าที่ใดก็ทรงปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างเต็มพระสติกำลัง เพื่อให้กองทัพเรือสยามได้รับประโยชน์สูงสุดและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเจริญรุ่งเรืองมีศักยภาพทัดเทียมอารยประเทศ ครั้งนั้นทรงศึกษาถึงความจำเป็นและเป็นไปได้ในการพัฒนากองทัพเรือ จึงโปรดร่างโครงการสร้างกองทัพเรือรบหรือโครงการสร้างกำลังทางเรือ (Flottembau Plan)

ทรงบรรยายถึงความจำเป็นและความเหมาะสมในการที่กองทัพเรือสยามจะต้องมีเรือตอร์ปิโดหรือเรือดำน้ำไว้ใช้ ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าสยามเป็นเมืองเล็ก จึงสมควรที่จะมีเรือขนาดเล็ก เช่น เรือตอร์ปิโดหรือเรือดำน้ำ ใช้แล่นเข้าออกแม่น้ำได้สะดวกรวดเร็วและยังสามารถที่จะใช้เกาะแก่งหรืออ่าวเป็นที่กำบังทั้งคลื่นลมและสายตาศัตรู แทนฐานทัพเรือหรืออู่เรือ ซึ่งกองทัพเรือสยามยังไม่มี ทรงบรรยายถึงรายละเอียดกับประโยชน์การใช้สอย วิธีการจัดหา วิธีการใช้ แม้กระทั่งการบริหารการปกครองบังคับบัญชาภายในกองเรือรบนี้ และยังมีภาพร่างของเรือรบขนาดเล็กแบบต่างๆ ตลอดจนคุณสมบัติของเรือรบแต่ละชนิด แต่ละขนาด แต่ละลำ

แต่โครงการนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในกองทัพเรือ ซึ่งพากันเห็นพ้องกันว่ากองทัพเรือสยามสมควรที่จะมีเรือรบขนาดใหญ่ เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของกองทัพ และจะได้ใช้ในการฝึกทหารด้วย ทำให้ท้อพระทัยไม่เห็นหนทางที่จะพัฒนากองทัพเรือสยามให้เป็นไปตามที่ทรงร่ำเรียนมา เป็นเวลาเดียวกันกับที่สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนากิจการแพทย์สยาม เพราะต้องทรงประสบปัญหาและอุปสรรคนานาประการ ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้า บางคราวถึงกับหยุดชะงัก และเนื่องจากทรงมีความสนิทสนมกับสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดชมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์

เมื่อทรงประจักษ์ถึงความผิดหวังเสียพระทัยของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ จึงปลุกปลอบพระทัยและชักชวนให้ทรงเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนากิจการแพทย์ของสยาม ซึ่งมีความสำคัญและความจำเป็นไม่น้อยไปกว่ากิจการทหารหรือกิจการอื่นๆ เพราะหากพลเมืองของประเทศใดสุขภาพไม่แข็งแรงมีความเจ็บป่วยซึ่งไม่อาจป้องกันหรือรักษาได้ พลเมืองของประเทศนั้นก็ไม่สามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองมั่นคงได้ไม่ว่าในด้านใดๆ ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะยิ่งเมื่อได้ทรงเห็นสภาพความขาดแคลนของกิจการแพทย์ ทั้งหมอที่จะรักษาผู้ป่วย อุปกรณ์การแพทย์ที่จะใช้รักษา ตลอดจนอาคารสถานที่ก็มีไม่เพียงพอ ทั้งยังไม่สะดวก ไม่สะอาดถูกลักษณะอนามัย ทำให้สลดพระทัยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการที่จะต้องพัฒนากิจการแพทย์สยามให้ก้าวหน้า เพราะตระหนักพระทัยถึงความสำคัญของการแพทย์สมัยใหม่ อันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง ซึ่งตรงกับพระปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นในอันที่จะทำคุณประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือทางหนึ่งทางใดให้แก่บ้านเมือง

ประกอบกัน พระดำริที่ว่า ในสถานะเจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าซึ่งสูงทั้งพระอิสริยศักดิ์และรายได้ อันจะทำให้กิจการต่างๆ ที่มีพระประสงค์จะปฏิบัติสำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่ยาก และอีกเหตุผลหนึ่งที่เกี่ยวกับพระดำรินี้ ปรากฏในคำกราบบังคมทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่า

“—จึงคิดว่าลูกผู้ชายของท่านก็เหลืออยู่แต่หม่อมฉันคนเดียว ควรจะสนองพระคุณ ด้วยการทำการงานอย่างหนึ่งให้เสด็จแม่ทรงยินดี ด้วยเห็นลูกสามารถทำความให้เป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองได้—”

ด้วยพระดำริและเหตุผลดังกล่าว ทำให้สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ตัดสินพระทัยกราบบังคมทูลลาออกจากราชการกองทัพเรือ ในวันที่ 20 มกราคม 2459 รวมระยะเวลาที่ทรงรับราชการในกองทัพเรือสยามรวม 9 เดือน 18 วัน และหันมาสนพระทัยด้านการแพทย์อย่างจริงจัง โดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาแพทย์และสาธารณสุขที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อจะได้นำวิชาความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่กลับมาพัฒนากิจการแพทย์ของสยาม

กรมหลวงสงขลานครินทร์มีพระคุณสมบัติในการที่จะพัฒนากิจการแพทย์สยามอย่างครบถ้วน นับแต่ความรู้ซึ่งมีพระวิริยะอุตสาหะเสด็จไปทรงศึกษาในวิทยาการที่ตรงกับพระภาระที่จะทรงปฏิบัติ ทำให้กิจการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ด้วยการเป็นทั้งพระอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ เป็นทั้งแพทย์รักษาผู้เจ็บป่วย และยังทรงค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เพื่อที่จะได้หาวิธีบำบัดรักษาโรคนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

นอกจากนี้ยังทรงมีทุนทรัพย์มากพอที่จะช่วยเหลือพัฒนากิจการแพทย์ด้วยการประทานทุนทรัพย์ให้เด็กไทยไปศึกษาวิชาแพทย์และพยาบาลในต่างประเทศ เป็นการยกวิทยฐานะแพทย์พยาบาลให้สูงขึ้น ทำให้แพทย์และพยาบาลมีความรู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์โรคและรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยวิทยาการสมัยใหม่ เป็นเหตุให้ประชาชนหันมานิยมรักษาความเจ็บป่วยด้วยการแพทย์แผนใหม่และยังประทานทุนทรัพย์เพื่อสร้างอาคารสถานที่ที่จำเป็นกับกิจการแพทย์

ประวัติศาสตร์
class=”ivs-overlay-fadeout ivs-overlay-sharebutton ivs-overlay-infoblock” data-block-name=”share-icon”>ย้อนกลับไปที่แนวคิดเรื่องเรือขนาดเล็กนั้น หากอ้างอิงตามข้อมูลจากกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ มีข้อมูลเผยแพร่ในหลายช่องทางว่า “ความคิดที่จะมีเรือดำน้ำเป็นกำลังรบของไทยนั้น ได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2453 แต่ติดขัดด้วยงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญ” 

นอกจากนี้ ยังระบุรายละเอียดว่า เมื่อพ.ศ. 2458 สมเด็จพระบรมราชชนก ดำรงพระอิสริยยศเป็นนายเรือโท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ครั้งที่พระองค์เสด็จกลับจากการศึกษาวิชาการทหารเรือในกองทัพเยอรมัน และทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ พระองค์ทรงจัดทำโครงการเกี่ยวกับกำลังเรือดำน้ำ ซึ่งทรงใช้ชื่อว่า “ความเห็นเกี่ยวกับเรือ ส.” (คำอธิบายเรื่อง “เรือ ส.” ในโครงการระบุว่า “คือเรือดำน้ำสำหรับลอบทำลายเรือใหญ่ข้าศึก…”) เสนอต่อเสนาธิการทหารเรือในเวลานั้นคือ นายพลเรือโท พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2458

โครงการนี้มีรายละเอียดเจาะลึกตั้งแต่ขนาดและคุณสมบัติของเรือดำน้ำที่กองทัพเรือควรจะมี เรือพี่เลี้ยง  อู่ โรงงานที่ต้องการ กำลังพลประจำเรือ การฝึกและการสวัสดิการของคนประจำเรือ ไปจนถึงงบประมาณในการนี้

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ ยกข้อความในเนื้อหาซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงอธิบายไว้ตอนหนึ่งว่า

“…ข้าศึกจะคอยคิดถึงเรือ ส.ของเราในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเรือเข้ามาตีกรุงสยาม.. เพื่อจะหนีอันตรายจากเรือ ส. ข้าศึกคงจะไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้มาเป็นเป้าแก่เรือ ส.ได้.. ข้าศึกคงจะส่งเรือขนาดเล็กแล่นเร็ว เพราะฉะนั้นต้องส่งหลายลำทำให้การจับจ่ายใช้สอยแพงเงินขึ้น การขนทหารด้วยเรือเล็กจะต้องมากกว่าเรือใหญ่ การส่งเสบียงอาหารจะเป็นการลำบากมากเพราะจะต้องมีเรือรบคุมเสมอ.. ถ้าเรือที่ส่งเข้ามาเป็นเรือเล็กแล้ว จะมีช่องให้เรือพิฆาตและเรือปืนของเราต่อสู้ได้โดยไม่เสียเปรียบมากนัก.. ถ้าเรามีเรือ ส.แล้ว ข้าศึก จะต้องระวังอยู่เสมอ ไม่ให้เรือ ส.เข้าโจมตีโดยไม่รู้ตัวได้ การระวังอันนี้ทำให้คนประจำเรือได้รับความลำบากมาก…”

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.