สัญลักษณ์แห่งตัวตน อนุสรณ์สถานการประท้วง กรณีเปรียบเทียบพม่า-ไทย

ลักษณะโดดเด่นประการหนึ่งของสมัยหลังอาญานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกวันนี้ คือการพยายามของชนชั้นปกครองที่จะ “ฟื้นฟูธรรมเนียมประเพณี” การฟื้นฟูนี้เป็นเสมือนการออกกำลังขุดหาอดีตเพื่อสืบหาจุดกำเนิดของรัฐชาติ เป็นผลจากความวิตกว่าธรรมเนียมประเพณีจะ “สูญหาย” ไปในกระบวนการพัฒนาและปรับประเทศให้ทันสมัย ความพยายามฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมเนียมประเพณี หมายความว่าจะต้องมีคน (หรือองค์กรหน่วยงานราชการ) ตรวจสอบความแท้จริง (authenticity) ของธรรมเนียมประเพณีที่ฟื้นฟูแล้ว การรับรองความแท้จริงของธรรมเนียมประเพณี (หรือของอดีต) ต้องทำโดยผู้มีอำนาจหรือผู้ที่อ้างว่ามีอำนาจในการรับรองธรรมเนียมประเพณี

ปัจจุบันนี้ ความแท้จริง (authenticity) มีความเกี่ยวข้องกับวาทกรรม (discourses) ด้านเอกลักษณ์ของชาติอย่างมาก เนื่องจากคุณค่าทางสัญลักษณ์และการพาณิชย์ของมรดกวัฒนธรรม มีคุณค่าด้านความหมายต่อโครงการสร้างชาติที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ประชาชนแต่ละสมัยจำเป็นต้องได้รับการศึกษาและปลูกฝังผ่านเรื่องเล่าของชาติ (narratives of nations) ซึ่งสำคัญต่อความทรงจำร่วมกัน (collective memories) ของทุกชุมชนในชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์จัดแสดงสิ่งที่เก็บรวบรวมได้จากอดีต และประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญที่สุดของชาติตามเรื่องเล่า (narratives) ของชาติของตน

การตามหาความแท้จริงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโครงการของผู้นำประเทศพม่าสมัยหลังอาณานิคมเช่นเดียวกับผู้นำประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสร้างอดีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่แปดเปื้อนอิทธิพลต่างชาติ และปราศจากอุปสรรคจากรัฐบาลประเทศตะวันตก สถานการณ์เศรษฐกิจโลก การศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยวิธีแบบตะวันตก และวัฒนธรรมตะวันตก (Reynolds 1992 : 149)

ด้านการพาณิชย์ นักท่องเที่ยวต่างชาตินำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ เมื่อพวกเขาเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์และโบราณสถาน คุณค่าของสถานที่เหล่านี้สามารถเพิ่มขึ้นได้หากได้เป็นแหล่งมรดกโลก (World Heritage) (Peleggi 1996)

วิธีการบูรณะและจัดแสดงโบราณสถาน โบราณวัตถุในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าซากวัตถุจากอดีตได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่ง เทวสถานและศาสนสถานสามารถนำมารื้อสร้างใหม่หรือทำเป็นแบบจำลองได้ วังและวัดก็สามารถสร้างใหม่ได้ บางครั้งหากไม่ปรากฏบันทึกที่เกี่ยวกับของเดิมอยู่ก็สร้างโดยอาศัยจินตนาการอันสูงส่ง

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สร้างธีมปาร์คหลายประเภท ทั้งทามานมินิ (Taman mini) หรือเมืองจำลอง “อินโดนีเซียแสนสวย”อุทยานแห่งศตวรรษ (Centennial Park) ในฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังก่อสร้างในบริเวณที่เคยฐานทัพอากาศคลาร์ก รวมทั้งเมืองโบราณ (Ancient City) ในไทย ซึ่งมีผังเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย

เมื่อประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวธีมปาร์คที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์นี้ พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการผจญภัยยุคใหม่อันแปลกประหลาดที่สามารถสมมติได้ว่า กำลังมองย้อนไปในอดีต แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายเงินเพื่อสิทธิพิเศษนี้ด้วย

ด้วยการสร้างสรรค์โลกเสมือนจริง ในที่สุดวิทยาการโลกไซเบอร์อาจจะสามารถนำนักท่องเที่ยวกลับไปสู่อดีตได้แม้ในขณะที่นั่งพักผ่อนอย่างสบายใจที่บ้าน เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความแท้จริงของสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีการรับรองผ่านวาทกรรมที่ประกันความจริงในส่วนหนึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ความแท้จริงส่วนใหญ่มักเป็นการ “จัดฉาก” (Staged) หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ภาพสมมติของความจริงแก่นักท่องเที่ยว

บทความนี้ต้องการสำรวจแนวคิดที่แตกต่างกันเล็กน้อยเกี่ยวกับความแท้จริง แต่ไม่มีแนวคิดใดจะทรงพลังเท่าบทความที่ผู้เขียนใช้กล่าวในตอนต้น ข้อความที่คัดลอกมาต่อไปนี้อาจช่วยให้ความกระจ่างว่า “ความแท้จริง” มีความหมายอย่างไรในอีกบริบทหนึ่ง

“ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาจะผ่านเลย-ความไร้กาลเวลานี้-จำเป็นต้องถูกทำเครื่องหมายไว้ด้วยสัญลักษณ์เพื่อแสดงความแท้จริงของตน

ความแท้จริงของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวนี้สามารถแสดงออกและรับรองได้ผ่านคุณค่าแห่งความบริสุทธิ์ ความมีเกียรติ ความดี และจิตวิญญาณที่ชาติควรจะมีอยู่ในตัว ตัวแทนที่จับต้องได้จะทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เสื่อมสลายไปในทางประวัติศาสตร์” (Duara 1998 : 290)

ข้อโต้แย้งที่คัดลอกมานี้หมายความว่า ถึงแม้บางครั้งชาติจะเกิดขึ้นจากความขัดแย้งอันรุนแรง ชาติก็ยังคงเป็นกรณีประวัติศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

กรณีประวัติศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้ถูกสัมผัสโดยความหมายอันศักดิ์สิทธิ์มาก จนกระทั่งการลดความศักดิ์สิทธิ์ และการไม่ให้เกียรติต่อกรณีประวัติศาสตร์นี้สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาอันรุนแรง ความแท้จริงของกรณีประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้ถูกจัดฉากหรือสร้างขึ้นมา ตรงกันข้ามการนำเสนอกรณีประวัติศาสตร์นี้ก่อให้เกิดความรู้สึกหลงใหลอันยิ่งใหญ่ การนำเสนอนี้อาจผ่านทางธงชาติ ผู้นำประเทศ (อย่างเช่นราชวงศ์ หรือวีรบุรุษของการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช) หรือศาสนสถาน รัฐเป็นผู้ดูแลการนำเสนอตัวแทนของกรณีประวัติศาสตร์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด อย่างที่ดัวร่า (Daura) เคยกล่าวไว้ว่า “รัฐเดิมพันอำนาจโดยชอบธรรมส่วนใหญ่ของรัฐด้วยการทำหน้าที่ผู้ปกป้องความแท้จริง (authenticity) ของ ‘ตัวตนวัฒนธรรม’ (body cultural) และเมื่อ ‘ตัวตนวัฒนธรรม’ สึกกร่อนไปตามกาลเวลา รัฐก็สร้าง ‘ตัวตนวัฒนธรรม’ ขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” (Daura 1998 : 307)

ถึงแม้ว่าดัวร่าจะไม่ได้กล่าวอย่างโจ่งแจ้ง เราก็สามารถเห็นได้ตามคำจำกัดความนี้ว่าความแท้จริงนี้เป็นสิ่งที่แข่งขันกันได้ กลุ่มและปัจเจกชนอื่นๆ ต่างมีความเห็นต่างจากรัฐต่อสิ่งที่รัฐจัดว่าเป็นความแท้จริง น้อยครั้งมากที่รัฐจะสามารถเป็นผู้ปกป้อง “ตัวตนวัฒนธรรม” อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นรัฐจึงต้องป้องกันการเสื่อมสลายของ “ตัวตนวัฒนธรรม” นั้น บางครั้งความพยายามของผู้ขัดแย้งกับรัฐเช่นกลุ่มผู้เสียเปรียบหรือชนกลุ่มน้อยที่จะผลักดันการควบคุมของรัฐออกไป ทำให้ความหมายทางการของสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของชาติเหล่านี้ถูกคุกคามหรือสึกกร่อนไป รัฐบาลประเทศตะวันตกก็ประสบปัญหาอย่างมากในการทำหน้าที่ผู้ปกป้อง “ตัวตนวัฒนธรรม” ที่ไม่ใช่ของตนเอง

ต่อไปนี้จะเป็นการอภิปรายเรื่องความแท้จริงของกรณีประวัติศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงนี้ โดยเปรียบเทียบสถานที่สำคัญของชาติที่มีชื่อเสียงสองแห่งในประเทศพม่าและไทยที่แตกต่างกันมาก

ลักษณะเหมือนกันของทั้งสองแห่งนี้คือ ทั้งสองเป็นองค์ประกอบสำคัญในเรื่องเล่าของชาติของทั้งพม่าและไทย

ที่ตั้งของทั้งสองสร้างความสัมพันธ์เชิงสัญญวิทยา (semiotics) ของพื้นที่ทางการเมือง เจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่ระหว่างสภาแห่งชาติที่อยู่ทางทิศตะวันตกและทะเลสาบกันดอว์จีทางทิศตะวันออก เป็นสถานที่รองรับการต่อสู้อันมากมายในสมัยอาณานิคมและหลังอาณานิคม อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินที่สร้างสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่อเชื่อมเมืองเก่าริมแม่น้ำกับบริเวณที่พระมหากษัตริย์ทรงย้ายไปประทับเมื่อเมืองขยายตัว ดังนั้นทั้งสองแห่งจึงตั้งอยู่บนทิศแห่งอำนาจ

ความน่าสนใจในขณะนี้คือการพิจารณาว่าการเดินทางของประวัติศาสตร์ได้ประทับรอยลงไปบนสถานที่ทั้งสองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาติอย่างไร

เจดีย์ชเวดากอง (พม่า) และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ไทย)

หากมองโดยผิวเผิน สถานที่ทั้งสองแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานที่แตกต่างกันมาก

เจดีย์ชเวดากองเป็นศาสนสถานและเป็นเจดีย์เก่าๆ องค์หนึ่ง มีประวัติอันยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนพุกามแล้วเริ่มมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่บัดนั้น ดังที่ปรากฏอยู่ในจารึกของพระเจ้าธรรมเจดีย์ในยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 คนที่มีโอกาสท่องเที่ยวไปในหลายประเทศอาจจะไม่ตระหนัก ถึงความสำคัญของเจดีย์ชเวดากองในทันที แต่สำหรับหลายๆ คนเจดีย์ชเวดากองเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในทางกลับกันอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับศาสนาเลย เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสที่การปกครองระบอบสมบูรณาญสิทธิราชย์สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1932 อนุสาวรีย์นี้ไม่เป็นที่รู้จักภายนอกประเทศนัก ยกเว้นกลุ่มคนที่รู้จักเมืองไทย และอนุสาวรีย์นี้ก็ยังใหม่เพราะสร้างเสร็จและเปิดในปี ค.ศ. 1940

ในปี ค.ศ. 1932 ก็ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆ เกิดขึ้นในบริเวณที่ตั้งอนุสาวรีย์เลย เมื่อเปรียบเทียบกับเจดีย์ชเวดากอง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีประวัติน้อยนิดและไม่เป็นได้มีส่วนในการสร้างความต่อเนื่องกับอดีตอันเก่าแก่ของประเทศ

ยังมีลักษณะอื่นๆ บางประการที่แบ่งสถานที่สำคัญของชาติสองแห่งนี้

เจดีย์ชเวดากองเป็นสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นที่สุดในเมืองย่างกุ้ง หากคุณไม่รู้ว่าจะไปที่เจดีย์ได้อย่างไร เพียงแค่มองขึ้นไปสูงๆ แล้วจะไปถูกเอง หากมองจากเจดีย์ชเวดากองที่ตั้งอยู่บนเขาสิงคุตร์ลงมาก็จะเห็นเมืองย่างกุ้งทั้งเมือง ในฐานะที่เจดีย์ชเวดากองเป็นศาสนสถานจึงมีทั้งชาวพุทธและนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดทั้งวัน ในทางสุนทรียศาสตร์เจดีย์ชเวดากองมีความงามสง่า มีการประดับประดางดงาม ยอดเจดีย์ส่องประกายอร่ามเรืองรองเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ในยามเช้าและบ่าย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นที่รู้จักน้อยกว่า เข้าถึงได้ยากกว่า และมีผู้เยี่ยมชมน้อยกว่าเจดีย์ชเวดากอง

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักของกรุงเทพฯ คือถนนราชดำเนินที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างในศตวรรษที่ผ่านมา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยครอบคลุมเนื้อที่ส่วนใหญ่ของเกาะกลางถนน นักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชมต้องมีความกล้าหาญมาก เพราะจะต้องฝ่ากระแสการจราจรอันคับคั่งเพื่อข้ามถนนไปยังอนุสาวรีย์ เมื่อไปถึงตัวอนุสาวรีย์แล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าชื่นชมนักเมื่อเปรียบเทียบกับเจดีย์ชเวดากอง จริงๆ แล้วสถานที่ดีที่สุดในการชมอนุสาวรีย์ คือบนรถเมล์ปรับอากาศที่วิ่งวนรอบวงเวียนเพื่อมุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวังหรือโบราณสถานอื่นๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักมากกว่า

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ใช่อนุสาวรีย์ของประชาชนและไม่มีชื่อเสียง ถึงแม้จะมีบทบาทต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย ดังที่จะได้อธิบายต่อไป อนุสาวรีย์ธรรมดาๆ ที่สร้างด้วยซีเมนต์และปูนปั้นนี้ไม่มีอะไรน่าชมเท่าไรเลย

ฐานะของเจดีย์ชเวดากอง ในการต่อสู้เพื่อชาติ

สถานที่ทั้งสองมีบทบาทการเป็นศูนย์รวมความสนใจในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองพม่าและไทย

เจดีย์ชเวดากองมีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าเพราะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า เมื่อกษัตริย์ (พระเจ้าธรรมเจดีย์) เริ่มประเพณีการถวายเครื่องบูชาแก่พระเจดีย์เป็นประจำทุกปีในคริสต์ศตวรรษที่ 15 นับจากนั้นมาราชวงศ์ก็บริจาคเครื่องบูชาและเงินเพราะแรงจูงใจทั้งด้านการเมืองและศาสนา (Moore 1999 : 145)

สิ่งปลูกสร้างหลายแห่งเกิดจากการบริจาคของพ่อค้าและคนกลุ่มอื่นๆ บริเวณฐานของพระเจดีย์มีระฆังขนาดมหึมาและเจดีย์องค์เล็กๆ อีกหลายองค์ โครงสร้างขนาดใหญ่ของพระเจดีย์เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ ปล้องไฉนและยอดฉัตรสร้างและต่อเติมในช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายต่อหลายครั้ง ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำอีก แต่สิ่งที่น่าค้นหาคือประเด็นสำคัญของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เจดีย์ชเวดากองเป็นสถานที่พิเศษ ในการนี้ฐานะของเจดีย์ชเวดากองในความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตจากระบบอุปถัมภ์และการส่งเสริมของราชการ หากแต่ยังเป็นผลผลิตของความบังเอิญอีกด้วย

เจดีย์ชเวดากองในฐานะศาสนสถาน ให้ความรู้สึกสงบสุขและเป็นอิสระจากพันธนาการ อย่างเช่นในนิยายอันโด่งดังของเทียนเพเมี้ยน (Thein Pe Myint) เรื่องเต็ดปงยี (Tet Pongyi) ตัวเอกของเรื่องเห็นเจดีย์ชเวดากองแล้วความคิดของเขาก็ได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ (Mendelson 1975 : 200) อย่างไรก็ตามในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ เจดีย์ชเวดากองได้จารึกประวัติศาสตร์อีกประการหนึ่งที่แตกต่างไปมาก เนื่องจากสิ่งที่เกี่ยวโยงกับความศรัทธาและยึดมั่นในศาสนาก็คือ ประวัติศาสตร์ของสงครามและการต่อสู้เพื่อการสร้างชาติ (U Win Pe 1999 : 149)

สมัยสงครามอังกฤษ-พม่าสองครั้งแรก เจดีย์ชเวดากองเป็นป้อมปราการและกลายเป็นสนามรบ ผู้ใดได้ครองเจดีย์ชเวดากองย่อมมีโอกาสในการได้ครองเมืองสูง

สงครามครั้งแรกในปี ค.ศ. 1824 กองทัพอังกฤษเข้ายึดเจดีย์ในวันที่ 11 พฤษภาคม ใช้เจดีย์เป็นค่ายทหารและเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารปืนใหญ่ (Moore 1999 : 149) มีการฝังศพทหารอังกฤษที่นั่น (U Win Pe 1999 : 176) กองทัพพม่าเข้าโจมตีกองทัพอังกฤษตลอดช่วงหกเดือนให้หลัง และ “ประวัติศาสตร์ของสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งแรกก็คือประวัติศาสตร์ของเจดีย์ชเวดากองนั้นเอง” (Biggs 1953 : 1)

สมัยสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1852 กองทัพพม่าเข้าครองเจดีย์ชเวดากองและต่อสู้กับกองทัพอังกฤษจนกระทั่งเจดีย์ชเวดากองถูกยึด อันหมายถึงการล่มสลายของเมือง (Biggs 1963 : 7-8)

สิ่งที่แปลกเกี่ยวกับจุลสารของบิ๊กส์ (Biggs) เรื่องเจดีย์ชเวดากองซึ่งเขียนในปี ค.ศ. 1895 คือเนื้อหาบทแรกเกี่ยวกับรายละเอียดทางทหารดังที่กล่าวข้างต้นมากกว่าความสำคัญทางศาสนาของเจดีย์ นี่เป็น “บทนำ” สู่ประเด็นของเขา สิ่งสำคัญที่สุดในใจของผู้แต่ง (Biggs) คือความสำคัญของเจดีย์ชเวดากองในฐานะป้อมปราการทางทหารซึ่งถือเป็นการรับรู้ที่ตรงกับประวัติศาสตร์ของเจดีย์ในศตวรรษที่ 20 อย่างที่บิ๊กส์ (Biggs) เองก็อาจคาดไม่ถึง

ในสมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้น อังกฤษมักจะตั้งข้อสงสัยในความพยายามของกษัตริย์พม่าที่จะทำหน้าที่พุทธศาสนูปถัมภก ปี ค.ศ. 1870 เมื่อพระเจ้ามินดงขอเดินทางไปถวายยอดฉัตรแก่พระธาตุชเวมอดอในพะโค (หงสาวดี) อังกฤษปฏิเสธคำขอนั้นด้วยเกรงว่าพระเจ้ามินดงจะ “อยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพล และอังกฤษต้องป้องกันไม่ให้สะสมอิทธิพลนั้นให้เกิดอันตรายต่อการปกครองพม่าของประเทศอังกฤษ” (Myo Myint 1987 : 192) การกระทำเพื่อศาสนาจึงถูกตีความเป็นการกระทำเพื่อการต่อต้านและการกบฏ

หนึ่งปีให้หลัง ในปี ค.ศ. 1871 เมื่อพระเจ้ามินดงประสบความสำเร็จในการถวายยอดฉัตรใหม่แก่พระเจดีย์ชเวดากอง อังกฤษประกาศว่าการกระทำนั้น “ก่อให้เกิดผลร้ายต่อจิตใจของประชาชนโดยรวม โดยทำเพื่อต้องการคงความตื่นเต้นและความวิตกกังวลในหมู่ประชาชน” (Myo Myint 1987 : 192)

สามสิบปีก่อนหน้านั้น ในปี ค.ศ. 1841 ก่อนสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่สอง พระราชบิดาของพระเจ้ามินดงคือพระเจ้าธราวดีได้เดินทางไปกรุงย่างกุ้งพร้อมกับกองกำลังทหารกลุ่มใหญ่ เพื่อตกแต่งฉัตรประดับยอดพระเจดีย์ชเวดากองใหม่ (Myo Myint 1987 : 189) นักประวัติศาสตร์ไม่อาจทราบได้ว่าพระเจ้ามินดงและพระราชบิดาคิดอะไรอยู่ ถึงแม้จะเป็นที่ชัดเจนว่าตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เจดีย์ชเวดากองกลายเป็นจุดกดดันที่อังกฤษกับพม่าแข่งขันกันเพื่อผลประโยชน์

ตัวเจดีย์ชเวดากองเองได้บันทึกประวัติศาสตร์บางส่วนนี้ไว้อย่างกระท่อนกระแท่นไม่ต่อเนื่อง ฐานของเจดีย์และเนินเขาสิงคุตร์อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ มีอนุสรณ์มากมายที่เป็นเสมือนจดหมายเหตุของชาติพม่าปรากฏอยู่ที่บันไดด้านทิศเหนือจะเห็น “ทเวเซกัน (Thway say kan)” หรือที่เรียกกันว่า “อ่างล้างเลือด” เป็นที่ที่ทหารพม่าใช้ล้างเลือดจากดาบในสมัยสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่ง (Moore et al. 1999 : 11) ที่ฐานเจดีย์ทิศตะวันตกเฉียงใต้มีอนุสาวรีย์พร้อมกับจารึกสี่ภาษา (พม่า อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย) ตั้งอยู่ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่การประท้วงของนักศึกษาต่อบัญญัติมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปี ค.ศ. 1920 กลุ่มนักศึกษาแกนนำได้กล่าวปฏิญาณตน ณ จุด นี้ (U Win Pe 1999 : 176)

เจดีย์ชเวดากองอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังทหารอังกฤษตั้งแต่สมัยสงครามอังกฤษ-พม่าจนถึงปี ค.ศ. 1929 อีกทศวรรษให้หลังหรือนานกว่านั้น ช่วงเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความไม่สงบในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1938 เจดีย์ชเวดากองเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง มีฝูงชนมาชุมนุมกันถึง 10,000 คน และ 1,500 คนในนั้นเป็นพระภิกษุ ข่าวลืออันเป็นผลมาจากการชุมนุมครั้งนั้นว่าเจดีย์ชเวดากองใกล้จะถูกโจมตีทำให้บรรยากาศทางการเมืองร้อนระอุขึ้นทันที (Mendelson 1975 : 212)

ช่วงก่อนได้รับเอกราช มีการประท้วงและการชุมนุมหยุดงานที่เจดีย์ชเวดากองหลายครั้ง การประชุมของกลุ่มประชาชนอิสระต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League) ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1945 ก็เกิดขึ้นที่นี้

เดือนกันยายน ค.ศ. 1946 กลุ่มตำรวจได้ประท้วงหยุดงานและมาตั้งค่ายที่นี่ (Cady 1958 : 524-525, 536) เพลงชาติพม่าเองก็กระหึ่มขึ้นเป็นครั้งแรกบนเขาสิงคุตร์

ในปี ค.ศ. 1961 ช่วงปลายของรัฐบาลอนุ (U Nu) พระสงฆ์กว่าห้าร้อยรูปได้มาชุมนุมกันที่ฐานของพระเจดีย์และกล่าวโทษอนุ (U Nu) ว่า “ลดระดับพุทธศาสนาลงเป็นเพียงการนับถือภูตผี” (Mendelson 1975 : 353) และอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1974 เจดีย์ชเวดากองเป็นศูนย์กลางของความไม่สงบ เมื่อนักศึกษาประท้วงเรื่องสถานที่เหมาะสมที่สุดเพื่อฝังศพอูถั่น (U Thant) เลขาธิการองค์การสหชาชาติในสมัยนั้น (Steinberg 1982 : 43)

ช่วงเหตุการณ์ความวุ่นวายในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน ปี ค.ศ. 1988 เจดีย์ชเวดากองเป็นศูนย์กลางของการประท้วงอีกครั้ง เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1988 นายพล เนวิน (Ne Win) ลาออกจากประธานพรรคสังคมนิยมพม่า (Burma Socialist Program Party) ส่วนหนึ่งเพื่อรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของนักศึกษาที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเดือนมีนาคม และมิถุนายน (Sesser 1993 : 207-208) ระหว่างวันที่ 8-13 สิงหาคมที่มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อผู้นำทางการทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ และอำนาจในการบริหารประเทศก็ยังไม่คงที่

วันที่ 26 สิงหาคม ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) กล่าวปราศรัยที่เจดีย์ชเวดากองและประกาศตัวเป็นทายาทการเมืองของบิดา คือนายพลอองซาน (Aung San) ผู้ก่อตั้งกองทัพบกพม่า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งรัฐชาติพม่า (Aung San Suu Kyi 1995 : 192-198) คำปราศรัยของเธอ ในวันที่ 26 สิงหาคม ทำให้ประชาชนลุกฮือ และภายหลังถูกกองกำลังทหารปราบปรามในวันที่ 18-19 กันยายน (Sesser 1993 : 219-223)

หลายต่อหลายครั้งในช่วงเหตุการณ์เหล่านี้ ทั้งในปี ค.ศ. 1824, 1852, 1938, 1945, 1946, 1961, 1974 และ 1988 เจดีย์ชเวดากองได้ยุติความเป็นศาสนสถานและเปลี่ยนเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สงครามแห่งที่มั่นได้เกิดขึ้นระหว่างคนหลายกลุ่ม ประชาชนชาวพม่าหลายคนได้สละชีวิตในสงครามที่มั่นแห่งนี้เมื่อปะทะกับกองทัพอังกฤษ ทำให้เจดีย์ชเวดากองกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสงคราม ที่เชิงเขาสิงคุตร์ด้านทิศเหนือมีอนุสรณ์สถานของสุสานวีรบุรุษแห่งนายพลอองซาน (Memorial to the Fallen Heroes Mausoleum of Bogyoke Aung San) แนวคิดเรื่องการพลีชีพเพื่อชาตินี้ได้รับการสนับสนุนครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 1990 เมื่อรัฐบาลทหารพม่าเห็นควรที่จะสร้างสุสานทหารนิรนามไว้ใกล้ๆ กัน

อูวินเป (U Win Pe) กล่าวว่า “เจดีย์ชเวดากองให้ความรู้สึกของความเป็นชาติแก่ประชาชนชาวพม่า” (U Win Pe 1999 : 177) ในขณะที่เจดีย์ชเวดากองไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของชาติในลักษณะนี้ กระบวนการที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นก็มิได้เป็นเพียงอุบัติเหตุ

การที่อังกฤษใช้เจดีย์ชเวดากองเป็นป้อมปราการ และการที่พม่าตัดสินใจเข้ายึดคืนคือเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เจดีย์ชเวดากองกลายเป็นศูนย์รวมของความรู้สึกของประชาชนดังเช่นทุกวันนี้

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

ในกรณีของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดการประท้วงเช่นเดียวกันในคริสต์ศตวรรษที่ 20 อนุสาวรีย์นี้แตกต่างจากเจดีย์ชเวดากองมากและเพิ่งจะได้รับความหมายประวัติศาสตร์ใหม่ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1940 เพื่อฉลองวันครบรอบแปดปีที่การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สิ้นสุดลง

เหตุการณ์ที่แถลงการณ์ว่าเป็น “การปฏิวัติ” นี้ แท้จริงแล้วจบลงไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะสามารถใช้คำจำกัดความเช่นนั้นได้ บางครั้งเหตุการณ์นี้ก็ถูกเรียกอย่างเลี่ยงๆ ว่า “การเปลี่ยนรัฐบาล” ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมนานนับหลายทศวรรษของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐศาสตร์และการเมือง ที่กระตุ้นให้เกิดการโต้เถียงเรื่องสิทธิของผู้ถูกปกครอง สถานะของผู้หญิง และสิทธิพิเศษของกลุ่มเชื้อพระวงศ์ (Reynolds 1998 : 479-480) อย่างไรก็ดี “ประชาธิปไตย” ก็ถูกปิดกั้นจนถึงปลายทศวรรษนั้น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสร้างขึ้นสมัยรัฐบาลทหารนำโดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม

หน่วยวัดต่างๆ ของอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ของข้อมูลสำคัญๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น วันที่ 24 ของเดือน 3 (มิถุนายนในปฏิทินแบบเก่า); หลักหกประการของพรรคประชาชนและปีที่ 75 ตามการนัพุทธศักราช (2475 =1932)

หลักหกประการประกอบด้วย เอกราช สันติภาพ สิทธิในความเสมอภาค อิสรภาพ ความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ และการศึกษา (มาลินี 1988:71)

เดิมมีแผนตกแต่งด้านทั้งแปดของอนุสาวรีย์ด้วยปูนปั้น แต่มีเพียงสี่ด้านเท่านั้นที่สำเร็จ ที่เหลืออีกสี่ด้านถ่ายแบบมาจากด้านที่เสร็จแล้ว ส่วนที่ไม่ได้สร้างคือพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงรับรัฐธรรมนูญ ภาพกลุ่มผู้วางแผนเปลี่ยนรัฐบาลในปี ค.ศ. 1932 ภาพประชาชนแสดงความไม่พอใจต่อกลุ่มผู้วางแผน และสุดท้ายเป็นภาพประชาชนกำลังทำความเคารพรัฐธรรมนูญที่ตั้งอยู่บนพาน ผู้ที่ทราบว่าการตกแต่งด้านทั้งแปดไม่สมบูรณ์ต่างรู้สึกว่าสิ่งนี้อาจหมายถึง “ความไม่สมบูรณ์” ของประชาธิปไตยในเมืองไทย

การศึกษากรณีทางประวัติศาสตร์อีกสองกรณีของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ยุคแรก (ที่นักประวัติศาสตร์หนึ่งในสองคนนี้เรียกว่า “เรื่องแรก”) ถูกลืมและถูกครอบงำด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอีก 30 ปีหลังจากการสถาปนาอนุสาวรีย์ได้อย่างไร มาลินี คุ้มสุภา และธงชัย วินิจจะกูล ได้ “ตีความ” (reread) อนุสาวรีย์ใหม่ และพยายามคลี่คลายปมของเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอนุสาวรีย์ที่เล่าสืบกันมาในหลายทศวรรษที่ผ่านมา (มาลินี 1998, ธงชัย 1999)

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเข้าสู่จิตสำนึกของประชาชนครั้งแรกในกลางทศวรรษที่ 70 ระหว่างที่มีการประท้วงวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1973 ซึ่งนำไปสู่การเมืองไทยยุคใหม่ บทความหนึ่ง ระบุว่ามีประชาชนถึง 500,000 คนมาชุมนุมกันบริเวณถนนราชดำเนินและถนนใกล้เคียง (Anderson 1998 : 154) ในขณะที่การประท้วงเริ่มขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถนนกว้างใหญ่อันเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์นี้ก็ดึงดูดผู้คนจำนวนนับหมื่นที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลางการประท้วงอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1992 เมื่อผู้บัญชาการทหารบกขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากได้กล่าวสละอำนาจไปก่อนหน้านี้

การประท้วงวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1973 เป็นการยืนยันว่าอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย หนังสือและนิตยสารหลายเล่มหลายฉบับที่ลงเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวมักลงภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งแบบเป็นภาพถ่ายหรือกราฟิกดีไซน์ ปีกทั้งสี่ของอนุสาวรีย์และโครงสร้างตรงกลางกลายเป็นตัวแทนของการสิ้นสุดของรัฐบาลทหารและการเริ่มต้นของประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นเครื่องหมายของเหตุการณ์นั้นเพราะมีภาพลักษณ์ตรงกับสิ่งที่ “ประชาธิปไตย” ถูกจินตนาการว่าเป็นเพราะความรุนแรง และความเสียหายอันใหญ่หลวงกว่าที่เกิดขึ้นเมื่อทหารคืนสู่อํานาจในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1976 จึงอาจกล่าวได้ว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ได้แบกรับความหมายอันโศกสลดของเหตุการณ์นี้ ซึ่งถือเป็นการ “สิ้นสุด” อย่างชั่วคราวของประชาธิปไตยไทย

สรุป

ทั้งเจดีย์ชเวดากองและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งสองมีหน้าที่อย่างเป็น “ทางการ” ในเรื่องเล่า (narratives) แบบชาตินิยม เจดีย์ชเวดากองเป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นหลักฐานของการเริ่มต้นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ หน้าที่อย่างเป็นทางการนี้ได้รับการส่งเสริมว่าเป็น “ความแท้จริง” (authenticity) ของสถานที่ทั้งสอง

ในขณะเดียวกัน เรื่องเล่าแบบอื่นๆ ได้เกิดขึ้นและมีการสะสมมาตลอดระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ดำเนินไป ตะกอนของความหมายเหล่านี้ได้ก่อตัวขึ้นและแยกตัวไปจากความหมายอันแท้จริงที่กำหนดมาให้โดยอำนาจชอบธรรมตามกฎหมาย สำหรับกรณีของทั้งสองที่นี้ การประท้วง การขับเคลื่อนของมวลชน การชุมนุมทางการเมือง การปราศรัยที่เต็มไปด้วยรสชาติ ได้เกิดขึ้นที่สองแห่งนี้และบริเวณโดยรอบ เรื่องเล่าแบบอื่นๆ แข่งขันกับบทบาทที่แท้จริงและได้กัดกร่อนบทบาทที่แท้จริงของสถานที่ทั้งสองแห่งตามประวัติศาสตร์ชาตินิยม

ทั้งสองที่นี้ดึงดูดประวัติศาสตร์ที่อยู่เหนือการควบคุมของคนใดคนหนึ่ง ประวัติศาสตร์ที่เป็นจิตวิญญาณเท่ากับที่เป็นปรปักษ์ ประวัติศาสตร์ที่ต่อต้านการเสกสรรปั้นแต่งและการควบคุม

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับอนุสรณ์สถานทั้งสองแห่งนี้คือ ความซับซ้อนของความหมายที่ได้เติบโตขึ้นรอบๆ สถานที่ทั้งสอง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีอายุน้อยกว่าปัจจุบันถูกมองว่า เป็นศูนย์รวมของความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยานเพื่อระบอบการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หากยังมีความขัดแย้งในตัวเองและความไม่ลงรอยกันอยู่ในความฝัน และความทะเยอทะยานเหล่านี้

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไม่ได้แบกรับความรู้สึกอันลึกซึ้ง ในการต่อสู้สมัยอาณานิคมอย่างที่ปรากฏอยู่ที่เขาสิงคุตร์และบนฐานของเจดีย์ชเวดากอง เจดีย์ชเวดากองต้องถูกจดจำในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องรัฐชาติพม่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันแท้จริงของความเป็นชาติพม่า แต่เจดีย์ชเวดากองก็ยังเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความรู้สึกของประชาชน และเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความหมายต่อชาวพม่าอย่างที่เราไม่สามารถตีค่าแทนได้ เจดีย์ชเวดากองเป็นสถานที่ที่ชาติจะอ้อนวอนเพื่อต่อสู้กับรัฐ

ดังนั้นจะกลับสู่ประเด็นเมื่อเริ่มอภิปรายสิ่งที่ “แท้จริง” (authenticity) ไม่แสดงให้เห็นได้ด้วยตัวเอง แต่จะเป็นประเด็นในการอภิปรายและตีความอยู่เสมอ


บทความนี้ปรับปรุงจากบทความเรื่อง Icon of Identity as Sites of Protest; Burma and Thailand Compared ของ Craig J. Reynolds ที่เสนอต่อ “The PROSEA-ANU International Workshop on Deliberating the Asian Values Debates; National Values, Chinese Values and Muslim Values in Southeast Asia”, 24-25 ธันวาคม พ.ศ. 2541 ที่ PROSEA. Academia Sinica, Taipei, Taiwan


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 สิงหาคม 2565

Related Posts

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

Leave a Reply

Your email address will not be published.