ทูตต่างประเทศ ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 พำนักอยู่บริเวณไหนในกรุงเทพ?

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เซอร์จอห์น เบาริ่ง อัครราชทูตอังกฤษ เข้าเฝ้า (ภาพจิตรกรรมเทิดพระเกียรติกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ วาดโดย นคร หุราพันธ์ ปัจจุบันแขวนอยู่ภายในอาคารรัฐสภา)

“แขกรัฐบาล” ที่เป็นทูตต่างประเทศ เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ในสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 พำนักอยู่บริเวณไหน?

ในสมัยรัชกาลที่ 1 ไม่มีการบันทึกถึงที่พำนักของทูตในกรุงเทพฯ

ในสมัยรัชกาลที่ 2 “กาละลด มันแวนด์” ทูตโปรตุเกสจากมาเก๊า เดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2361 ว่ามาพำนัก “อยู่ที่เรือนหน้าบ้านพระยาสุริยวงศ์มนตรี” ซึ่งมีลักษณะเป็นตึก พระยาสุริยวงศ์มนตรีผู้นี้ (ต่อมาภายหลัง) คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)

ต่อมา ใน พ.ศ. 2365 “จอห์น ครอว์เฟิร์ด” ทูตอังกฤษเดินทางมายังกรุงเทพฯ “การะฝัดเข้ามาครั้งนั้น โปรดให้ขึ้นพักอาศัยอยู่ที่ตึกสูงหน้าบ้านท่านเจ้าพระยาพระคลัง” เจ้าพระยาพระคลังผู้นี้ (ต่อมาภายหลัง) คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)

ตึกดังกล่าวต่อมาได้ให้ “นายหันแตร (ฮันเตอร์)” ชาวต่างชาติ เช่าทำเป็นห้างทำกิจการค้าขาย ถือเป็นห้างแรกของกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยรัชกาลที่ 3 “เอดมัน รอเบิร์ต” ทูตอเมริกามาพำนักที่ “ตึกรับแขกเมืองหน้าวัดประยูรวงศ์” เมื่อ พ.ศ. 2376 แต่เพราะนายหันแตรเช่าตึกอยู่ จึงย้ายไปพำนักที่ตึกหน้าบ้านพระยาราชสุภาวดี

พระยาราชสุภาวดีผู้นี้ (ต่อมาภายหลัง) คือ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ท่านสร้างบ้านเป็นตึกฝั่งพระนคร ภายหลังยกตึกและบ้านให้วัด เรียกกันว่า วัดชัยชนะสงคราม หรือวัดตึก บริเวณเยาวราชในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตึกของนายหันแตรอาจยังคงใช้เป็นที่พำนักของทูตอยู่ เพราะมีตึกสองหลัง เช่น พ.ศ. 2381 มิสเตอร์ฤทธิ์สชอนหรือริดซันเข้ามา ก็มา “อาศัยอยู่กับนายหันแตรที่ตึกหน้าวัดประยูรวงศ์”

ต่อมาเมื่อนายหันแตรออกไปจากกรุงเทพฯ กัปตันปรอนเช่าต่อ พอ “โยเสฟ บาเลสเตีย” ทูตอเมริกาเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2393 รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกเรือนพำนักทูตขึ้นแถวหน้าวัดประยุรวงศ์

ครั้นเมื่อ “เซอร์ เจมส์ บรูก” ทูตอังกฤษเดินทางเข้ามา รัฐบาลได้ปลูกโรงเรือเครื่องไม้จากไว้ให้เป็นที่พำนัก ยาว 9 ห้อง ดาดเพดานด้วยผ้าขาว แต่เซอร์ เจมส์ บรูกไม่ชอบใจ จึงไปอาศัยอยู่กับกัปตันปรอนที่ตึกใหญ่

ในสมัยรัชกาลที่ 4 “เซอร์ จอห์น เบาริง” ทูตอังกฤษ เดินทางเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2398 บันทึกไว้ว่า

“ข้าพเจ้าพักอยู่ที่ตึกรับแขกเมือง ซึ่งเรียกว่า บริติ๊ชแฟกตอรีย์ ตึกนี้ได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่โดยเรียบร้อย ในการที่จะรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ชั้นบนสองห้อง เป็นห้องกว้างใหญ่ ห้องนั่งเล่น กว้างขวางและอากาศเย็นสบาย ห้องนอนนั้นพึ่งปิดกระดาษ ฝาผนังพึ่งแล้วเสร็จใหม่ ๆ เตียงนอนที่ข้าพเจ้านอนนั้นมีมุ้งและม่านแดงลายทองกั้น และมีพวงดอกไม้ห้อย มีหม้อน้ำเย็นวางบนโต๊ะ และช่อพวงดอกกุหลาบปักขวด มีคนใช้ไทยพูดภาษาอังกฤษได้ให้มาอยู่สำหรับข้าพเจ้าใช้สรอย”

(ภาพประกอบเนื้อหา) สมเด็จพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้แต่งทูตมาแลกเปลี่ยนหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีเมื่อ พ.ศ. 2406 และได้ทูลเกล้าถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลยอง ดอนเนอร์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในหมู่พระอภิเนาวนิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2410 เพื่อทรงรับราชทูตฝรั่งเศสอีกคณะหนึ่ง จึงทรงสายสะพายเลยอง ดอนเนอร์พร้อมดารา เพื่อเป็นเกียรติยศแด่ชาวฝรั่งเศส (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพเหตุการณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์)

ต่อมา พ.ศ. 2399 “แฮรี ปาร์กส์” ซึ่งเคยเดินทางมากับเซอร์ จอห์น เบาริงเมื่อปีก่อน เดินทางนำหนังสือสัญญามาส่ง ได้พำนักที่ตึกรับแขกเมืองหน้าวัดประยุรวงศ์

ปีเดียวกันนั้น “ทาวน์เซนด์ แฮร์ริส” ทูตอเมริกาบันทึกว่า “ตึกรับแขกเมืองหน้าวัดประยุรวงศ์มีคณะทูตชุดแฮรี ปาร์กส์อาศัยอยู่ จึงปลูกเรือนให้พักที่หน้าโรงฝางเก่า ปากคลองผดุงกรุงเกษม”

ขณะเดียวกันนั้นเอง ทูตฝรั่งเศสนาม “มองติญี เอก” ก็อธิบายว่า ตึกรับแขกเมืองมีทูตอังกฤษพำนัก เรือนจากที่ปากคลองผดุงกรุงเกษมก็มีทูตพำนัก จึงตำหนิว่าเป็นเรือนจากนั้นไม่สมควร จึงได้ขึ้นไปอาศัยอยู่ที่หอนั่ง บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค)

นอกจากนี้ยังมีที่พำนักทูตอีกหลายที่ เช่น พ.ศ. 2401 “มิสเตอร์ยอนยาเว อิศเกวร์” กงสุลเดนมาร์ก พำนักที่บ้านมิสเตอร์ ดี. เกดะ มอซอน เหนือปากคลองผดุงกรุงเกษม

พ.ศ. 2406 “มองซิเออร์ มารีเนต” กงสุลฝรั่งเศสพำนักที่เก๋งเหนือพระที่นั่งสุทไธศวรรย์

พ.ศ. 2408 “พลเรือโท ยอช คิง” พำนักที่บ้านกงสุลอังกฤษ

พ.ศ. 2410 ทูตโปรตุเกสพำนักที่บ้านมิสเตอร์สก็อต เหนือปากคลองผดุงกรุงเกษม

ดังนั้น ที่พำนักของรัฐบาล (ส่วนใหญ่) ที่ใช้รับแขกรัฐบาลโดยเฉพาะชาวต่างชาตินั้น อยู่บริเวณบ้านของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) หรือละแวกวัดประยูรวงศาวาส ในปัจจุบันคือ สำนักเทศกิจ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

 

อ้างอิง :

เอนก นาวิกมูล. หมายเหตุประเทศสยาม เล่ม 8. 959 พับลิชชิ่ง, 2549

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 กรกฎาคม 2563

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_54459

Related Posts

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

Leave a Reply

Your email address will not be published.