“โบราณคดีพิศวง” ที่ไม่น่าเชื่อ และ “ไม่ควรเจอ” ที่พระนครศรีอยุธยา

จั่วหัวเรื่องดังกล่าวนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะเล่าเรื่องผี แต่จะเล่าเรื่องการค้นพบหลักฐานโบราณคดีบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะค้นพบได้ในที่ที่ไม่ควรพบ กล่าวคือ

เมื่อต้นเดือนก่อน สหายร่วมโลกเรื่องวัฒนธรรมและโบราณคดีของผมคนหนึ่งชื่อปริญญา สัญญะเดช เป็นครูสอนวิชาช่างภาพที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และมีนิวาสสถานอยู่แถบริมแม่น้ำน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แจ้งกับผมว่ามีนักประดาน้ำได้งมพบโครงกระดูก ขวานหิน กำไลหิน ภาชนะดินเผา เบ็ดหิน หินดุ (วัตถุใช้ในขั้นตอนขึ้นรูปภาชนะดินเผาก่อนเผา) ฯลฯ ที่ก้นแม่น้ำน้อย ช่วงที่ไหลผ่านพระนครศรีอยุธยา

ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นหลักฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุเก่าแก่นานนับพันปี ครั้งยุคหิน ยุคสัมฤทธิ์โน่น ซึ่งจัดเป็นเรื่องน่าพิศวงยิ่ง เพราะพื้นที่แถบนั้นเป็นที่ราบลุ่มต่ำ ซึ่งนักวิชาการด้านธรณีวิทยาได้ระบุว่าพื้นที่แบบนี้เดิมเป็นทะเลและเพิ่งตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินเมื่อไม่กี่พันปีก่อน ฉะนั้นโอกาสจะค้นพบหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุนานนับพันๆ ปีในเขตที่ราบลุ่มตะกอนแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ใต้จังหวัดลพบุรีลงไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการนั้นจึงเป็นไปไม่ได้

ผมรีบถ่ายทอดความทรงจำเก่าๆ ที่ครูสอนมาเล่าให้อาจารย์ปริญญาฟังเพื่อยืนยันว่าผมไม่เชื่อ แต่อาจารย์ปริญญายังยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ได้ฟังใครเล่ามา ด้วยได้เห็นหลักฐานที่นักโบราณคดีใต้น้ำสมัครเล่นทั้งหลายงมขึ้นมากับตาตนเองจากสถานที่แห่งนั้น

เมื่ออาจารย์ปริญญายืนยันมาถึงขั้นนั้นก็คงต้องไปพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริง

(ซ้าย) ภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ นักประดาน้ำงมได้จากแม่น้ำน้อย อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ วัดเชิงท่า เมืองลพบุรี
(ขวา) ขวานหินขัดยุคก่อนประวัติศาสตร์ นักประดาน้ำงมได้จากแม่น้ำน้อย อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ วัดเชิงท่า เมืองลพบุรี

ไปกันที่บ้านนักโบราณคดีใต้น้ำสมัครเล่นในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาผู้งมได้หลักฐานดังกล่าวก่อน ตามใต้ถุนบ้านหรือบนบ้านของพวกเขาจะพบเห็นโบราณวัตถุแบบที่อาจารย์ปริญญาเล่าเกลื่อนเต็มไปหมด ได้เห็นภาชนะดินเผาบางชิ้นที่มีลวดลายตกแต่งผิวภาชนะขูดขีดคดโค้งแบบที่นิยมกันในยุคก่อนประวัติศาสตร์แถบลพบุรี นครสวรรค์เป็นจำนวนมาก พบขวานหินขัด ขวานสัมฤทธิ์ ชิ้นส่วนกำไลทำจากงาช้าง เบ็ดตกปลาขนาดใหญ่ทำด้วยหินและสัมฤทธิ์ เห็นแล้วเถียงไม่ได้เลยว่าไม่ใช่หลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์จริง

แต่ในใจก็ให้คอยนึกว่า หรือหลักฐานเหล่านี้พวกนักโบราณคดีใต้น้ำสมัครเล่นซื้อมาจากแหล่งขายสมบัติแผ่นดินที่สวนจตุจักร หรือพรรคพวกนักล่าสมบัติด้วยกันหามาให้จากนั้นจึงนำไปทิ้งน้ำแล้วแกล้งบอกเล่าปล่อยข่าวว่าเป็นหลักฐานพบจากใต้น้ำ

แต่เมื่อพิจารณาดูลักษณะผิวของภาชนะพบว่ามีร่องรอยของการจมน้ำเป็นเวลานานจริง บางชิ้นมีหินปูนเกาะติดหนาด้วยซ้ำ ในใจเริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จากนั้นได้ไปยังจุดที่นักโบราณคดีใต้น้ำสมัครเล่นงมพบหลักฐานเหล่านี้ได้ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเสนาติดต่อกับอำเภอบางไทร ไม่พบหลักฐานอะไรนอกจากเศษภาชนะเคลือบจีนสมัยราชวงศ์หยวน และเศษภาชนะเคลือบสมัยสุโขทัยล้วนแต่เป็นชิ้นใหญ่ๆ ทิ้งอยู่ตามพงหญ้าริมตลิ่งแม่น้ำน้อย ของเหล่านี้เดิมอยู่ใต้น้ำและถูกงมขึ้นมาแต่ถูกคัดทิ้ง

อาจารย์ปริญญายืนยันว่าวันที่พวกเขางมพบหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้นั้นตนเองเห็นกับตา ณ สถานที่แห่งนั้น และเห็นพวกเขางมได้มากมายเป็นลำๆ เรือ

เมื่อผมได้เห็นสถานที่จริงก็ยังไม่อยากสรุปอยู่ดีว่าเป็นเรื่องจริง หากแต่มีใจเอนเอียงไปนิดๆ ว่าอาจจะเป็นเรือของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เลียบแล่นไปตามชายฝั่งทะเลในอดีตและเรือได้อับปางลง ณ ที่นี้ จึงได้พบหลักฐานมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยังไม่ปลงใจเชื่อเต็มร้อยว่าหลักฐานที่พบดังกล่าวนั้นเป็นของที่อยู่ที่นั่นมาแต่ดั้งเดิมโดยไม่มีใครสักคนเล่นตลกนำไปทิ้งและแกล้งว่าพบได้ในภายหลัง

เรื่องทั้งหมดนี้ผมจะไม่สรุปว่าอะไรเป็นอะไรเพราะไม่ใช่คนรู้จริง แต่อยากจะบอกฝากให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร หรือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับทราบและช่วยพิสูจน์ต่อไปเพื่องานวิชาการที่ลุ่มลึกมากขึ้น

ผลพวงของข่าวคราวการพบหลักฐานดังกล่าวรวมทั้งการได้ไปดูสถานที่จริง ทำให้ผมได้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า

ประการแรก

ลำน้ำใหญ่น้อยของเมืองหลวงเก่าของเรามีโอกาสพบหลักฐานอันทรงคุณค่าในการใช้เป็นข้อมูลศึกษาประวัติศาสตร์อาณาจักรอยุธยาอีกมาก และมีมากจนกระทั่งมีอาชีพนักโบราณคดีใต้น้ำสมัครเล่นงมโบราณวัตถุใต้น้ำขายกันเป็นอาชีพมานมนานกาเล หากได้ฟังพวกเขาเล่าสิ่งที่พวกเขาพบกันก็จะรู้ได้ว่าหลักฐานดีๆ จำนวนมากที่พบนั้นเป็นหลักฐานสำคัญชี้ชวนให้เห็นว่าพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองศูนย์กลางการค้านานาชาติที่สำคัญยิ่งในอดีต เช่น พบเครื่องถ้วยชาติต่างๆ พบซากเรือจม พบปืนใหญ่ เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้เมื่อพวกเขางมได้จะถูกขายไปกับนักสะสมต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และไม่มีส่วนราชการใดๆ หยุดยั้งหรือสนใจสิ่งที่พวกเขาพบหาได้มา ฉะนั้นหลักฐานที่พวกเขาพบจึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสาระประวัติศาสตร์อาณาจักรอยุธยาให้จับต้องดูสมจริงสมจังได้มากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้ามหลักฐานดังกล่าวกลับเป็นแค่เพียงของตกแต่งบ้านของพวกนักสะสมเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเพราะหลักฐานนั้นคือทรัพย์ของแผ่นดิน ตามกฎหมายแล้วไม่มีใครมีสิทธิ์ครอบครองได้ เรื่องนี้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องควรต้องพิจารณา

ประการที่สอง

ผมเริ่มมองเห็นว่าโครงการหรืองานที่เพิ่มพูนความรู้อย่างลุ่มลึกของวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเรานั้นดูจะน้อยๆ ลงกว่ายุคก่อนหน้า การขุดค้นเพื่อความรู้ใหม่ๆ ทางโบราณคดีแทบไม่ค่อยได้ยิน ที่คุ้นเคยหูสำหรับการทำงานทำนองนี้คือการบูรณะโบราณสถานเพื่อการท่องเที่ยว เมื่อนโยบายเทใจไปยังเรื่องดังกล่าวเราจึงพบว่าแหล่งโบราณคดีที่เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วประเทศนั้นจึงถูกลักลอบขุดค้น ไถเกรดทิ้งไป หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งหมายถึงว่าเราคงมีโอกาสน้อยลงที่จะเพิ่มเติมเต็มความรู้ใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวในอดีตของประเทศเรา ซึ่งว่าไปแล้วเรื่องราวที่รู้กันนั้นมีเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ได้ศึกษากัน เรื่องนี้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องน่าจะแก้ไข

ประการที่สาม

หากหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบไม่ใช่ของจริงแต่เป็นการจัดฉาก ก็ย่อมแสดงว่าธุรกิจพัวพันกับการค้าโบราณวัตถุเป็นเรื่องซับซ้อนมาก มักมีการปรุงแต่งสร้างเรื่องได้แนบเนียนอย่างไม่น่าเชื่อ ฉะนั้นผู้ใดที่มีเงินเหลือเฟือคิดจะสะสมโบราณวัตถุโดยเฉพาะประเภททรัพย์แผ่นดินคงต้องระวัง เพราะนอกจากเป็นเรื่องผิดกฎหมายแล้วในที่สุดท่านต้องจ่ายเงินไปจำนวนมาก แต่ที่ได้กลับมาคือของปลอมมูลค่าเพียงหลักสิบหลักร้อยบาทเท่านั้น ว่ากันว่าเรื่องหลอกลวงและวัฒนธรรมแบบศรีธนญชัยเป็นเรื่องที่คนไทยจำพวกหนึ่งถนัดนัก จอมเซียนทั้งหลายโดนกันมามากแล้ว จึงขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงซื้อหาโบราณวัตถุประเภททรัพย์ของแผ่นดินนำมาสะสมเป็นของส่วนตัว เพราะจะมีส่วนได้ช่วยกันเก็บรักษาแหล่งโบราณคดีไม่ให้มีการขุดทำลายนำโบราณวัตถุมาขาย อีกทั้งท่านอาจจะไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับอีกด้วย

วันนี้ผมขอทำหน้าที่เสมือนเป็นโฆษกกรมศิลปากรสักวัน

 

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ.2560

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_6558

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.