เมืองพิษณุโลก เคยมีอีกชื่อว่า “เมืองชัยนาท” จริงหรือ? เรื่องนี้มีที่มาอย่างไร

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์สุโขทัยที่เมืองสองแคว-พิษณุโลก (ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อ พ.ศ.2489 โดย วิลเลียมส์ ฮันท์)

เมืองพิษณุโลก ในทางประวัติศาสตร์มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกสองชื่อ คือเมืองสองแควกับเมืองชัยนาท

“สองแคว” เป็นชื่อที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองพิษณุโลก เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน แม่น้ำแควน้อยนั้นไหลจากเทือกเขาทางทิศตะวันออกลงแม่น้ำน่านเหนือตัวเมืองขึ้นไปประมาณ 20 กิโลเมตร

แต่ในอดีตแม่น้ำแควน้อยก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำน่านนั้น ได้ไหลวกลงใต้ขนานกับแม่น้ำน่านโดยผ่านเมืองสองแคว มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดพระพุทธชินราชเป็นศูนย์กลางเมือง ตั้งอู่ระหว่างกลางขนาบโดยแม่น้ำทั้งสองสาย แม่น้ำแควน้อยไหลลงแม่น้ำน่าน ใต้ลงไปท่าฬอ จังหวัดพิจิตร เมืองจึงได้รับการขนานนามว่า ‘สองแคว’ เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง

ชื่อสองแคว เป็นชื่อเก่าที่ปรากฏในศิลาจารึกของสุโขทัย ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้นๆ ประมาณ พ.ศ. 1800 เป็นอย่างต่ำ

ดังนั้น ชื่อสองแคว จึงเป็นชื่อที่เก่าที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นในแคว้นสุโขทัย และเป็นที่รู้จักโดยคนต่างถิ่นทั้งเหนือและใต้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันสืบต่อมา แม้จะมีชื่ออื่นตั้งให้ใหม่แล้วก็ตามศิลาจารึกของสุโขทัยบางหลักเรียกชื่อเต็มของเมืองว่า “สรลวงสองแคว” ก็มี

ชัยนาทเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าเคยถูกนำมาเรียกชื่อเมืองนี้ หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งล้านนา เมื่อ พ.ศ. 2060 ตอนหนึ่งกล่าวว่า ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ได้เสียเมืองชัยนาทให้แก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แต่ต่อมาขอเมืองคืนได้ พระมหาธรรมราชาลิไทยต้องเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองชัยนาท

หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้น พ.ศ. 2031 ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาว่าได้ยกทัพลงมาเอาเมืองชัยนาท

ชื่อเมืองชัยนาทที่ระบุในหนังสือโบราณทั้งสองฉบับนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้แสดงหลักฐานชี้ให้เห็นจนเป็นที่ยอมรับกันในวงการประวัติศาตร์โดยทั่วไป ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองสองแควหาใช่เมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาท

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ กล่าวถึงสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ผู้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 1952 – 1967 ว่าได้ตั้งโอรส 3 พระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาให้ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาครองเมืองสรรค์ และเจ้าสามพระยาให้ครองเมืองชัยนาท ต่อมาเมื่อพระองค์ได้สวรรคตลง เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาได้แย่งราชสมบัติต่อสู้กันจนถึงกับสิ้นพระชนม์ลงทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ค้นคว้าไว้เห็นว่า เมืองชัยนาทที่เจ้าสามพระยาทรงได้รับมองหมายให้มาครองนั้น อยู่ที่เมืองสองแควที่ต่อมาภายหลังได้ชื่อว่าเมืองพิษณุโลกนั่นเอง แต่เนื่องจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ที่เขียนเก่าที่สุด คือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ก็เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ห่างจากเหตุการณ์จริงประมาณกว่า 200 ปีกว่า เมื่อรวบรวมเอกสารเก่าๆ ที่บันทึกชื่อเมืองที่พิษณุโลกว่าชัยนาท ก็ลอกลงมาโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ และเปลี่ยนชื่อใหม่ตามที่รู้จักกันในสมัยที่เขียนพงศาวดารให้เป็นเมืองพิษณุโลกเสีย พอมาถึงปัจจุบันเมื่อมีเมืองชัยนาทขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดชัยนาท และเมืองชัยนาทแต่ดั้งเดิมที่จังหวัดพิษณุโลกไม่มีใครรู้จักกันแล้วจึงเข้าใจกันไปว่าเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาทจริงๆ

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นคือ ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ สุโขทัยกล่าวว่าเจ้าสามพระยานั้นมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ของสุโขทัยสมัยที่พระองค์ยังทรงเยาว์วัยอยู่ เคยเสด็จมาทำบุญที่เมืองสุโขทัยพร้อมกับพระมารดาและน้า เวลาที่เสด็จมาทำบุญที่สุโขทัยนั้นเป็นเวลาที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธากล่าวว่าทรงครองอยู่ที่เมืองชัยนาทในฐานะลูกหลวง

การที่เจ้าสามพระยาทรงมีเชื้อสายทางราชวงศ์สุโขทัยด้วยจึงสมเหตุผลว่าทรงได้ครองเมืองชัยนาท ซึ่งคือเมืองที่พิษณุโลกหรือสองแควเดิมนั่นเอง

แต่ชื่อเมืองชัยนาท คงเป็นที่ถูกนำมาเรียกเมืองนี้ในระยะสั้นๆ คือเริ่มเรียกเมื่อเจ้าสามพระยาได้มาครองในฐานะเมืองลูกหลวงเป็นต้นมาเท่านั้น พอถึงสมัยรัชกาลต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีชื่อใหม่มาให้เรียกอีก ชื่อเมืองชัยนาทจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเคยใช้เป็นชื่อเรียกเมืองนี้

พิษณุโลก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริญฯ ใช้ชื่อเมืองพิษณุโลกครั้งแรกเล่าเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. 1981 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองในฐานะพระมหาอุปราช ซึ่งขณะนั้นน่าจะยังคงใช้ชื่อว่า เมืองชัยนาทอยู่ เพราะเป็นเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา และไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งบอกว่าควรมีการเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่

เอกสารเก่าที่สุดที่ปรากฏชื่อเมืองพิษณุโลกคือหนังสือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้นหลัง พ.ศ. 2031 เป็นปีสวรรคตของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในลิลิตยวนพ่ายนั้นเป็นชื่อที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการเริ่มตั้งชื่อนี้จริงๆ มากที่สุด ดังตัวอย่างตอนที่มีการเอ่ยชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในคำโคลงบทที่ว่า

ปางสร้างอาวาสแล้ว     ฤาแสดง

คือพุทไธสวรรยหมาย   ชื่อชี้

ปางถลกกำแพงพระ    พิศณุโลกย  แล้วแฮ

อยู่ช่างพระเจ้าฟี้         เฟื่องบร ฯ

ชื่อเมืองพิษณุโลก ที่ปรากฏอยู่ในโคลงบทนี้นั้น อยู่ในตอนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมือง แต่กำแพงเมืองจะสร้างขึ้นเมื่อปีใดไม่มีเอการกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวที่มีการกล่าวเรื่องสร้างกำแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ระบุปีที่สร้างแน่นอน

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมอบราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาให้โอรส คือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 แล้วเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก (อาจยังไม่ใช้ชื่อนี้) เมื่อ พ.ศ. 2006 เพื่อรับศึกพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา การศึกษาช่วงแรกนี้กรุงศรีอยุธยาเพลี่ยงพล้ำต้องเสียเมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. 2008 พระองค์จึงทรงออกผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกเพื่อเจรจาสงบศึกโดยขอเมืองศรีสัชนาลัยคืน  แต่ไม่สำเร็จจึงทรงลงผนวชในปีเดียวกันนั้นกลับสู่ราชบัลลังก์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ปรางค์วัดจุฬามณี สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อใช้ในงานทรงผนวชของพระองค์ เปรียบได้กับเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การที่พระองค์ทรงออกผนวชนั้น เท่ากับว่าได้สละทางโลกไปแล้วดังนั้นเมื่อทรงลาผนวช จึงเท่ากับว่าเป็นพระชนม์ชีพใหม่ของพระองค์ควรจะดีกว่าเก่า จึงเป็นช่วงที่เหมาะที่คิดว่าชื่อเมืองพิษณุโลกจะได้รับขนานนามให้แก่เมืองแห่งชีวิตใหม่ของพระองค์ ที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจเมืองของพระพิษณุ

การสร้างกำแพงเมือง จึงอยู่ในขั้นตอนต่อจากการเถลิงถวัลราชสมบัติเมืองพิษณุโลกของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากที่ทรงลงผนวชแล้วนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปคือ ชื่อสองแควเป็นชื่อแรกที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้น ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1952 เมื่ออำนาจกรุงศรีอยุธยาโดยกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้เข้ามาครอบงำแคว้นสุโขทัย โดยผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง สมเด็จพระนครินทราชาธิราชได้ส่งโอรสองค์ที่สามที่มีเชื้อสายทางมารดาเป็นสุโขทัยมาครองที่เมืองสองแควในชื่อใหม่ว่าเมืองชัยนาท ก่อนที่เสด็จไปเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ที่กรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1967

รัชสมัยต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โอรสของสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1991 ได้เกิดสงครามกับแคว้นล้านนาในการแย่งชิงดินแดนที่เคยเป็นแคว้นสุโขทัยเดิม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงกับต้องเสด็จมาครองเมืองชัยนาท (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก) โดยมอบราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาให้แก่โอรสเมื่อ พ.ศ. 2006 การสงครามในช่วงแรกไม่อาจป้องกันเมืองศรีสัชนาลัยไว้ได้ จึงทรงออกผนวชเมื่อ พ.ศ. 2008 และเจรจาขอสงบศึก แต่ไม่สำเร็จ จึงทรงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติใหม่ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นพิษณุโลก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชบัลลังก์ใหม่ที่ควรจะดียิ่งกว่าเดิม

 

อ้างอิง :

พระราชวังจันทร์ “วังพระนเศวร” เมืองพิษณุโลก ที่ประสูติ ที่ประทับ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ. โดยพิเศษ เจียจันทร์พงษ์. มติชน. 2546

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาครั้งหลังสุดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_16549

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.