เหลือเชื่อ! เมื่อชาวโพลินีเซียนสามารถย้าย “อารยธรรม” ของตนเองได้ด้วยเรือเพียงลำเดียว

ชาวตาฮิติผู้สืบเชื้อสายมาจากโพลินีเซียน ภาพจากWikimedia

โพลินีเซีย (Polynesia) คือ กลุ่มหมู่เกาะกว่า 1,000 เกาะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคโอเชียเนีย
หมู่เกาะเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งในบริเวณตอนกลาง และตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเอกราช เช่น นิวซีแลนด์, ตองกา, ซามัว และดินแดนโพ้นทะเลอย่างเฟรนช์โปลินีเซียของฝรั่งเศส รวมถึงเกาะที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เกาะอีสเตอร์ หรือราปานุย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องรูปสลักหินขนาดใหญ่อย่าง “โมอาย” (Moai)

ชาวโพลินีเซียนเป็นใคร? มาจากไหน?

ชาวโพลินีเซียน (Polynesians) ชนพื้นเมืองของกลุ่มหมู่เกาะโพลินีเซีย เป็นชาติพันธุ์กลุ่มย่อยของกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียน (Austronesian) สันนิษฐานว่าชาวโพลินีเซียนดั้งเดิมนั้นอาจมีถิ่นฐานอยู่ที่เกาะไต้หวันและหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นจึงค่อย ๆ มีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาสู่หมู่เกาะโพลินีเซียในช่วงเวลาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 1200 โดยประมาณ

แม้ชาวโพลินีเซียนจะอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายนัก แต่ชาวโพลินีเซียนนั้นก็สามารถสร้างสรรค์ “อารยธรรม” ของตนเองให้มีความก้าวหน้าได้ในระดับหนึ่ง เช่น รู้จักการทำเกษตรกรรม การสร้างเครื่องปั้นดินเผา การสร้างเรือแคนู (Canoe) ที่มีขนาดใหญ่ การทำแผนที่เดินเรือ อีกทั้งยังมีทักษะในการสังเกตดวงดาว เมฆ กระแสน้ำ การบินของฝูงนก เพื่อใช้ในการนำทางขณะเดินเรือ โดยความก้าวหน้าของการสร้างเรือ แผนที่และทักษะในการนำทางนี้ได้ช่วยให้ชาวโพลินีเซียนสามารถเดินทางอพยพไปตั้งถิ่นฐานตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกได้สำเร็จ

การย้าย “อารยธรรม” ที่ไม่ใช่เทวรูปทองคำ หรือตำราโบราณ แต่เป็น “ผักผลไม้” 

เมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม” ในเชิงวัตถุ หลายคนอาจนึกถึงสิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่โต มีความอลังการ เช่น วิหารเทพเจ้า พระราชวัง อาคารต่าง ๆ หรืออาจนึกถึงสิ่งของหรูหราอย่างเครื่องเรือน เครื่องใช้ ที่มีความสวยงาม ทำจากวัสดุมีค่า หากมีเหตุจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายอารยธรรมในเชิงวัตถุที่ได้กล่าวไปในข้างต้นนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะบางอย่างเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือแม้จะเป็นสิ่งของที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ก็ต้องใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือพาหนะอย่างเกวียน เรือ เป็นจำนวนมาก

แต่สำหรับชาวโพลินีเซียนนั้นหากมีความจำเป็นต้องอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่ การย้ายอารยธรรมในเชิงวัตถุของพวกเขาสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก เพียงแค่นำผักผลไม้ทั้งในรูปแบบของ ผล เมล็ด ต้นอ่อน ใส่ลงในเรือแคนูที่จะใช้ในการออกเดินทาง (นอกจากนี้ยังมีการนำหมูและไก่ไปด้วยในฐานะปศุสัตว์)

เพราะเหตุใดจึงต้องนำผักผลไม้ใส่ลงในเรือแคนู?

ผักผลไม้ที่ชาวโพลินีเซียนนำติดตัวไปด้วยนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทาง
แต่ยังนำไปเป็นเมล็ดพันธุ์ เป็นต้นอ่อน เพื่อเพาะปลูกให้ได้มาซึ่งปัจจัย 4 อันได้แก่ “อาหาร ผ้า ยา บ้าน” และใช้เป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับการสร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองในดินแดนแห่งใหม่

โดยผักผลไม้ที่ชาวโพลินีเซียนมักนำติดตัวไปด้วยเมื่อมีการอพยพย้ายถิ่น ได้แก่ อ้อย (ใช้เป็นยาและสารให้ความหวาน) มะพร้าว (เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ใช้ทำเชือก ใบเรือ และวัสดุก่อสร้าง) กล้วย (เป็นอาหารและวัสดุก่อสร้าง) ไผ่ (ใช้ทำเครื่องมือ เครื่องดนตรี กระบอกน้ำ และเป็นวัสดุก่อสร้าง) มันหวาน-เผือก-กลอย-ท้าวยายม่อม (เป็นอาหาร) สาเก (เป็นอาหาร ยารักษาโรค วัสดุก่อสร้าง ทำเสื้อผ้า กาว) กะทือ (เป็นอาหารและยารักษาโรค) ขมิ้นชัน (เป็นเครื่องเทศ ยารักษาโรค สีย้อม) น้ำเต้า (ใช้ทำกระบอกน้ำและเครื่องดนตรี) ถั่วเทียน (เป็นอาหาร ยารักษาโรค น้ำมันตะเกียง เทียน สีย้อม วัสดุต่อเรือแคนู)

แม้ชาวโพลินีเซียนจะไม่ใช่ผู้ที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษยชาติให้มีความยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ได้เท่ากับแหล่งอารยธรรมอื่น ๆ ที่มีความสำคัญระดับโลก แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในข้างต้นนี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าชาวโพลินีเซียนเป็นผู้ไม่ประมาทและสามารถสร้างสรรค์อารยธรรมของตนเองได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด

อ้างอิง :

ลอรา โคแวนและคณะ. 100 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนโต ประวัติศาสตร์. แปลโดย ธัญโรจน์ โรจนธเนศ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์คอมมิกส์, 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_86747

 

Related Posts

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published.