นิสิตคนที่ 1 ของจุฬาลงกรณ์ ผู้ไม่เคยเข้าเรียนที่จุฬาฯ ?!?

ท่านเจ้าคุณราชเสนากำลังรับพระราชทานปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2510

ผู้เขียน คนไกล วงนอก
เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2565

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ในปี 2510 เป็นปีที่ครบ 50 ปี พระยาราชเสนา (ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ท่านได้รับปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือว่าท่านเป็น “จุฬาฯ หมายเลขหนึ่ง”  

ทำไมชาวจุฬาฯ จึงถือท่านเจ้าคุณผู้ที่ไม่เคยเข้าเรียนที่จุฬาฯ เป็น “จุฬาฯ หมายเลขหนึ่ง”

เวลาที่สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นปีแรกนั้น พระยาราชเสนา รับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยศสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองนครราชสีมา และเป็นพระยาภูมิพิชัย ผู้ว่าราชการเมืองชัยภูมิแล้ว

ประวัติของท่านเจ้าคุณราชเสนา และการเป็นนิสิตคนที่ 1 ของจุฬาฯ กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เคยเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “นิสิตคนที่ 1 (ศิลปวัฒนธรรม, มีนาคม 2560)

โดยการเขียนเก็บความบางส่วนจากหนังสือที่พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าคุณ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2517 ที่ อาจารย์แม้นมาส ชวลิต เขียนไว้ และจากที่บุคคลอื่นๆ เขียนถึงท่าน มากล่าวถึงพอเป็นสังเขปเท่านั้น

พระยาราชเสนา (ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) (7 มีนาคม 2424-13 มกราคม 2517)

พระยาราชเสนา มีนามเดิมว่า ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา  เป็นบุตรจมื่นศักดิ์แสนยากร (ม.ล. ปาด เทพหัสดิน) มารดาชื่อน้อม เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ร.ศ. 100 (พ.ศ. 2424) ที่ตำบลเวิ้งบ้านพระยาศรีสหเทพ (ที่เรียกว่าย่านสี่กั๊กพระยาศรีในทุกวันนี้) สะพานมอญ กรุงเทพมหานคร

(ที่ท่านเกิดในราชสกุลเทพหัสดินนั้น มีข้อสังเกตอยู่เล็กน้อยว่า สกุลนี้มีบทบาทเกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่พอสมควรทีเดียว โดยผู้ที่ดิ้นรนเรื่องการก่อตั้งมหาวิทยาลัยนั้นก็คือเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงธรรมการในเวลานั้น ซึ่งก็เป็นสมาชิกผู้หนึ่งของราชสกุลนี้ บุตรสาวสองคนของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี คือคุณปรียากับคุณธารี ก็เป็นนิสิตหญิงสองคนแรกของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (ในจำนวนนิสิตชายหญิงรุ่นแรก 13 คน) โดยเฉพาะคุณปรียานั้นได้เป็น ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง (เทียบเท่าอธิบดี) ที่เป็นสตรีคนแรกด้วย)

ท่านเจ้าคุณราชเสนาเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดราชบพิธ จนสอบไล่วิชาหนังสือไทยประโยค 1 ได้ จากนั้นก็มาเรียนประโยค 2 ที่วัดพระเชตุพน พร้อมกันนั้นก็ได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนกองทหารรักษาราชการมณฑลบูรพา กระทรวงกลาโหมด้วย แม้จะมีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้นก็ตาม

ปี 2440 เมื่ออายุได้ราว 16 ปี บิดาได้นำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก สังกัดเวรเดช ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโดยเหตุนี้เองในเวลาต่อมา ท่านจึงได้เข้าศึกษาในโรงเรียนมหาดเล็ก และนั่นก็คือที่มาของฐานะความเป็น “นิสิตคนที่ 1” ในอีกหลายสิบปีต่อมา

ประสบการณ์ในการศึกษาในช่วงนี้ของท่าน ต่อมาท่านได้เรียบเรียงขึ้นเป็นบทความชื่อ “ต้นกำเนิดของคณะรัฐประศาสนศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” อันช่วยให้เราได้เห็นภาพการศึกษาเพื่อสร้างข้าราชการฝ่ายปกครองขึ้นมาในสมัยนั้น (นอกเหนือไปจากพระนิพนธ์เรื่องโรงเรียนมหาดเล็กหลวงของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ) ท่านเรียนจนสำเร็จ ผ่านการเป็น “มหาดเล็กฝึกหัดราชการ” (คือออกไปฝึกงานในความดูแลของข้าหลวง – ท่านเองไปฝึกที่มณฑลบูรพา เมืองเสียมราฐ) จนสอบได้ “ประโยคกระทรวง” ในปี 2443

ตรงนี้พึงเข้าใจว่า ในการจัดเตรียมคนทำงานสำหรับการปกครองแบบเทศาภิบาลที่ได้เริ่มขึ้นในเวลานั้น นอกจากโรงเรียนมหาดเล็กในกรุงเทพมหานครแล้ว ในบางมณฑลก็มีโรงเรียนสอนการปกครองของตน ผู้ที่เรียนสำเร็จสอบไล่ได้เรียกว่า “ประโยคมณฑล” ดังกรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ได้สร้างขึ้นที่มณฑลปราจีนบุรี

ท่านเจ้าคุณราชเสนา เริ่มไต่เต้าจากการเป็น “นายชำนาญกระบวน” (ท่านเป็นคนสุดท้ายที่ได้ตำแหน่งนี้) ข้าราชการตำแหน่งนายเวร กระทรวงมหาดไทยในปี 2444 แล้วมาเป็น “พันจันทนุมาศ” ตำแหน่งหัวพันในกระทรวงมหาดไทย จนปี 2447 ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงสุริยามาตย์ ปลัดกรมพลำภัง (กรมการปกครองในเวลานี้)

การที่ท่านได้เลื่อนเป็นหลวงโดยไม่ต้องเป็นขุนนี้ นายพ่วง สุวรรณรัฐ ศิษย์คนหนึ่งของท่าน ซึ่งได้เป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบายว่า เพราะเหตุจากท่านสำเร็จจากโรงเรียนการปกครองนั่นเอง (ข้อนี้บางทีจะเป็นเฉพาะผู้รับราชการในกระทรวง เพราะน่าสังเกตว่า พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) เองก็ผ่านโรงเรียนมหาดเล็ก กระนั้นเมื่อออกไปรับราชการหัวเมืองก็ยังต้องเป็น “ขุนอนุรักษ์ภูเบศร์ ก่อนจะขึ้นเป็น “หลวง” ในราชทินนามเดิม สำหรับบรรดาพวกที่สอบได้ “ประโยคมณฑล” จากหัวเมืองเข้าใจว่าก็คงต้องเป็นไปตามขั้น ดังพระยาสัจจาภิรมย์ก็ต้องผ่านการเป็น “ขุนวิจิตรธานี” มาก่อน แล้วจึงได้เป็น “หลวงเดชะวิไชย” เอาในปี 2454)

ในปี 2451 ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านเจ้าคุณราชเสนาก็ได้เลื่อนเป็นข้าหลวงมหาดไทยดูแลมณฑลกรุงเก่า จากมณฑลกรุงเก่า ในปี 2458 แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ดำรงตำแหน่งผู้รั้งราชการเมืองบุรีรัมย์  ปีต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยศสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองบุรีรัมย์ ในปีเดียวกันนั้นเองก็ย้ายไปเป็นปลัดมณฑลนครราชสีมา, เป็นผู้ว่าราชการเมืองนครราชสีมา และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิตามลำดับ

ปี 2462 ท่านได้เป็นพระยาศิริชัยบุรินทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ปีต่อมาท่านได้รับคำสั่งให้กลับเข้ามารับราชการในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ในตำแหน่งเจ้ากรมการเมือง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมการภายนอก และเป็นกองการต่างประเทศ) และได้รับราชทินนามว่า พระยาราชเสนา

ปี 2469 ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมการปกครอง แล้วไปเป็นเจ้ากรมทะเบียน ตำแหน่งสุดท้ายของท่านก่อนที่จะเวรคืนตำแหน่งราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็คือตำแหน่งเกณฑ์เมืองรั้ง (มีฐานะคล้ายผู้ตรวจราชการกระทรวงในปัจจุบัน) ในกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้กราบถวายบังคมลาจากราชการแล้ว ในปี 2479 กระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนครราชสีมา จนหมดภาวะในปี 2482 แต่หากสภาเทศบาลเมืองนครราชสีมาได้เลือกท่านเป็นนายกเทศมนตรีอีกวาระหนึ่ง ทั้งสองวาระนี้เป็นการทำงานที่ท่านมิได้ขอรับเงินเดือนเลย นอกจากนี้ท่านยังเคยรับเชิญสอนวิชาการปกครองที่จุฬาฯ ที่จริงหลังปี 2500 มาท่านก็ยังทำงานให้กับรัฐบาลคณะปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์อยู่แม้จะมีอายุมากแล้วก็ตาม

นอกเหนือไปจากงานในหน้าที่แล้ว ท่านเจ้าคุณราชเสนาก็ยังมีราชการพิเศษอื่นๆ เช่นเป็นผู้แทนฝ่ายสยามในคณะข้าหลวงใหญ่สยาม-ฝรั่งเศส ประจำแม่น้ำโขงในปี 2471 เป็นต้น งานสำคัญอย่างหนึ่งของท่านที่นับว่ามีค่าอย่างยิ่งคือการรวบรวมสนธิสัญญาระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ขึ้นไว้เป็นเล่ม (ต่อมาท่านได้มอบงานนี้ให้เป็นลิขสิทธิ์กรมศิลปากร)

ในปี 2510 อันเป็นปีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอายุครบ 50 ปี และท่านเองมีอายุได้ 86 สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มอบปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ท่าน คำประกาศเกียรติคุณที่ทางมหาวิทยาลัยเรียบเรียงขึ้นนั้นดูจะเป็นการสรุปประวัติและงานของท่านไว้ได้ดี จึงขอคัดทั้งหมดมาลงไว้ ดังนี้

ด้วยสภาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ได้พิจารณาเห็นว่า พระยาราชเสนา (ศิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) นิสิตเก่าจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยตั้งแต่สมัยยังเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน และได้รับประกาศนียบัตรทางการปกครองเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2443 นับว่าเป็นนิสิตเก่าคนที่ 1 รุ่นที่ 1 เมื่อ 67 ปีมาแล้ว

พระยาราชเสนาเคยรับราชการฝ่ายปกครอง ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ตำแหน่งเริ่มต้นจนถึงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดมณฑล เจ้ากรมปกครอง ฯลฯ ได้แสดงความสามารถดีเด่นจนได้รับสถาปนาและเลื่อนยศบรรดาศักดิ์ตามลำดับตลอดมาจนรับพระราชทานบำนาญ นอกจากราชการประจำ พระยาราชเสนายังได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการพิเศษ เช่น เป็นข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสสยามประจำแม่น้ำโขง ข้าหลวงใหญ่ปักปันเขตแดนไทย-อินโดจีน และเป็นกรรมการของรัฐบาลมากมายหลายหน้าที่ ครั้งสุดท้ายยังได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลคณะปฏิวัติให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการปรับปรุงการปกครองและการพิจารณาเรื่องนครหลวงของไทย ท่านผู้นี้ได้เคยเขียนบทความและบันทึกประวัติศาสตร์ทางการปกครองไว้ ณ ที่หลายแห่ง ซึ่งนับว่ามีคุณค่าทางรัฐศาสตร์ของไทย ทั้งในส่วนวิชาการก็เคยเป็นอาจารย์ทางวิชารัฐศาสตร์ในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นผู้สอนและเป็นประธานและกรรมการในการอบรมและสอบไล่ของกระทรวงมหาดไทยในวิชาการปกครอง เป็นที่รับนับถือและเคารพยกย่องในทางรัฐศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์ สมควรยกย่องในฐานะนิสิตเก่าและอาจารย์เก่ารุ่นอาวุโสที่สุดผู้มีกิติคุณทั้งทางราชการและวิชาการ สภาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะให้ได้รับพระราชทานปริญญารัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณสืบไป” [เน้นโดยผู้เขียน]

ท่านเจ้าคุณราชเสนาได้ตอบผู้ที่ถามถึงความรู้สึกของท่านในการที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ในวันนั้นว่า

“รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นล้นเกล้าฯ ขอขอบคุณสภามหาวิทยาลัยที่ได้เสนอชื่อให้ได้รับพระราชทานปริญญาครั้งนี้ด้วย”

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 เมษายน 2563

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_48471

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.