การ “ตากอากาศ” ครั้งแรกของคนไทย และ “ถนนขี่ม้าตากอากาศ”…คือที่ไหน?

ภาพถ่ายเก่า ถนนเจริญกรุง

 

คำว่า “ตากอากาศ” ซึ่งมีความหมายว่าไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน หรือเปลี่ยนบรรยากาศนั้น มีความเป็นมาอย่างไร คนไทยเริ่มใช้คำว่า “ตากอากาศ” ตั้งแต่เมื่อไหร่ เอนก นาวิมูลได้สืบเสาะ ค้นหาและรวบรวมข้อมูลมาเขียนเล่าไว้ในหนังสือ แรกมีในสยาม โดยมีใจความดังนี้

การ “ตากอากาศ” ในเมืองไทยปรากฏหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่เมื่อ 300 ปีที่แล้วคือในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยสถานที่ที่ทรงใช้ประทับพักผ่อนหรือตากอากาศนี้ก็คือที่พระราชวังลพบุรี ตามที่มีบันทึกในจดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศส ภาคที่ 1 ในเนื้อความตอนหนึ่งว่า

“เมื่อต้นเดือนธันวาคม พระเจ้าแผ่นดินสยามได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองละโว้เพื่อทรงเปลี่ยนอากาศ และทรงพระราชสำราญในการคล้องช้าง ตามธรรมดาในปีหนึ่ง เคยประทับอยู่ในเมืองนี้แปดเดือน…”

เมือง “ละโว้” ในที่นี้ก็หมายถึง “ลพบุรี” นั่นเอง

นอกจากในจดหมายเหตุดังกล่าวนี้แล้ว ก็ยังมีบันทึกอีกหลายฉบับที่บ่งชี้ถึงสถานที่ประทับพักผ่อนเปลี่ยนอากาศของพระนารายณ์มหาราชไปในทิศทางเดียวกัน คือที่พระราชวังลพบุรี

อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ไม่พบว่ามีหลักฐานไหนที่จะชี้ให้เห็นว่ามีคนไทยคนใดไปเที่ยวตากอากาศอีก จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงในช่วงสมัยของรัชกาลที่ 3 จึงได้พบว่ามีประชุมพงศาวดารภาคที่ 31 แปลจดหมายเหตุของมิชชันนารีเอาไว้ ดังนี้

“ฝ่ายเรเวอเรนต์ เอบิล เมื่อได้ทำการที่เมืองกวางตุ้งและโดยสารเรือไปยังเกาะชวา และเกาะอื่น ๆ เพื่อตรวจหลักฐานของฮอลันดาตามคำสั่งโดยตรงของผู้อำนวยการคณะแล้ว จึงออกเดินทางไปเมืองสิงคโปร์ เพื่อหาเรือต่อมาเมืองไทย บังเอิญพบกับมิสเตอร์ทอมลินซึ่งออกไปเปลี่ยนอากาศที่นั่น กำลังเดินทางกลับมากรุงเทพฯ เขาทั้งสองจึงได้เดินทางมาด้วยกัน

วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2374 จึงโดยสารเรือชื่อโซเฟีย…”

นอกเหนือจากนี้ก็พบว่า หมอบรัดเลย์เองก็บันทึกเรื่องราวถึงการไปเปลี่ยนอากาศ (เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า change of air) ของตนในยามป่วยด้วย โดยคำว่า “เปลี่ยนอากาศ” เอนก นาวิกมูล ผู้เขียนมีความเห็นว่าน่าจะหมายถึงคำว่า “ตากอากาศ” ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสงสัยว่า

คำว่า “เปลี่ยนอากาศ” ถูกเปลี่ยนมาเป็นคำว่า “ตากอากาศ” ตั้งแต่เมื่อไหร่?

บันทึกเก่าแก่ที่สุดที่พบว่ามีการใช้คำว่า “ตากอากาศ” นั้นคือบันทึกที่เขียนขึ้นใน พ.ศ. 2412 หรือในช่วงต้นสมัยของรัชกาลที่ 5 ซึ่งก็คือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ เขียนโดย เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ในตอนที่มีความว่า

“ครั้นมาถึงเดือน 3 พวกกงสุลเข้าชื่อกันมีหนังสือถวายว่า ชาวยุโรปเคยขี่รถขี่ม้าเที่ยวตากอากาศ ได้ความสบายไม่มีไข้ เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีถนนหนทางที่จะขี่รถขี่ม้าไปเที่ยว พากันเจ็บไข้เนือง ๆ …”

เมื่อนับดูจากความเก่าแก่ของบันทึกนี้แล้วก็จะพบว่าคนไทยน่าจะใช้คำว่า “ตากอากาศ” มาตั้งแต่เกือบ 150 ปีที่แล้ว

ถนนขี่ม้าตากอากาศ

จากข้อความใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ยกมาข้างต้นนั้นเป็นบันทึกที่กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์หนึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทำให้เกิดถนนสายสำคัญที่ยังคงใช้สัญจรกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเหตุการณ์นั้นคือในตอนที่ชาวต่างชาติจากกงสุลต่าง ๆ ได้ทำการรวบรวมรายชื่อเป็นหนังสือเพื่อถวายแก่รัชกาลที่ 4 ขอร้องให้สร้างถนนสายยาวสำหรับการขี่ม้าตากอากาศ ทั้งนี้รัชกาลที่ 4 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการสร้างถนนเส้นหนึ่งขึ้นใน พ.ศ. 2404 โดยถนนเส้นนั้นก็คือ ถนนเจริญกรุง

ถนนเจริญกรุงสร้างเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2407 เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็มีการฉลองถนนกันถึง 3 วัน

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ธันวาคม 2561

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_23670

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.