ราชการไทยกำหนดเวลาทำงานต่อวัน-บันทึกขาดลามาสาย ครั้งแรกเมื่อใด

(ภาพประกอบ) ข้าราชการกองล่าง กระทรวงยุติธรรม ถ่ายประมาณปี พ.ศ.2470-2472 แถวบนสุดจากซ้ายคนที่สอง คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ แถวที่สองริมขวาสุด คือ นายเสวตร์ โรจนเวทย์ นอกนั้นไม่ทราบนาม

“ตามวัน และเวลาราชการ” คือประโยคที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ นั่นคือ ทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน วันจันทร์-ศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมง เวลาทำงาน 8.30-16.30 น. (อาจมียกเว้นแต่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง, ทางการแพทย์ ฯลฯ) และมีการบันทึกเวลาขาดลามาสาย

แต่กว่าจะมาเป็น “ตามวัน และเวลาราชการ” เช่นปัจจุบัน วันและเวลาของราชการเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ วิภัส เลิศรัตนรังษี อธิบายไว้ในส่วนหนึ่งบทความของเขาที่ชื่อว่า “‘เวลาอย่างใหม่’ กับการสร้างระบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5” ซึ่งขอคัดย่อบางส่วนมานำเสนอดังนี้

ในสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐบาลยังนำเวลาจาก “นาฬิกากล” มากำกับการทำงาน เพื่อประโยชน์ในงานราชการ โดยกำหนดให้มาทำงานตามเวลาที่แน่นอน แทนการอนุวัติไปตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินและไปตามประสงค์ของเสนาบดีอย่างแต่ก่อน เริ่มทยอบบังคับใช้กับบางหน่วยตั้งแต่ พ.ศ. 2418 ยกเว้นแต่ “ออฟฟิศหลวง” (ทำงาน 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ ข้าราชการในออฟฟิศหลวงจึงต้องแบ่งกันมาทำงานเป็น 3 ผลัดต่อวัน )

พ.ศ. 2428 เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ทรงรับตำแหน่งเสนาบดีกรมท่า พระองค์ได้รับพระราชทานวังสราญรมย์เป็นศาลาว่าราชการ นับเป็นการแยกพื้นที่ทำงาน (ออกจากจวนเสนาบดี) และเวลาราชการออกมาสำเร็จครั้งแรก

พ.ศ. 2435 มีการจัดตั้ง 12 กระทรวงขึ้นพร้อมกัน ได้กำหนดเวลาทำงานไว้วันละ 6 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ (วันเสาร์ทำงานครึ่งวัน) หากกำหนดเวลาเปิด-ปิดของแต่ละหน่วยงานนั้นไม่ใช่เวลาเดียวกัน ดังที่มีผู้บันทึกว่า

การทำเดี๋ยวนี้ ไม่ใคร่เปนเวลาเดียวกันตลอด แล้วแต่ราชการจะเปนไป ที่ใดมีการกลางวันก็เปิดออฟฟิศเที่ยงปิดย่ำค่ำ ที่เปิดก่อนเที่ยงก็กลับบ่ายเย็น เวลางานอยู่ในวัน 6 ชั่วโมงเปนประมาณ

เวลาหน่วยงานราชการเปิด-ปิดไม่ตรงกัน การบริหารราชการแผ่นดินขาดความเป็นเอกภาพ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ได้เสนอให้ทุกกระทรวงกำหนดเวลาให้เป็นแบบเดียวกันคือ 11.00-17.00น. โดยให้เริ่มใช้ในระหว่างที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปใน พ.ศ. 2440

แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 เนื่องจากข้าราชการจำนวนมากสมัครเป็นพลเสือป่าและต้องเข้าฝึกซ้อมทุกวันในเวลา 17.00 น. ที่ลานพระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานพอดี ทำให้ข้าราชการวิตกกันว่าการเดินทางไปสายบ่อย ๆ ก็อาจจะทำให้ต้นสังกัดของตนมีปัญหาได้ พวกเขาจึงเข้าชื่อกันขอให้เลื่อนเวลาราชการเร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง ทุกกระทรวงในกรุงเทพฯ จึงปรับเวลาราชการเป็น 10.00-16.00 น. และใช้ไปจนถึง พ.ศ. 2475

ในส่วนของหน่วยงานราชการหัวเมือง ที่ทำการสังกัดกระทรวงมหาดไทยกว่า 3,610 แห่งยังได้กลายเป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ระบบ “เวลาอย่างใหม่” คู่ขนานไปกับวัดที่เป็นศูนย์กลางของ “เวลาอย่างเก่า” เครือข่ายโทรเลขที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคราวทศวรรษ 2440 บังคับให้หน้าปัดนาฬิกากลของทุกหน่วยงานราชการเดินตรงกัน ประหนึ่งว่าทั้งประเทศกำลังใช้นาฬิกาเรือนเดียวกัน

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือความหลงใหลในคุณค่าของเวลาของเสนาบดีมหาดไทย ดังที่ได้ประทานตู้นาฬิกาให้กับศาลาว่าการของทุกเมือง เมื่อถึงวาระสำคัญของพระองค์แทนการติดพระรูปหรือสร้างพระอนุสาวรีย์

แต่การประดิษฐ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมหมายถึงการประดิษฐ์อันตรายจากสิ่งนั้นขึ้นมาด้วย การนำเข้า “เวลาอย่างใหม่” มาใช้โดยหวังที่จะได้ควบคุมระบบราชการก็อาจจะกลายเป็นภัยต่อชนชั้นนำโดยไม่รู้ตัว ดังกรณีที่น่าสนใจคือการสร้าง “บัญชีชั่วโมงทำงาน” ของพระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยศิริ) ปลัดกระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ. 2437

ในบัญชีดังกล่าว จะระบุว่าข้าราชการตั้งแต่เสนาบดีลงไปถึงเสมียนทำงานปีละกี่ชั่วโมง ขาดราชการกี่วัน ทำงานมากหรือน้อยกว่าเวลาอัตราที่กำหนด และหากปฏิบัติราชการนอกสถานที่ก็ให้นับเป็นชั่วโมงทำงานเหมือนกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรบัญชีฉบับนี้แล้วพอพระราชหฤทัยมาก มีรับสั่งถึงพระยาศรีสหเทพว่าเปนการมีคุณต่อราชการว่าข้าราชการแลเสมียนผู้ใดได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณมากแลน้อยแลเปนหลักฐานที่จะได้ตรวจสอบในการที่จะพระราชทานบำเหน็จบำนาญ แก่ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อราชการสืบไปภายน่า แลทั้งเปนเครื่องป้องกันที่จะไม่ให้ข้าราชการแลเสมียนแชเชือนไปไม่มารับราชการให้เสียราชการในกระทรวง

ทว่าความกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงสามัญสำนึกของข้าราชการกลายเป็นข้อขัดแย้งกับค่านิยมของสังคม ไม่นานนักหลายกระทรวงได้ยกเลิกการบันทึกชั่วโมงทำงานของเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง อธิบดีกรม และเจ้ากรม แต่จะบังคับใช้บัญชีดังกล่าวเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยและเสมียนพนักงานเท่านั้น แม้แต่กระทรวงมหาดไทยในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เปลี่ยนมาเป็นการประเมินผลตามอัตวิสัยของผู้เป็นนายที่เรียกว่ารายงานลับ

อาการเคร่งครัดกับผู้น้อยแต่ผ่อนปรนกับผู้ใหญ่จึงฝังตัวอยู่ในระบบการประเมินผลมาตั้งแต่ในสมัยนั้น ดังที่กระทรวงธรรมการประกาศว่า และใบตรวจนั้น ให้เสมียนตรารับกลับไปรวบรวมไว้ทุกเดือน เมื่อสิ้นปีหนึ่งให้ทำงบปีขึ้นเสนออีกครั้งหนึ่ง เพื่อปลัดทูลฉลองจะได้นำเสนอเสนาบดีขอความดำริห์ที่จะได้ลงโทษผู้เกียจคร้านและบำเหน็จผู้หมั่นและได้ราชการด้วยอย่างใด แล้วแต่เสนาบดีจะเห็นสมควร

เมื่อบัญชีชั่วโมงทำงานถูกดัดแปลงมาใช้เพื่อค้ำจุนระบบชนชั้น สำนึกเวลาที่เท่าเทียมกันจึงไม่อาจจะถือกำเนิดขึ้นในทันที และความคิดนั้นยังถูกมองว่าเป็นสิ่งที่แปลกปลอม ดังที่หลวงวิจิตรวาทการบันทึกเอาไว้ว่า

มีน้อยเหลือเกินที่จะมาถึงกระทรวงในเวลา 10 ตามกำหนด โดยมากมากันเกือบเที่ยง แม้เสมียนธรรมดาก็มาเกือบเที่ยง มีสมุดลงเวลาเหมือนกัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครกวดขันเรื่องเวลาทำงาน ท่านเจ้ากรมเองมาราวบ่าย 3 โมง ทำงานชั่วโมงเดียวก็กลับบ้านได้ คนคนเดียวที่มาตรงเวลา คือผู้ที่มีตำแหน่งเป็นนายเวร

เมื่อสภาพแวดล้อมการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเป็นเช่นนั้น หลวงวิจิตรวาทการจึงเลือกที่จะมาทำงานตรงเวลาเพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างไปจากข้าราชการส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือ กระทรวงการต่างประเทศมักจะเงียบเหงาในเวลากลางวัน แต่คึกคักในเวลากลางคืนเพราะเป็นเวลาทำงานของเสนาบดี

นักการทูตชาวอังกฤษบันทึกเอาไว้ว่า หากจะมาขอเข้าพบเสนาบดีว่าการต่างประเทศในเวลาราชการก็จำเป็นจะต้องรู้ภาษาสยามอยู่ 2 คำ คือคำว่า “อยู่” และ “ไม่อยู่” เพราะมีเวลาทำงานไม่เหมือนข้าราชการทั่วไป

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ข้าราชการไม่อุทิศแรงกายให้กับเวลาราชการ เพราะข้าราชการในเวลานั้นตระหนักรู้ได้โดยธรรมชาติว่า “เวลาราชการ” ที่แท้จริงหาใช่เวลาทำงานในกระทรวงหรือการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในรัฐพิธี ถ้าต้องการจะอุทิศตนให้กับเวลาราชการก็สมควรใช้เวลานั้นไปกับกิจกรรมที่เป็นพระราชนิยม ดังตัวอย่างของข้าราชการขอให้เลื่อนเวลาราชการเพื่อไม่ให้กระทบการฝึกพลเสือป่า

 

ข้อมูลจาก :

วิภัส เลิศรัตนรังษี. “ ‘เวลาอย่างใหม่’ กับการสร้างระบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5” ใน, ศิลปวัฒนธรรม พฤศจิกายน 2563

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มกราคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_61990

Related Posts

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

“หัวลำโพง ฝรั่งเรียกไม่ชัด ไทยพลอยเรียกตามว่า วัวลำพอง” พระราชวิจารณ์ศัพท์ไทย-ฝรั่งในร.5

สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) (ภาพจาก ห้องสมุดภาพ มติชน) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ ตำแหน่งเจ้ากรมตรวจการศึกษาในกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2453 เนื้อหาส่่วนหนึ่งว่าด้วยพระราโชบายด้านการศึกษาของชาติ เนื้อหาส่วนที่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม ร.ศ. 129 มีเรื่องการใช้ศัพท์ไทย ศัพท์ฝรั่ง ในอดีต พระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่…

ประวัติศาสตร์ของ “กลิ่นเหม็น” ในเมืองกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5-7

แหล่งชุมชนที่สร้างมลภาวะทางอากาศและกลิ่นต่าง ขณะเดียวกันคนในชุมชนนั้นก็ต้องรับปัญหาสุขาอนามัยที่เกิดขึ้น ในภาพเป็นตลาดท่าเตียน กรุงเทพฯ (ภาพจาก www.matichon.co.th) ละครย้อนยุคหลายๆ เรื่อง แสดงให้เห็นบ้านเมืองร่มรื่นน่าอยู่ ไม่มีมลพิษจากสารเคมี ไม่มีรถติด ผู้คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน สรุปง่ายว่า “น่าอยู่สุดๆ” แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าทำได้จริง และท่านคิดจะย้อนกลับไป โปรดอ่านข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ เมื่อเดือนมกราคม 2562 ผศ.ดร.นิภาพร รัชตพัฒนากุล ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครไว้ใน บทความ “นาสิกประสาตภัย”…

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง…

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published.