ความเชื่อเรื่องโชคลาง คำทำนาย ในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ส่วนฐานของพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ในปัจจุบัน ภายในพระราชวังโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความเชื่อเรื่องโชคลาง คำทำนายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปในอดีตพบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ที่มีความเชื่อการทำนายทายทักแทรกอยู่ แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์ในอดีตก็ทรงมีความเชื่อเรื่องเช่นนี้

สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5 ทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2171- 2199 ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บันทึกเรื่องราวของพระองค์ไว้อย่างน่าสนใจเหมาะที่จะนำมาศึกษา เพราะในรัชสมัยของพระองค์มีข้อความหลายช่วงที่แสดงให้เห็นความเชื่อเรื่องโชคลาง และการทำนายปรากฏอยู่

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินนิมิตว่าสมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมานั่งแทบพระองค์ไสยาสน์ตรัสว่าบอกว่าให้ตั้งจักรพยุหะ แล้วสมเด็จอมรินทราธิราชหายไป ในเพลาเช้าเสด็จออกขุนนาง ทรงพระกรุณาตรัสเล่าสุบินให้พฤฒาจารย์ทั้งปวงฟังพระมหาราชครูพระครูปโรหิตโหราจารย์ถวายพยากรณ์ทำนายว่า เพลาวานนี้ทรงพระกรุณาให้ชื่อพระมหาปราสาทว่า ศิริยศโสธรรมมหาพิมารบันยังค์ นั้นเห็นไม่ต้องนาม สมเด็จอมรินทราธิราชจึงลงมาบอกให้ตั้งจักรพยุหะ อันจักรพยุหะนี้เป็นที่ตั้งใหญ่ในมหาพิไชยสงคราม อาจข่มเสียได้ซึ่งปัจจามิตรทั้งหลายขอพระราชทานเอานามจักรอันนี้ ให้ชื่อพระมหาปราสาทว่า จักรวัติไพชยันตมหาปราสาดตามลัคนาเทพสังหรณ์ในพระสุบินนิมิตอันประเสริฐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง ก็มีพระทัยปรีดายิ่งนัก จึงได้แปลงชื่อพระมหาปราสาทตามคำพระมหาราชครูทั้งปวง”

เมื่อแรกสร้างพระที่นั่งองค์นี้มีชื่อว่าพระที่นั่งศิริยโศธรมหาพิมานบรรยงก์และเปลี่ยนชื่อพระที่นั่งองค์นี้ในภายหลังว่า พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ ตามหลักฐานที่ปรากฏ อันเป็นผลจากการทำนายพระสุบินของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และยังแสดงถึงการวางระเบียบแบบแผนการก่อสร้างอาคารสมัยอยุธยาที่มีเรื่องราวความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

แม้ว่าในพระราชพงศาวดารส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเรื่องความยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นเทวราชา พระบารมีอันมากล้นเป็นดั่งเจ้าชีวิตของคนทั้งปวง ยังสอดแทรกให้ได้ทราบถึงขนบธรรมเนียมในราชสำนักหลายอย่างลงไปหรือแม้แต่เรื่องความเชื่อคุณไสยมนตร์ดำก็มีปรากฎอยู่ด้วยรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองที่ชาวบ้านต่างลือกันว่าในงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายพระองค์หนึ่งมีเศษเนื้อในอุทรบางส่วนไม่ไหม้ไฟพูดกันว่า เจ้านายพระองค์นี้ต้องคุณไสย ลือไปกันถึงจะมีการค้นหาหนังสือเรื่องมนตร์ดำ คนที่มีก็เกรงกลัวความผิดจึงนำหนังสือไปทิ้งน้ำก็มาก มีความปรากฏว่า

“ลุศักราช 997 ปีกุนศก (พ.ศ. 2178) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระราชทานเพลิงพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน ณ วัดไชยวัฒนาราม ได้เนื้อในท้องเผาไม่ไหม้สงสัยว่าต้องคุณ ครั้งนั้นประชาราษฎรลือกันว่า จะให้ค้นผู้คนตำรับตำราที่หมอผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างคนกลัวความผิด บรรดามีตำรารับความรู้วิชาการทิ้งน้ำเสียสิ้น”

ในเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชกระทู้ว่าด้วยพระราชอัธยาศัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และทรงให้พระยาโบราณราชธานินทร์ฯ เป็นผู้แก้ความถวายตามความเห็น ความตอนหนึ่งในกระทู้ถามตอบสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชกระทู้เรื่องที่พบเนื้อในอุทรที่ไม่ไหม้นี้ว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเชื่ออะไรยับเยินมาก พระยาโบราณราชธานินทร์ฯ แก้ถวายตามความเห็นในเรื่องนี้ว่า ในเวลานั้นเป็นสมัยการเล่นเวทมนตร์ เชื่อว่าเวทมนตร์ยุคนั้นขลังและมีผู้เชื่อถืออยู่มากเห็นได้จากพระเจ้าปราสาททองเองก็ทรงถือเรื่องเวทมนตร์และได้ราชสมบัติเพราะเวทมนตร์

ส่วนการลบศักราชมีความปรากฎว่า

“ลุศักราช 1,000 ปีขาลสัมฤทธิศก (พ.ศ. 2181) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสปรึกษาแก่เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตทั้งหลาย บัดนี้จุลศักราชถ้วน 1,000 ปี การกลียุคจะบังเกิดไปภายหน้าทั่วประเทศธานีใหญ่น้อยเป็นอันมาก เราคิดว่าจะเสี่ยงบารมีลบศักราช บัดนี้ขาลสัมฤทธิศกจะเอากุนเป็นสัมฤทธิศก”

ยุคสมัยดังกล่าวผู้คนมีความเชื่อถือเรื่องตัวเลขดวงชะตาคงมีไม่ใช่น้อยเห็นได้จากการเปลี่ยนศักราชของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง อาจเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่พระองค์น่าจะดึงมวลชนให้มาสนับสนุนพระองค์เพิ่มขึ้น เพราะก่อนหน้ารัชสมัยของพระองค์จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งจะพบวิธีการขึ้นมามีอำนาจและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงอาจมีศัตรูทางการเมืองอยู่ไม่น้อย จึงทรงทำทุกทางเพื่อให้ราษฎรนิยมมากขึ้น

และขณะนั้นบ้านเมืองรอบข้างก็ยังไม่ค่อยสงบดีนักจึงทรงกล้าที่จะส่งราชฑูตไปเชื้อเชิญอาณาจักรน้อยใหญ่มาร่วมใช้ศักราชแบบใหม่ที่พระองค์ทรงให้เปลี่ยน แต่เมืองน้อยใหญ่เหล่านี้ก็ไม่ได้เล่นด้วย กรณีของเมืองพม่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนหรือแม้แต่พระยาโบราณราธานินทร์ฯ มองว่าการกระทำดังกล่าวเพื่อที่จะแสดงพระกรุณาแก่ราษฎร ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้ราษฎรมีความนิยมนับถือมากขึ้น และยังมองว่าเรื่องการเปลี่ยนศักราชนี้ว่าน่าจะเป็น พระโหราธิบดีเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเชื่อถือพระโหราผู้นี้อยู่มาก

ความเชื่อเรื่องโชคลางที่ทรงมีอยู่แต่เดิมรวมกับความนับถือที่ทรงมีต่อพระโหราธิบดีผ่านการเปลี่ยนศักราชมาได้สามปีก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้พระองค์ทรงเชื่อถือเรื่องโชคลาง และคำทำนายจากพระโหราธิบดีอีกครั้ง “ศักราช 1003 ปีมะเส็งศก (พ.ศ. 2184) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินลงไปประพาสพระที่นั่งไอยสวรรยทิพยอาศน วันนั้นเสด็จอยู่แรม เพลาค่ำเสด็จมายืนอยู่หน้ามุขสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระณารายน์ราชกุมารส่องโคม อสนีลงต้องหน้าบันแว่นประดับ แลรูปสัตว์ตกกระจายลงมารอบพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอจะได้เป็นอันตรายหามิได้ ทรงพระกรุณาให้พระโหราทำนาย ถวายพยากรณ์ว่าเป็นมหาศุภนิมิตจะทรงพระกฤษดาธิการยิ่งขึ้นไปจะได้พระราชลาภจากต่างประเทศ”

และคำทำนายนั้นก็เป็นจริงเมื่อ “ถึงเดือน 10 กำปั่นอลิมมัตหร่ำลูกค้าเมืองเทศ บรรทุกพรรณนาผ้าและได้ม้าเทศสูง 2 ศอก 3 นิ้ว เข้ามาถวายสองม้ากับกั้นหยั่นฝักดำถมยาราชาวดีประดับนพรัตน์เล่มหนึ่ง สิ่งของนอกนั้นเป็นอันมาก”

“ศักราช 1005 ปีมะแมศก (พ.ศ. 2186) พระโหราถวายฎีกาว่าใน 3 วันจะเกิดเพลิงในพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังตกพระทัย ด้วยพระโหราคนนี้แม่นยำนัก” สิ่งที่ทำให้พระเจ้าปราสาททองทรงเชื่อถือพระโหราผู้นี้มากนั้น เพราะเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ณ พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท มีหนูตกลงมา พระองค์ทรงนำขันทองครอบหนูไว้ ทรงให้พระโหรามาทายว่าภายในขันทองนั้นเป็นสัตว์กี่เท้า พระโหราผู้นี้คำนวณแล้วทูลพระองค์ว่าเป็นสัตว์สี่เท้า และมีสี่ตัวด้วยกัน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงตอบว่ามีสี่เท้านั้นถูกต้อง แต่มีสี่ตัวนั้นผิด ผลปรากฏว่า มีสี่ตัวจริงรวมลูกหนูอีกสามตัวด้วย และนี่เองเป็นเหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเชื่อถือพระโหราผู้นี้เป็นอันมากหรือมากยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าปราสาททองทรงให้ขนสิ่งของมีค่าในพระราชวังหลวงไปยังวัดไชยวัฒนาราม รวมไปถึงเรือพระที่นั่งด้วย และทรงให้ไพร่พลสามพันเตรียมพร้าขอไม้พันผ้าชุบน้ำเป็นเครื่องดับไฟ ไม่ให้หุงข้าวปลาอาหารภายในพระราชวัง เหตุการณ์กลับเป็นปกติไม่มีเค้าว่าจะเกิดเพลิงไหม้เลยแม้แต่น้อย จนผ่านไปหลายวันเข้าใจว่าไม่มีเหตุร้ายตามคำทำนาย

ปรากฏว่าเกิดฝนตกและมีฟ้าผ่าต้องลงยอดพระที่นั่งองค์หนึ่งเกิดเพลิงลุกไหม้เผาผลาญอาคารหลายหลังในพระราชวัง พระเจ้าปราสาททองทรงถามพระโหราว่าการที่เกิดเพลิงไหม้เช่นนี้เป็นเรื่องดีหรือไม่ พระโหรากราบทูลว่าเป็นเรื่องดี พระที่นั่งที่ถูกอสุนิบาตนั้นซ่อมแซมใช้เวลากว่าปีจึงแล้วเสร็จ พระองค์พระราชทานนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า “พระที่นั่งวิหาร-สมเด็จ” ซึ่งเป็นที่มาพระนาม “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” เพราะพระที่นั่งองค์นี้เครื่องบนหุ้มด้วยทองคำ

รื่องราวที่เกิดในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนอกจากแสดงความเข้มข้นทางการเมือง ยังมีเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สะท้อนความเชื่อเรื่องโชคลาง การทำนายทายทักที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าสูงสุดของแผ่นดิน เช่น สมเด็จพระเจ้าปราสาททองหรือชาวบ้านสามัญทั่วไปล้วนมีความเชื่อในเรื่องนี้ การกระทำของแต่ละบุคคลย่อมมีผลแห่งการกระทำนั้นๆ บุคคลล้วนเป็นผู้ลิขิตเองคงมิใช่สิ่งเหนือธรรมชาติกำหนดเป็นแน่

 

อ้างอิง :

คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 3กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. (2542).

มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. (2554).

พระยาโบราณราชธานินทร์. กรุงเก่า เล่าเรื่อง. กรุงเทพฯ : มติชน.  (2554).

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 มิถุนายน 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_34409

Related Posts

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

“กรรณะ” วีรบุรุษฝ่ายอธรรม คู่ปรับอรชุนผู้ถูกกีดกันจากชาติกำเนิดในศึกมหาภารตะ

ภาพวาด กรรณะ ในห้วงศึกมหาสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร จากมหาภารตะ หลายคนคงจะได้ยินชื่อมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง “มหาภารตะ” มาไม่มากก็น้อย หากใครติดตามเรื่องราวมหากาพย์ขนาดยาวเรื่องนี้อย่างแท้จริงจะพบว่ามีเรื่องราวให้ศึกษาต่างๆ มากมายทั้งวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณ ฯลฯ นอกเหนือไปจากมหาสงครามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างสองพี่น้อง ตระกูลเการพ (กุรุ) และปาณฑพ (ปาณฑุ) ณ ทุ่งกุรุเกษตร มหาสงครามที่ว่านี้สร้างความหายนะแก่ดินแดนชมพูทวีปอย่างมหาศาล เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ฝากชื่อเสียงของ 5 พี่น้องตระกูลปาณฑพ ในฐานะวีรบุรุษ ที่สามารถเอาชนะพี่น้องตระกูลเการพลงได้ ยอดนักรบที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคงจะได้แก่ “อรชุน” นักแม้นธนูมือฉมังของฝ่ายปาณฑพ ส่วนตัวผมเองนั้นได้ยินชื่อมหากาพย์นี้มาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งได้มาอ่านฉบับที่ อ.กรุณา…

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ กัมพูชา มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก…

Leave a Reply

Your email address will not be published.