ท่อง “พระนครคีรี” วิมานบนเขา ถิ่นเก่ากษัตริย์ เศวตฉัตรมิ่งขวัญเมือง

จากเนื้อความท่อนหนึ่งของเพลงสาวเพชรบุรี ว่า “มองยอดเขาวัง ยอดเขาสูงคอตั้ง จนเสียดฟ้า…” (เพลงสาวเพชรบุรี-พุ่มพวง ดวงจันทร์) ได้กล่าวถึงสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเพชรบุรี บ่งบอกว่าพระนครคีรี หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า เขาวัง นั้นเป็นสถานที่สำคัญ

สำหรับคนเมืองเพชรแล้วเสมือนเป็นมิ่งขวัญเมือง ก็เนื่องด้วยเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างไว้และได้เคยเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ไม่ว่าพระมหากษัตริย์จะเสด็จไปแห่งหนตำบลใดถือเป็นความปิติยินดีของราษฎรในถิ่นนั้นๆ พระนครคีรีจึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวเพชรบุรี

พระนครคีรี ภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อ พ.ศ. 2489 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

“พระนครคีรี” หรือ “เขาวัง” นี้ ตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีชื่อว่า “เขาสมณะ” ประกอบด้วยยอดเขาใหญ่ 3 ยอด ไหล่เขาด้านตะวันออกมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่ง คือ วัดสมณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จจาริกมาประทับอยู่ที่วัดนี้เมื่อครั้งถือครองเพศบรรพชิต (ขณะนั้นยังไม่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ)

เมื่อทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังพระนครคีรีขึ้นในปีพุทธศักราช 2402  ทรงพระราชทานนามใหม่แก่เขาลูกนี้เป็น “เขามหาสวรรค์” โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองก่อสร้าง พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (ท้วม บุนนาค) ปลัดเมืองเพชรบุรี เป็นนายงานก่อสร้าง พระเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ผู้นี้เคยได้ร่วมเดินทางไปกับคณะทูตในการเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2400

เขามหาสวรรค์ ปัจจุบันเรียก “เขามไหศวรรย์” สิ่งก่อสร้างบนยอดเขาทั้ง 3 รวมเรียกว่า “พระนครคีรี”

สิ่งก่อสร้างสำคัญของพระนครคีรี ดังนี้

พระธาตุจอมเพชร พระเจดีย์ที่ทรงโปรดให้สร้างขึ้นใหม่ทับพระเจดีย์องค์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในสภาพชำรุด (บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดอินทคีรีซึ่งเป็นวัดร้าง) และได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้

วัดพระแก้ว ภายในวัดพระแก้วนี้ประกอบด้วย พระอุโบสถ หอระฆัง พระพุทธเสลเจดีย์ ศาลาและพระปรางค์แดง

วัดพระแก้ว (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระอุโบสถ สร้างเป็นขนาดเล็กย่อส่วนทำด้วยหินอ่อน หน้าบันปูนปั้นเป็นตราพระมหาพิชัยมงกุฏ ตราประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นงานปูนปั้นชิ้นหนึ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี ภายในประดิษฐานพระแก้วผลึก (เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ทางการได้นำไปยังกรุงเทพมหานคร แล้วนำพระพุทธรูปหินอ่อนมาประดิษฐานแทน)

พระสุทธเสลเจดีย์ อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นเจดีย์ทรงกลมทำจากหินอ่อนสีเทาอมเขียว โดยสลักหินอ่อนประกอบเป็นองค์เจดีย์เสร็จสรรพที่เกาะสีชัง แล้วถอดเป็นชิ้นขนขึ้นเรือมายังเพชรบุรี นำมาประกอบใหม่ที่วัดพระแก้วแห่งนี้

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ เป็นพระที่นั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพระราชวังพระนครคีรี ก่อฤกษ์เมื่อวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 8 ปีพุทธศักราช 2402 ภายในพระที่นั่งประกอบด้วย ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องโถงออกขุนนาง ห้องแต่งพระองค์ ห้องสรงและห้องลงพระบังคน(ห้องสุขา) สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งนี้ใช้เป็นท้องพระโรงออกขุนนาง ภายหลังในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการดัดแปลงเป็นที่ประทับของพระราชอาคันตุกะต่างเมือง

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ มีสองชั้น ทรงคล้ายเก๋งจีน ชั้นบนมีห้องโถงและห้องบรรทม 2 ห้อง ชั้นล่างเป็นห้องโถง 2 ห้อง

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็นปราสาททรงจตุรมุข มียอดปรางค์ 5 ยอด โดยยอดปรางค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง สูง 14 เมตร และยอดปรางค์เล็กอยู่ที่มุขทั้ง 4 บนฐานสูงซ้อนกัน 3 ชั้น แต่ละชั้นมีระเบียงกรงลูกแก้ว ที่ชั้นบนสุดฐานเดียวกับตัวปราสาทเป็นโดมโปร่งตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ภายในองค์ปราสาทประดิษฐานพระบรมรูปหล่อสำริดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(พระบรมรูปองค์นี้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อจะนำไปถวายพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส แต่พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน ที่จะนำไปถวาย)

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท (ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระที่นั่งราชธรรมสภา มีชั้นเดียวทรงคล้ายเก๋งจีน ตกแต่งด้วยเสาปลอมติดผนัง เป็นศิลปโรมันแบบไอโอนิค (เป็นลักษณะหนึ่งใน 3 แบบของสถาปัตยกรรมเสาคลาสสิค) พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประชุมสาธยายธรรม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยในการปฏิบัติธรรมอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อครั้งถือเพศบรรพชิต ภายในมีโต๊ะบูชาพระพุทธอยู่ด้วย

หอชัชวาลเวียงชัย หรือที่เรียกกันว่า “กระโจมแก้ว” เป็นหอสำหรับใช้ส่องกล้องดูดาว มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายกระโจมภายในมีบันไดเวียน หลังคาเป็นทรงโดมมุงด้วยกระจกโค้ง ภายในมีโคมไฟ กลางคืนเวลาจุดแสงจะส่องไปไกลถึงชายทะล แต่ก่อนคนเรือหาปลาได้อาศัยแสงไฟนี้เป็นประภาคารนำทางเอาเรือเข้าอ่าวบ้านแหลม ชั้นบนสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเพชรบุรีได้โดยรอบตลอดจนชายทะเล ที่หน้าหอชัชวาลเวียงชัยมีธงมหาราช เสาธงสูง 20 เมตร เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับที่พระนครคีรีจึงจะชักธงนี้ขึ้น

หอพิมานเพชรมเหศวร เป็นหอเล็กๆ 3 หอ หอกลางมีขนาดใหญ่กว่าหอข้าง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ในส่วนของหอข้างนั้น ข้างหนึ่งเป็นศาลเทพารักษ์หรือศาลพระภูมิ ข้างหนึ่งเป็นที่ประโคมสังคีต มีเสาไม้เป็นสะดึงสำหรับแขวนฆ้องชัยหน้าหอทั้ง 2 ภายในหอกลางใหญ่ได้ก่อผนังไว้เป็นห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทรงประทับที่ห้องบรรทมนี้ในวันที่ถือศีลอุโบสถ จากห้องบรรทมนี้มองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ที่สงบคือพระธาตุจอมเพชรและวัดพระแก้ว ในวันขึ้น 15 ค่ำจะเห็นพระจันทร์เต็มดวงได้ถนัดตา

หอพิมานเพชรมเหศวรนี้เคยเป็นที่ประกอบพระราชพิธีโสกันต์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านที่แยกย่อยออกไป

(ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

พระราชวังพระนครคีรีนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตามาตั้งแต่ครั้งอดตี ในปีพุทธศักราช 2404 ได้รองรับราชทูตจากรัสเซีย นำโดยคอลออยเลนเบิร์ตซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท จัดเรือให้คณะทูต ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าคัคณางยุคลซึ่งประทับอยู่ที่พระนครคีรีขณะนั้นเพื่อให้เตรียมจัดรถไว้ให้คณะทูตจากรัสเซีย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีพุทธศักราช 2453 ดุ๊กโยฮัน อัลเบรกต์ผู้สำเร็จราชการจากเยอรมณีพร้อมด้วยพระชายาได้เสร็จประพาสเมืองเพชรบุรี รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระอิสริยยศในตอนนั้น) คอยรับเสด็จที่พระนครคีรี ได้มีการจุดดอกไม้เพลิงถวายแก่ท่านดุ๊กด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชวังพระนครคีรีแล้ว โปรดให้บูรณะวัดสมณด้วย ได้ทรงพระราชทานนามใหม่เป็น “วัดมหาสมณาราม” และให้เป็นพระอารามหลวงวรวิหารชั้นโท

พระนครคีรีนี้ได้รับการบูรณะถึงสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2426 และครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2496 โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาทรงทอดพระเนตรเห็นถึงความชำรุดทรุดโทรมของอาคารสถานต่างๆ จึงมีพระราชปรารภโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซม

(ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร)

 

กรมศิลปากรจึงได้ทำการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2496 จัดทำโครงการบูรณะเข้าแผนทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 ( พ.ศ. 2525-2529) ใน พ.ศ. 2524 ภายใต้ชื่อ “โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี” ตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้จัดให้มีการก่อสร้าง หอสมุดแห่งชาติขึ้นด้วยโดยใช้พระตำหนักสันถาคารสถาน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ได้ประกาศให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

เปิดให้ประชาชนเข้าชมครั้งแรกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2528 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปีพุทธศักราช 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินมาทรงพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ โดยได้ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ณ พระธาตุจอมเพชร จุดประทีปโคมไฟ ณ ชัชวาลเวียงชัย และทรงพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติ สาขาพระนครคีรี

ปัจจุบันอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครคีรี ได้มีการจัดงานประจำปีขึ้นทุกปี เป็นระยะเวลา 10 วัน 10 คืน โดยงาน “พระนครคีรี-เมืองเพชร” ครั้งที่ 35 ประจำปี 2565 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-27 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

 

เอกสารอ้างอิง :

กรมศิลปากร. พระนครคีรี. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์, 2527.

กรมศิลปากร. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี. กรุงเทพฯ : หจก.โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2537.

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์. วัด-วังในพระราชประสงค์พระจอมเกล้าฯ. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มติชน, 2560.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2562

หมายเหตุ: ภาพจากเพจ พระนครคีรี กรมศิลปากร / Phra Nakhon Khiri, The Fine Arts Department

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_27273

Related Posts

“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH) การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่…

บันทึกชาวบ้านฉบับฝรั่ง เล่าปัญหาครอบครัวที่ทำให้ พระมหาธรรมราชา เข้าหา “หงสาวดี”

เจดีย์ชเวมอดอ ศาสนาสถานสำคัญแห่งพะโค หรือกรุงหงสาวดีในอดีต ภาพถ่ายวันที่ 14 พฤศจิกายน 2012 ( AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI) ขุนพิเรนทรเทพ หรือ พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระนเรศวร ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในการล้มอำนาจกลุ่มของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศา ทำให้พระเทียรราชาได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแทน เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ พระเทียรราชาจึงทรงตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลก พร้อมยกพระสวัสดิราชธิดา พระธิดาของพระองค์ให้เป็นพระวิสุทธิกษัตรีย์มเหสีแห่งพิษณุโลกด้วย นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวเมืองฝ่ายเหนือที่กรุงศรีฯ ต้องใช้กำลังภายในเยอะในการควบคุมมาโดยตลอด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีฯ กับพิษณุโลกก็มิได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง สาเหตุจริงๆ คงประกอบด้วยปัจจัยหลายๆ ประการทั้งเรื่องของการเมือง ความสัมพันธ์ส่วนตัว และการถ่วงดุลเพื่อรักษาฐานอำนาจให้มั่นคง เมื่อพิษณุโลกต้องถูกคุกคามจากอาณาจักรที่ใหญ่กว่าอยู่หลายครั้ง…

2 ตุลาคม 2432 วันประสูติพระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี พระราชธิดาเจ้าดารารัศมี

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี (วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประสูติแต่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ประสูติเมื่อวันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2432 เป็นพระราชบุตรีองค์ที่ 73 ในรัชกาลที่ 5 ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2429…

คนโคราชไม่ใช่ “ลาว” แล้วคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน?

นครราชสีมาหรือโคราช อยู่ต้นลําน้ำมูลในอีสาน เป็นบ้านเมืองที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เริ่มด้วยมีชุมชนหมู่บ้านเก่าแก่อยู่ที่บ้านปราสาท (ตําบลธารปราสาท อําเภอโนนสูง) และบ้านโนนวัด (ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง) กับมีแหล่งภาพเขียนสียุคดึกดําบรรพ์อยู่ที่ถ้ำเขาจันทน์งาม (บ้านเลิศสวัสดิ์ ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว) ทั้งสองแห่งมีอายุประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ล้วนเป็นหลักฐานมั่นคงว่า ชุมชนเหล่านี้มีพัฒนาการตั้งแต่ 3,000 ปีแล้ว แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบันไม่ขาดสาย (ดังมีรายงานการขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ของรัชนี ทศรัตน์…

“กรรณะ” วีรบุรุษฝ่ายอธรรม คู่ปรับอรชุนผู้ถูกกีดกันจากชาติกำเนิดในศึกมหาภารตะ

ภาพวาด กรรณะ ในห้วงศึกมหาสงคราม ณ ทุ่งกุรุเกษตร จากมหาภารตะ หลายคนคงจะได้ยินชื่อมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียอย่าง “มหาภารตะ” มาไม่มากก็น้อย หากใครติดตามเรื่องราวมหากาพย์ขนาดยาวเรื่องนี้อย่างแท้จริงจะพบว่ามีเรื่องราวให้ศึกษาต่างๆ มากมายทั้งวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ รวมถึงปรัชญาการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณ ฯลฯ นอกเหนือไปจากมหาสงครามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างสองพี่น้อง ตระกูลเการพ (กุรุ) และปาณฑพ (ปาณฑุ) ณ ทุ่งกุรุเกษตร มหาสงครามที่ว่านี้สร้างความหายนะแก่ดินแดนชมพูทวีปอย่างมหาศาล เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ฝากชื่อเสียงของ 5 พี่น้องตระกูลปาณฑพ ในฐานะวีรบุรุษ ที่สามารถเอาชนะพี่น้องตระกูลเการพลงได้ ยอดนักรบที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดคงจะได้แก่ “อรชุน” นักแม้นธนูมือฉมังของฝ่ายปาณฑพ ส่วนตัวผมเองนั้นได้ยินชื่อมหากาพย์นี้มาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งได้มาอ่านฉบับที่ อ.กรุณา…

“พระแก้วมรกต” ในพระราชวังหลวงที่พนมเปญต่างกับไทยไหม วัสดุในพระวิหารมูลค่าเท่าใด

วัดพระแก้วมรกต ในพระบรมราชวังจตุมุขมงคล กัมพูชา (ภาพจากหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร”)พระบรมราชวังจตุมุขมงคล กรุงพนมเปญ กัมพูชา มีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ในบรรดารายชื่อนี้มี “วัดพระแก้วมรกต” หรือ “วัดอุโบสถรตนาราม” เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพระราชวัง ซึ่งมีพระพุทธรูป “พระแก้วมรกต” ประดิษฐานบนบุษบก เมืองพนมเปญ (หรือชื่อเก่าว่า “เมืองจตุมุข”) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา สมัยก่อนมีเจ้าพญายาตและกษัตริย์องค์ต่อมาใช้เมืองนี้เป็นราชธานี ขณะที่พระราชวังจตุมุขมงคลนี้สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้านโรดิมบรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ พ.ศ. 2403-2447) และปรับปรุงเปลี่ยนหลายครั้งในเวลาต่อมา รศ.ดร. ศานติ ภักดีคำ อธิบายในหนังสือ “เขมรสมัยหลังพระนคร” ว่า ปีนั้นเป็นปีที่สมเด็จพระนโรดมเริ่มเสด็จมาประทับที่พระราชวังพัก…

Leave a Reply

Your email address will not be published.