กำเนิด “โปสต์แมน” หรือ “บุรุษไปรษณีย์” ในสยาม

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการทำสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศต่างๆ มากขึ้น ทำให้มีการตั้งกงสุลต่างประเทศขึ้นในประเทศ สถานกงสุลประเทศต่างๆ ได้นำระบบการเดินหนังสือ เรียกว่า “การไปรษณีย์” เข้ามาใช้ในการติดต่อกับสถานกงสุลประเทศอื่นๆ

เมื่อปี พ.ศ. 2418 ในตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการออกหนังสือพิมพ์รายวันขึ้นฉบับหนึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า “COURT” โดยพระบรมวงศานุวงศ์ที่ยังทรงพระเยาว์รวมกัน 11 พระองค์ นับเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกของคนไทย ต่อมา พ.ศ. 2419 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่า “ข่าวราชการ”

เมื่อหนังสือออกฉบับแรกมีผู้สนใจจำนวนมาก โดยผู้ที่ต้องการต้องมารับหนังสือที่สำนักงาน ณ หอนิเพทพิทยาคมในพระบรมมหาราชวัง ริมประตูศรีสุนทรทุกวัน ในทุกวันการมาขอรับหนังสือของสมาชิกไม่พร้อมกันทำให้ต้องเก็บหนังสือค้างไว้จ่ายจำนวนมาก

บุรุษไปรษณีย์ในสมัยก่อน (ภาพจากหนังสือ “Twentieth Century Impressions of Siam : Its History, People, Commerce, Industries, and Resources”)

 

สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงษ์หนึ่งในพระบรมวงศานุวงศ์ 11 พระองค์ โปรดให้มีบุรุษเดินหนังสือส่งให้สมาชิก เรียกว่า “โปสต์แมน” แต่งกายด้วยเครื่องแบบสีน้ำเงินสะพายกระเป๋าใส่หนังสือนำส่งให้สมาชิกทุกเช้า พร้อมทรงจัดพิมพ์ “ตั๋วแสตมป์” ใช้เป็นค่าบริการส่งหนังสือจำหน่ายให้แก่สมาชิกที่ต้องการ เพื่อใช้ผนึกลงบนหนังสือข่าวราชการเป็นงินค่านำส่งหนังสือ

การออกหนังสือข่าวราชการมีถึง 15 กรกฎาคม 2419 และถูกล้มเลิกไป แต่การเดินส่งหนังสือ หรือการรับส่งจดหมายจากสมาชิกหนังสือพิมพ์ข่าวราชการ โดยเสียค่านำส่งเป็นตั๋วแสตมป์เพื่อนำจ่ายให้ผู้รับตามที่อยู่ที่เขียนไว้บนหนังสือหรือจดหมาย ก็ควรนับว่าเป็นการเริ่มต้นของการไปรษณีย์ไทย

คำว่า “ไปรษณีย์” มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ในภาษาไทย โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชที่ทรงมีความสามารถในด้านอักษรศาสตร์อย่างมาก ทรงได้รับความไว้วางพระทัยจากเจ้านายให้ทรงช่วยบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ในภาษาไทยเพื่อทดแทนการใช้คำในภาษาอังกฤษที่มักพบอยู่ในการเรียกชื่อสิ่งของหรือวิทยาการใหม่ที่สังคมไทยแรกรับเข้ามาในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เช่นคำว่า “ไปรษณีย์” ที่รู้จักกันเรียกตามศัพท์ภาษาอังกฤษคือ “โปสต์”

คงเป็นไปได้ว่า คำว่า “บุรุษไปรษณีย์” คงถูกเรียกตรงตามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ “โปสต์” แปลว่า “ไปรษณีย์” และ “แมน” ที่แปลว่า “ผู้ชาย หรือ บุรุษ” ดังนั้น “โปสต์แมน” ก็คือ “บุรุษไปรษณีย์”

อ้างอิงข้อมูล :

หนังสือ “ย้อนอดีตการสื่อสารไทย”. จัดพิมพ์โดย การสื่อสารแห่งประเทศไทย. 2533

หนังสือ “พระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช”. จัดพิมพ์โดย วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม. 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน 2560

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_11770

 

Related Posts

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ขอปฏิเสธ! “ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมูนิสต์”

พระยานโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยได้มอบหมายให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้ร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น ซึ่งหลวงประดิษฐ์ฯ จัดพิมพ์เอกสารดังกล่าว เรียกว่า “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” ใน พ.ศ. 2476 โดยยึดมาจากหลัก 6 ประการของคณะราษฎร กรณีเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ถูกกล่าวหาว่ามีแนวโน้มไปทางคอมมิวนิสต์ และโจมตีตัวหลวงประดิษฐ์ว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์เช่นกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงได้ออกกฎหมายว่าด้วยคอมมิวนิสต์ขึ้นมา และบีบบังคับให้หลวงประดิษฐ์ฯ เดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 แม้หลวงประดิษฐ์ฯ จะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังไม่จบสิ้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ จนกระทั่ง ในเดือนมิถุนายน…

ความหมายของธรรมเนียม “การสวม” พระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเริ่มสมัยรัชกาลที่ 4

ในอดีตพระมหาพิชัยมงกุฎมีความสําคัญเท่าเทียมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ เมื่อเจ้าพนักงานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะทรงรับไว้แล้วทอดวางข้างพระองค์โดยมิได้ทรงสวม กระทั่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงได้รับพระมหาพิชัยมงกุฎแล้วทรงสวมพระเศียรอันเป็นประเพณีที่ได้รับอิทธิพลจากราชสํานักยุโรป ซึ่งถือคติว่าพระมหากษัตริย์จะทรงดํารงสภาวะอันสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อได้ทรงสวมมงกุฎแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา จึงถือว่าพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งและถือว่าในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นช่วงเวลาที่สําคัญยิ่งในพระราชพิธี โดยพระมหาราชครูพราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับและทรงสวมที่พระเศียรด้วยพระองค์เอง เจ้าพนักงานภูษามาลาผู้ใหญ่กราบบังคมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้ตรงแล้วผูกพระรัตนกุณฑลเบื้องหลังถวาย ในขณะที่ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น พราหมณ์พิธีเป่าสังข์ขับบัณเฑาะว์ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ ทหารยิงปืนถวายคำนับ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาทั่วพระราชอาณาจักร ข้อมูลจาก ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ “เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา,…

เป็นผู้หญิง (อยุธยา) แท้จริงแสนลำบาก ต้องทำไร่ไถนา ขายของ เลี้ยงลูก ส่วนชายนั้นขี้เกียจ!?

ผู้หญิงชาวบ้านกรุงศรีอยุธยามีภารกิจหนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะต้องดูแลบ้านเรือน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกและผัวด้วยตัวคนเดียว ยิ่งกว่านั้น ยังต้องทำไร่ไถนา บางทีต้องไปขายของในตลาด เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทั้งหมด เรื่องนี้ลาลูแบร์เล่าว่า พวกผู้ชายเกียจคร้านมาก ดังนี้ “ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด 6 เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา, มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และเมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่าง ๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติของชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว…

กรมพระยาดำรงฯ “สันนิษฐาน” ที่มาพระเจดีย์ 3 องค์ ที่ด่านเจดีย์ 3 องค์

ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจบุรีเป็นพื้นที่สุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ซึ่งในอดีตเป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า ที่ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ 3 องค์อีกด้วย แล้ว “พระเจดีย์ 3 องค์” นี้มีที่มาอย่างไร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนิพนธ์ไว้ใน “ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด” (องค์การค้าคุรุสภา, พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2504) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม) เมื่ออ่านลายพระหัตถ์ตรัสถามเรื่องพระเจดีย์ 3 องค์ ตรงที่ต่อแดนพม่า หม่อมฉันนึกได้ว่าเคยเห็นเรื่องสร้างพระเจดีย์นั้นในหนังสือพระราชพงศาวดาร…

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน “ตราด” ให้สยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO) ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม” ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน…

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัยร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?

พระประวัติก่อนอุบัติเหตุ …พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม และหม่อมน้อย ธิดาพระยาราชมนตรี (ภู่ ต้นสกุล ภมรมนตรี) เมื่อแรกประสูติใน พ.ศ. 2394 มีพระนามหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ทรงเรียนรู้วิชาช่างจากพระบิดา ทั้งยังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อีกด้วย ต่อมาในช่วงต้นแห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงมีโอกาสเดินทางไปทรงศึกษาวิชาที่เมืองสิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ ตามลำดับ และทรงเดินทางกลับสยามใน พ.ศ. 2418 ทรงเริ่มรับราชการเมื่อชันษาได้ 24 ปี…

Leave a Reply

Your email address will not be published.