ค้นร่องรอย ต้นตะเคียนริมคลองหลอด หลังวัดราชบพิธฯ ปลูกสมัยรัชกาลที่ 1

ต้นตะเคียนริมคลองหลอด หลังวัดราชบพิธฯ ปลูกสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน

คลองหลอดเป็นคลองเป็นคลองที่ขุดเชื่อมระหว่างคลองคูเมืองเดิมกับคลองรอบกรุง (ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, 2546 น. 197) ตามประวัติกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ที่ฟากตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ในปีพ.ศ. 2325 ชั้นต้น โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครเป็นแต่เพียงชั่วคราว เนื่องด้วยยังติดราชการสงครามกับพม่าอยู่

ครั้นต่อมาในปีพ.ศ. 2326 ได้โปรดเกล้า ให้สร้างพระนครอย่างถาวรมั่นคง คราวนั้นโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์เขมร  ให้มาขุดคูรอบพระนครตั้งแต่ปากคลองบางลำพูตรงป้อมพระสุเมรุ จนถึงป้อมจักรเพชร บริเวณวัดราชบุรณะ พระราชทานนามว่า “คลองรอบกรุง” และโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองหลอดเชื่อมระหว่างคลองคูเมืองเดิมซึ่งมีมาตั้งแต่กรุงธนบุรี และคลองรอบกรุงซึ่งขุดใหม่นี้ มีข้อความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า

“ในจุลศักราช ๑๑๔๕ ปีเถาะ เบญจศก (พ.ศ. ๒๓๒๖) โปรดให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง แล้วให้เกณฑ์ทำอิฐขึ้นใหม่บ้าง ให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมือก่อสร้างพระนครทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลในปีนั้น โปรดให้รื้อป้อมวิชเยนทร์และกำแพงเมืองธนบุรีข้างฟากตะวันออกเสีย ขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเก่า เกณฑ์เขมร ๑๐,๐๐๐ เข้ามาขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำพูตลอดมาออกแม่น้ำข้างใต้เหนือวัดสามปลื้ม ยาว ๘๕ เส้น ๑๓ วา กว้าง ๑๐ วา ลึก ๕ ศอก พระราชทานชื่อว่า คลองรอบกรุง ด้านแม่น้ำตั้งแต่ปากคลองรอบกรุงข้างใต้ไปจนปากคลองข้างเหนือ ยาว ๙๑ เส้น ๑๖ วา รวมทางน้ำรอบพฺระนคร ๑๗๗ เส้น ๙ วา แล้วขุดคลองหลอดจากคลองคูเมืองเดิม ๒ คลอง ออกไปบรรจบคลองรอบกรุงที่ขุดใหม่ และขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครจะได้ลงเรือไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำ เหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาเก่า” (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, 2552 น. 22)

คลองหลอดทั้ง 2 คลอง ใช้เป็นคลองสัญจรไปมานอกจากชักน้ำ ต่อมาในปีพ.ศ.​2525 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เรียกชื่อคลองทั้งสองนี้ว่า “คลองหลอดวัดราชนัดดาราม” และ “คลองหลอดวัดราชบพิธ”

ต้นตะเคียนริมคลองหลอด หลังวัดราชบพิธฯ

 

เล่ากันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกต้นตะเคียนไว้ริมคลองหลอดดังกล่าวนี้ เพื่อใช้ไม้ตะเคียนต่อเรือสำหรับใช้ในราชการสงคราม ซึ่งบริเวณนั้นสร้างเป็นโรงเรือมารื้อในสมัยสร้างวัดราชบพิธฯ ดังสำเนาพระบรมราชโองการพระราชทานกัปปิยภูมิอุปจาครั้งที่ 2 ความตอนหนึ่งว่า

“แต่ที่ต่อนั้นมาจนถึงคลองซึ่งเป็นโรงเรือ แลเป็นที่ญาติโยมของพระสงฆ์พักอาศัยอยู่ บัดนี้ญาติโยมของพระสงฆ์ก็ไม่ได้อยู่อาศัย โรงเรือก็เรื้อเสียแล้ว” (กรมศิลปากร, 2513 น. 6.)

โรงเรือที่ว่านี้ เข้าใจว่าอยู่ติดกับวังริมคลองสะพานถ่านของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหรา กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวังไปหลังวัดวัดพระเชตุพน วังริมคลองสะพานถ่าน วังนี้อยู่ตรงที่สร้างวัดราชบพิธฯ ที่วังเดิมหลังวังจดคลองสะพานถ่านหันหน้าวังมาทางเหนือ เป็นที่ประทับของกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ เสด็จอยู่มาจนรัชกาลที่ 5 ต้องการที่สร้างวัดราชบพิธฯ จึงโปรดฯ ให้เสด็จไปประทับที่วังท้ายวัดพระเชตุพน (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2553 น. 68)

ต้นตะเคียนที่ปลูกคราวนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ปลูกเท่าใหร่ โปรดให้ใครเป็นแม่กองงาน ซึ่งในปีพ.ศ. 2541 มีจำนวน 7 ต้นปัจจุบันนี้ (ณ พ.ศ. 2562) เหลือเพียง 5 ต้นเท่านั้น มูลเหตุของการปลูกต้นตะเคียนนั้น สันนิษฐานได้ 2 ประการคือ

1. ในแง่วิทยาศาสตร์ ไม้ตะเคียน เป็นไม้เนื้อแข็งทนทาน และมีคุณสมบัติในการลอยน้ำได้ดี จึงนิยมใช้ต่อเรือ และต้นตะเคียนเป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นอยู่ริมแม่น้ำ ช่วยในการยึดตลิ่งอีกทางด้วย

2. ในแง่ของความเชื่อ คนไทยมีความเชื่อว่า ต้นตะเคียนเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มักมีเทวดา หรือภูตผีสิงสถิตอยู่ การนำไปต่อเรือ ก็จะได้เป็นแม่ย่านาง หรือที่เรียกกันว่า เจ้าแม่ตะเคียน สิงสถิตอยู่ที่เรือ

3. ในแง่ประวัติศาสตร์ เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ชั้นแรก ประเทศไทยยังติดพันสงครามกับพม่าอยู่หลายปี การปลูกต้นตะเคียนไว้สำหรับต่อเรือทำราชการนั้น นับเป็นพระราชกุศโลบายในการปกครองประเทศอีกนัยหนึ่งด้วย

ต้นตะเคียนริมคลองหลอด หลังวัดราชบพิธฯ

 

บรรณานุกรม :

กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ตำนานวังเก่า. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด, 2537.

กรมศิลปากร, ประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกันศิวพร, 2513.

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง; สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2531.

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : บริษัท มติชน จำกัด, 2546.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 สิงหาคม 2562

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_36908

 

Related Posts

“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540” พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี”…

จุดกำเนิด “ศาลสถิตยุติธรรม” และ “หอนาฬิกา” จุดสูงที่สุดในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5

…ว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ศาลสถิตยุติธรรม เพราะมีพระราชประสงค์ฉลองพระนครที่ครบรอบ 100 ปี และต้องการรวบรวมศาลต่างๆ ในพระนคร และเก็บรวบรวมพระราชกำหนด กฎหมายไว้ที่เดียวกัน เพื่อมิให้ต่างชาติมาอ้างผลประโยชน์ในข้อนี้ได้ รวมทั้งเพื่อให้ง่ายต่อการสอบสวนของศาลเองอีกด้วย การก่อสร้างศาลสถิตยุติธรรม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหม เป็นแม่กอง โจอาคิม แกรซี (Joachim…

“กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” โรงเรียนมิชชันนารีชายแห่งแรกของสยาม

  อาคารเรียนชุดแรกจำนวน 3 หลังของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถนนประมวญ โดยชั้นล่างจะเป็นห้องเรียนและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่พักครูใหญ่ ครูต่างประเทศและครูไทย การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาตั้งในในสมัยอยุธยา โดยกลุ่มที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นเป็นเป็นบาทหลวงชาวโปรตุเกสและชาวฝรั่งเศสซึ่งนับถือศาสนานิกายโรมันคาทอลิก หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสตัง” จากนั้น ในช่วงต้นรัชกาลที่ 3 คณะมิชชันนารีชาวอเมริกาได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ หรือที่คนไทยเรียกว่า “คริสเตียน” ให้กับคนไทย ในกลุ่มคณะมิชชันนารีกลุ่มนี้ พบว่ามีมิชันนารีบางคนที่จบการศึกษาวิชาการแพทย์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากการเผยแผ่ศาสนาแล้วก็ยังได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามารักษาชาวบ้าน มีการแจกยาและแจกคัมภีร์ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ต่อมาชาวบ้านต่างเรียกขานมิชชันนารีกลุ่มนี้ว่า “หมอศาสนา” ใน พ.ศ. 2378…

เมื่อพระยาพหลฯ ปฏิเสธตำแหน่ง “นายกฯ” ทำไมเป็นเช่นนั้น?!?

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เจ้าพระยาพิชัยญาติประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กราบบังคมทูลว่านายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้ที่ควรดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย และทรงเชื่อมั่นว่าพระยาพหลพลพยุหเสนามีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2477 มีการเปลี่ยนตําแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์พ้นจากตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการไปดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ และให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เมื่อนําเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ปรากฏว่ามีสมาชิกทักท้วงว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีความชํานาญงานหรือไม่มีความรู้เรื่องงานในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเพียงสั้นๆ ผู้ทักท้วงก็เข้าใจ นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า พระยาพหลพลพยุหเสนา “ตามที่สมาชิกชี้แจงมาเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิด ในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร คือการเป็นรัฐมนตรีว่าการหาใช่เอาเอ็กซเปิตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง…

“กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิด” นัยของวาทะกรมพระยาดำรงฯ ต่อพระธิดา ครั้งเฝ้าเจ้าดารารัศมี

(ซ้าย) เจ้าดารารัศมี (ขวา) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเฝ้าพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ที่เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระดำรัสว่า “…กราบเจ้าป้าลงกับพื้นเถิดลูก เพราะไม่มีสิ่งใดที่ควรจะรังเกียจ แม้กำเนิดท่านก็เกิดมาในเศวตฉัตรเหมือนกัน…” ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย นักเขียนและคอลัมนิสต์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ว่า พระดำรัสนี้มีนัยบางประการที่แสดงถึงความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเมืองเหนือในช่วงเวลาที่อาณาจักรล้านนาอยู่ในสถานะประเทศราชของสยาม กษัตริย์ล้านนาเวลานั้นยอมรับอำนาจของสยามโดยมีหน้าที่ช่วยป้องกันราชอาณาเขตสยาม ถวายเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี และส่งส่วยตามที่สยามมีประสงค์ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อาณาจักรล้านนาบางครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า…

“ไข้หวัดใหญ่สเปน” ระบาด 100 ปีก่อน สมัยร.6 ผู้ป่วยเสียชีวิต 20-40 ล้านคน

ทหารจาก Fort Riley, Kansas ป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อปี ค.ศ.1918/ พ.ศ. 2461 ที่หอผู้ป่วยที่ Camp Funston (ภาพจาก Otis Historical Archives Nat’l Museum of Health & Medicine) ภาพจาก Jacopo Werther (CC BY…

Leave a Reply

Your email address will not be published.