“เมืองละแวก” แตกด้วยกระสุนเงิน เผยกลศึกอาณาจักรอยุธยา ยึดครองดินแดนเขมร

ในปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ชาวสเปนผู้หนึ่งนามว่า สาธุคุณ กาสปาร์ เดอ ลา ครูช (Gaspar de la Cruz) ได้เดินทางเข้ามาพำนักอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งปีในประเทศกัมพูชา สำหรับชาวตะวันตกชาติอื่นดังเช่น โปรตุเกส สเปน และชาวดัตช์ ก็ได้เดินทางเข้ามาสู่ประเทศกัมพูชาเช่นกัน และในช่วงเวลาที่เกิดสงครามกลางเมืองนั้นก็ได้มีบทบาทสำคัญ โดยได้รับความอุปถัมภ์จากราชสำนัก

การปกครองในรัชกาลของนักพระสัตถา (Preah Satha)
พระบรมราชาสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2119 ราชโอรสทรงพระนามว่า พระสัตถา ได้ขึ้นเสวยราชย์สนองพระองค์สืบมา

นักพระสัตถาหรือสัตถาที่ 1 ครองราชสมบัติจนกระทั่งปี พ.ศ. 2127 ซึ่งในปีนี้พระองค์ได้สละราชย์ให้แก่ราชโอรสองค์ใหญ่ที่มีพระนามว่า พระชัยเชษฐาที่ 1 (Préah Chey Chetha I) แต่ทว่าพระชัยเชษฐาได้เสวยราชสมบัติอยู่เพียงสิบปี พระราชบิดาก็ได้ปกครองบ้านเมืองภายใต้พระนามของพระองค์

วัดตฺรแฬงแกง กลางเมืองละแวก เป็นวัดโบราณที่มีวิหารประดิษฐานพระอัฏฐารสทั้ง 4 ทิศ ชื่อของวัดจึงเป็นที่เรียกกันแพร่หลายด้วยเหตุนี้
ในช่วงสองรัชกาลนี้ต้องดำเนินยุทธสงครามกับชาวสยาม เมื่อพระมหากษัตริย์สยามทรงถูกคุกคามจากกษัตริย์แห่งหงสาวดีนั้น กษัตริย์เขมรจึงทรงถือโอกาสในขณะที่ปรปักษ์ของพระองค์กำลังประสบความยุ่งยาก โดยส่งกองทัพไปยังเขตแดนของราชอาณาจักรสยาม เมื่อชาวสยามภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีชัยชนะเหนือหงสาวดี แล้วการสงครามที่รุนแรงกับชาวเขมรก็ได้อุบัติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

นักพระสัตถาได้ทรงเสริมกำลังกองทหารให้เข้มแข็งขึ้นในเมืองพระตะบอง (Battambang) เมืองโพธิสัตว์ (Pursat) และเมืองพระนคร (Angkor) อย่างไรก็ดีเมืองเหล่านี้ก็ถูกโจมตี แต่ทว่าความพยายามที่จะโจมตีเมืองละแวก (Lovek) ต้องประสบความล้มเหลว

ในปีถัดมาชาวสยามได้ยกกองทัพเข้ามาเป็นครั้งที่สอง โดยได้เข้าโจมตีเมืองกำปงสวาย (Kompong Svay) ได้ยกกองทัพเรือเข้าไปสู่ทะเลสาบใหญ่และได้เข้าร่วมกับชาวจามต่อสู้กับชาวเขมร กองทัพสยามยึดได้ดินแดนของกัมพูชาทั้งหมดในปี พ.ศ. 2136 รวมทั้งสามารถยึดเมืองละแวกได้สำเร็จ

ตามตำนานฉบับหนึ่งกล่าวว่า ในคราวที่ชาวสยามเข้าโจมตีครั้งแรกนั้น ชาวสยามไม่สามารถยึดเมืองละแวกได้ เนื่องจากมีปราการที่มั่นคงอันได้แก่ดงต้นไผ่ขึ้นอยู่โดยรอบ พระมหากษัตริย์สยามทรงพระปรีชาสามารถอันชาญฉลาดด้วยมีพระบรมราชโองการให้เหล่าทหารยิงลูกกระสุนปืนที่ทำด้วยเงินเข้าไปในดงไม้ไผ่เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงยกทัพกลับ ชาวบ้านชาวเมืองของเมืองละแวกจึงพากันมาตัดต้นไผ่เพื่อจะค้นหาลูกกระสุนเงินของชาวสยาม ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงกรีธาทัพกลับมาก็สามารถเข้าโจมตีเมืองละแวกได้อย่างสะดวก เพราะปราศจากปราการของต้นไผ่เสียแล้ว

ภาพวาด เมืองละแวก ราวศตวรรษที่ 17
การยึดเมืองละแวกของชาวสยามในครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดช่วงวิกฤตการณ์ในประเทศกัมพูชา พงศาวดารสยามได้เล่าความว่า เมื่อกษัตริย์เขมรถูกกุมพระองค์ได้ พระมหากษัตริย์สยามได้โปรดฯ ให้บั่นพระเศียรและนำโลหิตมาล้างพระบาท อย่างไรก็ดีเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคงมิได้เกิดขึ้นจากพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์สยาม ด้วยนักพระสัตถาและราชโอรสคงจะหลบหนีไปได้สำเร็จ และได้สิ้นพระชนม์สองปีต่อมาที่เมืองสตึงเตรง (Stung Treng) อุปโยราชได้ถูกกุมพระองค์

การที่เมืองละแวกถูกยึดครองนี้นำมาสู่ความเสื่อมถอยของอำนาจในประเทศกัมพูชาที่ได้ยุติบทบาทที่เคยโดดเด่นในเอเชียอาคเนย์มาก่อน ความวุ่นวายภายในได้เพิ่มความยุ่งยากในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และในเวลาต่อมาก็ได้เกิดการแย่งราชสมบัติขึ้นถึงสองคราว

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “เมืองละแวก แตกด้วยกระสุนเงิน” เขียนโดย ศ.ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2539


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 เมษายน 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *