ผลวิจัยชี้ เมืองพระนคร กัมพูชา คือหนึ่งในเมืองที่มีผู้อาศัยมากสุดในโลกยุคศตวรรษที่ 13

นครวัด

เมืองพระนคร (Angkor) ในกัมพูชา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนักประวัติศาสตร์ทั่วโลกสืบเนื่องจากมีนครวัด (Angkor Wat) โบราณสถานอันทรงคุณค่ายิ่งของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาเชิงประชากรศาสตร์ในเมืองพระนครซึ่งเป็นภูมิภาครอบด้านของนครวัดกลับยังไม่ค่อยมีข้อมูลกระจ่างชัดมากนัก ขณะที่งานวิจัยล่าสุดซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Science Advance รายงานว่า จากการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ผู้อยู่อาศัยในเมืองพระนครช่วงศตวรรษที่ 13 อยู่ระหว่าง 700,000-900,000 คน

งานวิจัยล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า “Diachronic modeling of the population within the medieval Greater Angkor Region settlement complex” เผยแพร่เมื่อ 7 พฤษภาคม 2021 เผยว่า ผู้อยู่อาศัยในเมืองพระนครเวลานั้นพอจะเทียบได้ว่า เมืองพระนครเป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโลกในยุคนั้นเลยทีเดียว หากเทียบกับปัจจุบัน เมืองพระนครที่มีอยู่อาศัย 700,000-900,000 คน ยังมากกว่าสถิติประชากรเมืองบอสตัน ในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 693,000 คน เมื่อปี 2019 เสียอีก

การวิจัยครั้งนี้รวบรวมข้อมูลที่มีในรอบ 30 ปีผนวกกับเทคโนโลยีด้านการวัดระยะทางและประมวลผลเป็นรูปจำลอง 3 มิติที่เรียกว่า LiDar (Light Detection and Ranging) เพื่อนำข้อมูลมาร่วมประมวลผลวิเคราะห์พื้นที่เมืองพระนครซึ่งตั้งอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ด้วยเทคโนโลยีสแกนนี้ทำให้นักโบราณคดีสามารถเห็นรูปแบบเศษซากโครงสร้างและลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่นอกย่านใจกลางเมืองพระนครไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างซึ่งทำขึ้นจากไม้และวัสดุอื่น

เนื้อหาในแถลงการณ์เผยแพร่ผลการวิจัย อลิสัน เค. คาร์เตอร์ (Alison K. Carter) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยโอเรกอน (University of Oregon) ที่ร่วมนำทีมนักโบราณคดี เปิดเผยว่า เทคโนโลยี LiDar ช่วยให้ทีมวิจัยสามารถเห็นถึงลักษณะพื้นที่สูงต่ำและสามารถสันนิษฐานได้ว่าจุดไหนเป็นสระน้ำ

เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาผนวกรวมกับการหาอายุด้วยวิธีการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (radiocarbon dating) ไปจนถึงการใช้อัลกอริธึมจากระบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองในอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูง (machine learning algorithms) นำมาสร้างแผนที่โดยคร่าวเพื่อสร้างเป็นแบบจำลองการพัฒนาของเมืองขึ้นและค้นหาการเติบโตทางประชากรศาสตร์ในแต่ละช่วงเวลา

ผลการวิจัยสรุปว่า ในพื้นที่พระนครเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนรวมแล้วประมาณ 700,000-900,000 คน ในช่วงศตวรรษที่ 13 และเชื่อว่ากระบวนการศึกษาที่ใช้วิเคราะห์ลักษณะนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ศึกษากับแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ได้หลายแห่ง

จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา บริเวณรอบเมืองพระนครในช่วงยุคแรกของเมือง ผู้คนในบริเวณนั้นทำการเกษตร ปลูกข้าว และพืชชนิดอื่น การขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว เวลาต่อมา อัตราประชากรเพิ่มขึ้นในพื้นที่ใจกลางเมือง

บริเวณศูนย์กลางของเมืองเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าราชวงศ์ ไปจนถึงช่างฝีมือ ผู้ประกอบอาชีพด้านศิลปกรรมการแสดง นักบวช และครู ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทในการบริหารจัดการเมืองในภาพรวม

นอกเหนือไปจากพื้นที่ใจกลางเมืองและชานเมือง นักวิชาการยังเชื่อว่า ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ตามรายทางในเส้นทางของถนนและลำคลอง คาดว่าคนเหล่านี้น่าจะประกอบการค้า

ทั้งนี้ การศึกษาทางโบราณคดีในรอบหลายปีที่ผ่านมาเริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลโยี LiDar หลายครั้งที่มันช่วยให้นักโบราณคดีเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตก่อนยุคสมัย ตัวอย่างหนึ่งคือ การค้นพบซากโครงสร้างเมืองมายาจำนวนมากเมื่อปี 2018 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศกัวเตมาลา การค้นพบนี้ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ประชากรมายาในช่วงระหว่าง ค.ศ. 250-900 (A.D.) อาจมีมากถึง 15 ล้านคน มากกว่าตัวเลขที่เคยประเมินก่อนหน้านี้ 3 เท่า

ดังที่กล่าวแล้วว่า การศึกษาด้านประชากรของเมืองพระนครเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักวิชาการมาตั้งแต่ยุควิชาการสมัยใหม่ หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 อ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส น่าจะเป็นผู้เอ่ยถึงจำนวนตัวเลขเกี่ยวกับเมืองพระนครเป็นคนแรกๆ โดยบันทึกของเขาอ้างว่า อาณาจักร Khmer “ครอบครองกองทัพที่มีทหาร 5-6 ล้านนาย”

สำหรับตัวเลขที่เชื่อกันว่ามาจากการคำนวณอย่างมีระบบเป็นครั้งแรกจริงๆ แล้ว เป็นตัวเลขจากนักโบราณคดีนามว่า Bernard-Philippe Groslier ซึ่งเสนอตัวเลขประชากรในพื้นที่รอบเมืองพระนครว่ามีราวๆ 1.9 ล้านคนในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 12

ขณะที่การคำนวณประชากรในยุคสมัยใหม่ครั้งล่าสุดก่อนหน้าผลการศึกษาชิ้นนี้ ตัวเลขประชากรถูกประเมินไว้ว่าอยู่ที่ 750,000 คน (E. Lustig, 2001)

มิเรียน ที. สตาร์ก (Miriam T. Stark) ผู้ร่วมวิจัยในการศึกษาครั้งล่าสุด และผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยแห่งฮาวาย แสดงความคิดเห็นว่า การศึกษาประชากรเมืองพระนครเป็นเรื่องสำคัญสำหรับช่วยเสริมวิสัยทัศน์ด้านวิถีชีวิตในเมืองในอนาคตซึ่งมีปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก

เมื่อพิจารณาจากเมืองพระนครอันเป็นเมืองในเขตร้อนที่ยืนยงอยู่หลายศตวรรษท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสภาพภูมิอากาศอันไม่แน่นอน การสืบค้นประวัติศาสตร์ของเมืองในอดีตย่อมมีส่วนช่วยผู้วางแผนโครงสร้างเมืองเข้าใจข้อจำกัดของเมืองได้

อ้างอิง :
E. Lustig, “Water and the transformation of power at Angkor, 10th to 13th centuries A.D.” thesis, University of Sydney. 2001Gershon, Livia. “Thirteenth-Century Angkor Was Home to More People Than Modern Boston”. Smithsonian. Online. Published 12 MAY 2021. Access 13 MAY 2021. <https://www.smithsonianmag.com/smart-news/13th-century-angkor-was-home-more-people-boston-today-180977719/>

Klassen, Sarah and Carter, Alison Kyra. “A metropolis arose in medieval Cambodia – new research shows how many people lived in the Angkor Empire over time”. The Conversation. Online. Published 8 MAY 2021. Access 13 MAY 2021. <https://theconversation.com/a-metropolis-arose-in-medieval-cambodia-new-research-shows-how-many-people-lived-in-the-angkor-empire-over-time-157573>

Klassen, Sarah and co., “Diachronic modeling of the population within the medieval Greater Angkor Region settlement complex”. Science Advance. Online. Published 7 MAY 2021. Access 13 MAY 2021. <https://advances.sciencemag.org/content/7/19/eabf8441>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 พฤษภาคม 2564

https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *