ดูวิธีแก้ถูกทาสีทับ กรณี “หลวงพ่อดำ” วัดโกโรโกโส อยุธยา ถูกทาสีน้ำมันทั้งองค์!

“หลวงพ่อดำ” ก่อนและหลังดำเนินการอนุรักษ์

การทาสีทองทับบนสถาปัตยกรรมในวัด เคยเกิดเป็นประเด็นตั้งคำถามถึงความเหมาะสมมีการถกเถียงกันในวงกว้างในโลกออนไลน์ รวมถึงกรณีทาสีทับ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้นลงรักปิดทอง ณ วัดโกโรโกโส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2560 ขอย้อนกลับไปดูการดำเนินการอนุรักษ์ “หลวงพ่อดำ” ในกรณีนี้

โดยเพจ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้เผยแพร่ภาพและข้อมูล เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ว่า นายสรรินทร์ จรัลนภา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ และนางสาวสุดาพร ศรทัตต์ ช่างซ่อมเอกสารและศิลปวัตถุ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ได้ดำเนินการอนุรักษ์ “หลวงพ่อดำ” พระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้นลงรักปิดทอง ณ วัดโกโรโกโส จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากเดิมที่องค์พระถูกทาสีทับพื้นผิวรักดั้งเดิมไว้ทั้งองค์ ให้กลับคืนสภาพพื้นผิวดั้งเดิม เป็นการปฏิบัติงานในระหว่างวันที่ 6-11 เมษายน 2560

ก่อนดำเนินการอนุรักษ์ – องค์พระถูกทาสีน้ำมันทับไว้สองชั้น ชั้นในเป็นสีแดงและทาสีเหลือง (Flex) เพื่อเตรียมปิดทองด้านนอก พื้นผิวบางส่วนถูกปิดทองไว้แล้ว เช่น พระเกศ

และก่อนหน้า วันที่ 3 เมษายน 2560 นายเสน่ห์ มหาผล หัวหน้ากลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ และนักวิทยาศาสตร์ของกลุ่มฯ ได้เข้าตรวจสอบ “หลวงพ่อดำ” ที่ถูกทาสีทับ และทดสอบการใช้สารเคมีในการกำจัดคราบสีออก ก่อนที่จะมีการปฏิบัติงานจริง

ภาพทั้งหมดนี้แสดงขั้นตอนปฏิบัติงานอนุรักษ์ “หลวงพ่อดำ” ของกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ [ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเพจ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร]

ก่อนดำเนินการอนุรักษ์ ด้านหลังองค์พระ
ตรวจสอบองค์พระด้วยเครื่องตรวจโลหะ เนื่องจากมีข้อสันนิษฐานว่าด้านในอาจเป็นเนื้อโลหะ จากการตรวจไม่พบเนื้อโลหะภายใน และเป็นข้อมูลที่ช่วยในการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสมในการดำเนินการ
ดำเนินการอนุรักษ์ – โดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์มีชื่อทางเคมีว่า Acetone ช่วยในการละลายชั้นสีให้หลุดออก
ดำเนินการอนุรักษ์ – โดยใช้เทคนิคการพอกสารเคมี (poultice) เพื่อเพิ่มระยะเวลาในการทำละลายชั้นสี โดยไม่ให้ส่งผลกระทบกับชั้นรักด้าน
ดำเนินการอนุรักษ์ – ใช้ไม้ปลายแหลมพันสำลี แตะสารละลายแล้วค่อยๆ กลิ้งเช็ดคราบสีออก
ดำเนินการอนุรักษ์ – ความยากของงานมีผลสืบเนื่องจากสีที่ถูกทาไว้เริ่มเซทตัวจนแห้งสนิทบางจุดจนยากต่อการทำละลาย พื้นผิวขององค์พระมีสภาพไม่เรียบ และการนำสีใหม่ออกโดยให้มีผลกระทบกับชั้นพื้นผิวเดิมให้น้อยที่สุด
ดำเนินการอนุรักษ์ส่วนเศียร – บริเวณที่เป็นอุปสรรคคือเม็ดพระศกที่มีรายละอียดมาก และร่องลายที่ลึก การขจัดคราบสีจะต้องใช้ระยะเวลามาก
ดำเนินการอนุรักษ์ – เก็บรายละเอียดของสีที่ยังหลงเหลือบริเวณพื้นผิวที่ขรุขระ
ภาพเปรียบเทียบพระพักตร์บริเวณที่ขจัดสีออกไปแล้วบางส่วน กับพื้นที่ยังคงมีสี
หลังดำเนินการอนุรักษ์ – ด้านหน้าองค์พระ
หลังดำเนินการอนุรักษ์ – ด้านหลังองค์พระ พื้นผิวรักและร่องรอยการปิดทองเดิมยังคงปรากฎให้เห็น
“หลวงพ่อดำ” ก่อนและหลังดำเนินการอนุรักษ์

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 เมษายน 2560

https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *