เกิดชาติหน้าขอให้ชนะอังกฤษ-ปณิธานก่อนตายของ “ซายาซาน” ผู้นำกบฏพม่า

ภาพซายาซาน ที่่ตีพิมพ์ลงบนธนบัตรราคา 90 จัต (ภาพจาก “กบฏเกือก เมื่ออิระวดีกรุ่น”)

“เกิดชาติหน้าครั้งใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษตลอดไป” คือคำกล่าวสุดท้ายก่อนตายของ ซายาซาน

ซายาซาน (Saya San) ซายา แปลว่าอาจารย์ ส่วนซานเป็นชื่อของเขา ซายานเกิดเมื่อปี 2422 ในสมัยพระเจ้าธีบอเป็นกษัตริย์ พี่ชายซายาซานถูกอังกฤษสังหารเสียชีวิต ซายาซานบวชเป็นพระ และเป็นหมอยาแผนโบราณ เขาเดินทางไปรักษาโรคทั่วประเทศพม่า จึงได้รับการเคารพเรียกว่า ซายา หรือ อาจารย์

ปี 2467 ซายาซานเข้าร่วมกับขบวนการชาตินิยมสมัยใหม่กลุ่มของ GCBA (General Council of Burmese Association) และได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการพิเศษของ GCBA ให้ทําการสํารวจสภาพชาวนา และนโยบายการเก็บภาษีอากรของอังกฤษ ทําให้ได้เห็นปัญหาความยากลําบากของชาวนาในชนบทมากยิ่งขึ้น

ปี 2472 ซายาซานจึงเริ่มชักชวนชาวนาให้ต่อต้านอังกฤษใน 2 ประเด็นใหญ่ ไม่ยอมเสียภาษีรายหัว และการปฏิเสธกฎหมายการป่าไม้ของอังกฤษ

ก่อนที่จะกล่าวถึงการต่อต้านอังกฤษ เราไปดูสถานการณ์ ณ เวลานั้นก่อน

สภาพของเหตุการณ์ขณะนั้น มีส่วนสนับสนุนขบวนการลุกฮือของชาวนาได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในส่วนของพม่าประเทศผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อต้องเผชิญกับราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง ทางออกของประชาชนและชาวนาส่วนใหญ่ก็คือ “เงินกู้” ขณะที่นายทุนก็ไม่ยอมปล่อยกู้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เงินคืน ทางออกที่ของชาวนาจึงถูกปิดตาย

ขณะนั้นอังกฤษออกกฎหมาย 2 เรื่องสำคัญ ที่มีผลกระทบกับชาวพม่าเป็นอย่างมาก

หนึ่งคือ การเก็บภาษีแบบใหม่ ที่เก็บภาษีรายบุคคล และก็เรียกเก็บเป็น “เงิน” จากเดิมที่การเสียภาษีสามารถจ่ายด้วย เงิน, ส่วยสินค้า, การเกณฑ์แรงงาน อีกหนึ่งคือ กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ โดยห้ามตัดไม้ใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ชาวชนบทที่พึ่งไม้ไผ่และไม้ต่าง ๆ สำหรับทําฟืนหรือปลูกสิ่งก่อสร้าง ล้วนได้รับผลกระทบอย่างมาก

กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของชนบทพม่า เป็นตัวเร่งให้ชาวนาร่วมมือกับซายาซาน

ซายาซานตั้งชื่อขบวนการต่อสู้กับอังกฤษของตนว่า “สมาคมครุฑ” (Galon Athins) โดยถือว่าสมาคมครุฑของตนกําลังสู้กับนาค ซึ่งหมายถึงอังกฤษ จากนั้นก็เริ่มจู่โจมตีสถานีป่าไม้, สถานีตํารวจ, ผู้ใหญ่บ้านที่ร่วมมือกับอังกฤษ, ชาวอินเดียที่เงินกู้ ฯลฯ การประท้วงลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ซายาซานประกาศตั้งตนเป็นกษัตริย์สร้างพระราชวังใหม่ ใช้เครื่องสูงแบบกษัตริย์ ตั้งภริยาของตนเป็นมเหสี แจกจ่ายเครื่องรางของขลังให้ชาวนาที่รวมเป็นกองทัพสู้อังกฤษ (คล้ายกบฏผู้มีบุญในภาคอีสานของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5)

แม้รูปแบบของกบฏซายาซาน ที่มีการใช้สัญลักษณ์เก่า ๆ ของกษัตริย์โบราณ, มีเรื่องของความเชื่อและเครื่องลางของขลังที่ไม่สามารถจะต่อกรกับอาวุธทันสมัยของอังกฤษได้ คล้ายกับกบฏผู้มีบุญ (บ้างเรียกกบฏผีบุญ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อในแบบเก่าที่เคยมีมาในพม่าเป็นเวลาหลายร้อยปี เป็นรูปของขบวนการกบฏชาวนาที่ปรากฏในเอเชีย หรือแม้แต่ในยุโรปสมัยกลาง คือการอิงกับความเชื่อทางศาสนาและสถาบันเก่า ซึ่งวิธีการนี้เรียกร้องความสนับสนุนจากชนบทได้เป็นอย่างดี

ซายาซาน ผู้นำกบฏชาวนาต่อต้านอังกฤษ ปี 2473 ถูกจับเข้าคุกที่เมืองทวารวดี (ภาพจาก “พม่าขบวนการนักศึกษากับประวัติศาสตร์อันระทึกใจ”)

การต่อต้านอังกฤษของซายาซานเป็นไปอย่างกว้างขวาง รุนแรงขยายไปเกือบทั่วประเทศพม่า จากตอนล่างของประเทศไปสู่ตอนบน ก่อนเข้าไปถึงรัฐฉาน การประท้วงครอบคลุมพื้นที่ถึง 12 จังหวัด จากทั้งหมด 20 จังหวัด

อังกฤษใช้ทหารอินเดียและทหารกะเหรี่ยงถึง 12,000 คน และอาวุธทันสมัยปราบอยู่ 2 ปี จึงราบคาบ ปรากฏว่าผู้ที่ถูกจับฐานกบฏถึง 9,000 คน, ผู้บาดเจ็บล้มตาย 3,000 คน และผู้ที่ถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอมีถึง 350 คน ซึ่งรวมถึงซายาซาน

ซายาซานผู้นำกบฏถูกจับส่งขึ้นศาลพิพากษา และถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ประวัติศาสตร์พม่ากล่าวไว้ว่าเขาปฏิเสธที่จะอุทธรณ์คดี และเผชิญการแขวนคออย่างทระนง พร้อมทั้งกล่าวคําสุดท้ายทิ้งไว้ว่า

“เกิดชาติหน้าครั้งใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษตลอดไป”

ข้อมูลจาก :

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. พม่าขบวนการนักศึกษากับประวัติศาสตร์อันระทึกใจ, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, มิถุนายน 2533.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 กรกฎาคม 2563

https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *