พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ นักบินคนแรกของไทย ผู้ให้กำเนิดกองทัพอากาศ

ภาพประกอบเนื้อหา – เครื่องบินออร์วิลล์ไรท์ ที่มาทำการบินในประเทศไทย ปี 2454 (ภาพจาก “อนุสรณ์เฉลิมอากาศ”)

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) (พ.ศ. 2430-2495) เกิดที่ตำบาลบ้านไร่ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี นักบินคนแรกของประเทศ และเป็นผู้วางรากฐานให้เกิดกองทัพอากาศ จากหน่วยงานการบินเล็ก

ต้นปี 2454 ชาติตะวันตกได้นำเครื่องบินแบบออร์วิลล์ไรท์ ขนาด 50 แรงม้า, ความเร็ว 50กิโลเมตร/ชั่วโมง มาแสดงการบินให้ประชาชนชมที่สนามม้าสระประทุม หลังจากนั้นก็เชิญทหารไทยขึ้นเป็นผู้โดยสาร ฝ่ายไทยก็ส่ง พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ ขึ้นไปเป็นผู้โดยสารทดลอง

หลังการแสดงการบินครั้งนั้นไม่นานนัก จอมพล พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ที่เสด็จกลับจากยุโรป ทรงเห็นวิทยาความก้าวหน้าทางการบิน จึงนำความกราบทูล นายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก ถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องมีเครื่องบินในการป้องกันประเทศ

พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ เมื่อครั้งเป็นนายพันตรี กำลังกฝึกบินเครื่อง เบรเกต์ ที่ฝรั่งเศส พ.ศ. 2455 (ภาพจาก “อนุสรณ์เฉลิมอากาศ” )

กระทรวงกลาโหมจึงได้ดำริให้จัดตั้งหน่วยบินขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของทัพบก วันที่ 18 มกราคม 2454 จึงมีคำสั่งให้นายทหาร 3 นาย คือ 1. นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ) 2. นายร้อยเอกหลวงอาวุธสิขิกร (พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์) 3. นายร้อยโททิพย์ เกตุทัต (พระยาทยานพิฆาฏ) ไปเรียนการบินที่ประเทศฝรั่งเศสและดูงานกิจการการบินในยุโรป ประมาณ 2 ปี

เมื่อพลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ พร้อมด้วยนายทหารอีก 2 นาย สำเร็จการศึกษากลับ กระทรวงกลาโหมได้จัดตั้งแผนกการบิน สังกัดกรมจเรการช่างทหารบกขึ้น  และเมื่อเครื่องบินจำนวน 8 ลำ ที่รัฐบาลสั่งซื้อจากฝรั่งเศสมาถึงก็จัดสร้างโรงเก็บเครื่องบินชั่วคราวที่หลังโรงเรียนพลตำรวจ ปทุมวัน (ราชกรีฑาสโมสรในปัจจุบัน)

ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2456 ทางการได้กำหนดให้มีการทดลองบินเครื่องบินที่ซื้อมาเป็นครั้งแรก โดยพลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ พร้อมนายทหารอีก 2 นาย ที่สนามม้าสระประทุม เครื่องบินที่ทดลองในวันนั้น ได้แก่ เครื่องบินแบบนิเออปอร์ต ปีกชั้นเดียว ใช้เครื่องยนตร์โนม 50 แรงม้า 2 ลำ และเครื่องยนต์นิเออปอรต์ 28 แรงม้า 1 ลำ การทดลองบินครั้งแรกนี้มีการรายงานในหนังสือพิมพ์ว่า

“ณ เวลา 7.30 นาฬิกา เครื่องยนต์ของเครื่องบินลำแรกได้ติดขึ้น และเครื่องบินลำนั้นก็แล่นออกไปข้างหน้า คนดูพากันโห่ร้อง เมื่อเครื่องบิน บินขึ้นไปในอากาศ และบินข้ามสนามกอล์ฟไปอย่างรวดเร็ว เครื่องบินลำนั้นเลี้ยวที่ศาลาแดง และนักบินก็บินเวียนสนามกอล์ฟและบินข้ามไปลงดิน เครื่องกีดขวางในสนามกอล์ฟนั้นน่ากลัวอยู่ แต่นักบินก็สามารถบินเลือกที่ลงได้ และเมื่อตอนที่เครื่องบนร่อนลงสู่พื้นดินนั้น เสียงเครื่องยนต์ก็เบาลงจนเงียบ

เครื่องบินลำที่ 2 บินขึ้นสู่อากาศและบินข้ามโรงเรียนพลตำรวจไป แล้วก็เลี้ยวขวาบินหักมุมโค้งอย่างกว้างไปทางศาลาแดง ก่อนที่จะบินกลับมาลงที่สนาม ต่อมาลำที่ 3 ก็บินขึ้นไปโดยไม่มีเหตุขัดข้องใดๆ ในการร่อนลงซึ่งนับว่าทำยากที่สุดนั้น ก็มิได้มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้น”

วันที่ 13 มกราคม 2456 พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ ซึ่งขณะนั้นมียศพันโท นำนายทหารอีก 2 นาย ขึ้นทำการบินถวายต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 6

หลังจากนั้นกิจการการบินก็ก้าวหน้าไปตามลำดับ การใช้สนามม้าสระปทุมเป็นสนามบินเริ่มคับแคบและไม่สะดวก พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ จึงหาสถานที่เป็นสนามบินถาวร โดยเลือกตำบลดอนเมืองที่เป็นที่ดอน หน้าน้ำ น้ำไม่ท่วม และอยู่ไม่ไกลพระนครเป็นที่ทำการบิน และเริ่มการก่อสร้าง วันที่ 8 มีนาคม 2457 พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ พร้อมด้วยนายทหารที่สำเร็จจากฝรั่งเศสอีก 2 นาย นำเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมืองเป็นปฐมฤกษ์

ไม่แต่ความสามารถในฐานะนักบินเท่านั้น พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ ยังมีความรู้ในเรื่องวิศกรรมเครื่องบิน ท่านได้สร้างเครื่องบินเครื่องยนต์นิเออร์ปอร์ต ขนาด 28 แรงม้า ลำตัวเครื่องบินใช้พรรณไม้และวัตถุภายในประเทศ และช่างชาวไทย เครื่องบินลำดังกล่าวได้ทดลองที่สนามลองเครื่องในกองบินทหารบก ดอนเมือง (25  กุมภาพันธ์ 2457) สามารถบินไปมาในระดับความสูง 100 เมตร เลี้ยวได้คล่องแคล่ว

เมื่อกระทรวงกลาโหมยกฐานะแผนกการบิน เป็น “กองบินทหารบก” มีพลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ เป็นผู้บังคับการกองบินทหารบก รับนายทหาร 8 นาย พลเรือน 1 นายเข้าเป็นศิษย์ ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2461 ยกฐานะเป็น “กรมอากาศยานทหารบก” (กองทัพอากาศในปัจจุบัน) พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ เป็นเจ้ากรม

ข้อมูลจาก :

กองทัพอากาศ. อนุสรณ์เฉลิมอากาศ พิมพ์ในงานพระราชขทานเพลิงศพ พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) ผู้ให้กำเนิดกองทัพอากาศ ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ วันที่ 30 มกราคม 2499. โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารอากาศ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กรกฏาคม 2563

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *