แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ “วัดเบญจมบพิตร”

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกและวัดประประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Tample” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้ง มูลค่า และคุณค่า อย่างมหาศาลในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีตโดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ถูกบรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีตและสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง ทรงเริ่มนโยบายรวมศูนย์พระราชอำนาจที่กระจัดกระจายให้เข้าสู่ส่วนกลางเพื่อสร้างรัฐสมัยใหม่เรียกว่า รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ชาตรี ประกิตนนทการ อธิบายเรื่อง “แนวคิดสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร” ในหนังสือ การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2550) ไว้ว่า ถ้าพิจารณาเฉพาะในงานสถาปัตยกรรมแบบจารีตจะพบว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงใส่พระทัยในการสร้างงานสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนามากที่สุดเพียงแห่งเดียวคือวัดเบญจมบพิตร ซึ่งได้เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2442 จวบจนสิ้นสุดรัชกาลก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งจากเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการก่่อสร้างที่ยังเหลืออยู่จะเห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเข้ามาดูแลในรายละเอียดอย่างใกล้ชิดแทบจะทุกขั้นตอนในการออกแบบ…

ทรงมีจดหมายกล่าวชมเชยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ไว้ตอนหนึ่งว่า

“….ฉันไม่ได้นึกจะยอเลย แต่อดไม่ได้ ว่าเธอเป็นผู้นั่งอยู่ในหัวใจฉันเสียแล้วในเรื่องทำดิไซนเช่นนี้….”

ข้อความในจดหมายย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดีว่างานออกแบบของเจ้าฟ้าพระองค์นี้สามารถถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ขององค์รัชกาลที่ 5 ได้อย่างสมบูรณ์ตรงพระราชประสงค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงเท่ากับเป็นเสมือนการศึกษาความคิดในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมขององค์รัชกาลที่ 5 ด้วยในอีกทางหนึ่ง

…งานสถาปัตยกรรมวัดเบญจมบพิตรก็เหมือนกระจกบานใหญ่ที่สุดที่สามารถสะท้อนความคิดและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้กระบวนการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราช…จากการศึกษาพบว่าวัดเบญจมบพิตรได้สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวพระอุโบสถ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการออกแบบวางผังทางสถาปัตยกรรม ลวดลายประดับต่าง ๆ บนหน้าบัน หรือแม้กระทั่งพระพุทธรูปภายในพระระเบียง จนอาจกล่าวได้ว่าพระอุโบสถแห่งนี้ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามได้ทำหน้าที่สะท้อนอุดมคติของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด…

ภาพเขียนภายในพระอุโบสถ : ภาพสะท้อนอุดมคติเรื่องพื้นที่และเขตแดนสมัยใหม่
แม้ว่าภาพเขียนผนังทั้ง 8 ในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรจะมิใช่ภาพที่เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โดยตรง อีกทั้งยังถูกเขียนขึ้นภายหลังเป็นเวลามากแล้วก็ตาม แต่ภาพทั้งหมดก็เกิดขึ้นในพระดำริของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้นำทางความคิดที่สำคัญที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้หนึ่ง ดังนั้นความคิดของพระองค์ก็เปรียบเสมือนภาพสะท้อนความคิดความเชื่อของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เป็นอย่างดี

ภาพเขียนทั้ง 8 ช่อง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกำหนดให้เขียนเป็นภาพสถูปเจดีย์ที่สำคัญ 8 องค์ โดยกำหนดให้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2485 ภาพสถูปเจดีย์ทั้ง 8 องค์ที่กำหนดขึ้นให้เขียนขึ้นมีดังนี้ พระมหาธาตุเมืองละโว้ พระธาตุพนม พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช พระเจดีย์ชัยมงคลพระนครศรีอยุธยา พระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย พระปฐมเจดีย์ พระมหาธาตุหริภุญชัย และพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง ภาพเจดีย์ที่ถูกวาดขึ้นนั้นถือเป็นจอมเจดีย์ที่สำคัญที่สุดในประเทศสยาม ตามการอธิบายแบบรัฐชาติสมัยใหม่สมัยรัชกาลที่ 5

ประเด็นดังกล่าวนี้เกี่ยวข้องกับมุมมองความคิดในเรื่องพื้นที่ถือครองและขอบเขตของพระราชอาณาจักรตามอุดมคติแบบใหม่ที่ยึดขอบเขตดินแดนตามที่เป็นจริง มิใช่ขอบเขตพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจเหนือเพียงแต่ในนามเช่นในอดีต กล่าวคือภาพเขียนสถูปเดดีย์ทั้ง 8 เป็นภาพสะท้อนการถือครองพื้นที่ในอุดมคติใหม่ของสยามที่แสดงขอบเขตชัดเจนตามที่เป็นจริงเชิงประจักษ์ตามระเบียบโลกสมัยใหม่

ภาพเขียนในพระอุโบสถ จากภาพคือพระปฐมเจดีย์ (ซ้าย) และพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช (ขวา) (ภาพจากหนังสือ “การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม”, มติชน)
ซึ่งหากลองย้อนกลับไปพิจารณาบริบททางสังคมสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่า ขอบเขตประเทศสยามยังเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจนและแน่นอนดังในปัจจุบัน สถูปเจดีย์บางองค์เช่นพระธาตุหริภุญชัยที่เมืองลำพูนยังถือว่าเป็นสถูปเจดีย์ที่อยู่ในเขตประเทศราชฝ่ายเหนือของสยาม ซึ่งยังมิได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสยามอย่างเต็มที่ พระธาตุหริภุญชัยของลำพูนยังถือว่าอยู่ในดินแดนที่เป็นเมืองใน “มณฑลลาวเฉียง” หรือแม้กระทั่งพระธาตุพนมเองก็คือว่าเป็นพระสถูปเจดีย์ในเมืองนครพนมซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน “มณฑลลาวพวน” ซึ่งหัวเมืองเหล่านี้ยังถือกันมาจนสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเป็น เมืองลาว

ประเทศราชหล่านี้ในอุดมคติเดิมของสยามไม่ได้ถือว่าเป็นราชอาณาจักรสยาม แต่ถือว่าเป็น “เมืองลาว” ที่ขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ดังที่ยังมีหลักฐานปรากฎอยูในอักขราภิธานศัพท์ของหมดบรัดเลย์กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ด้วยอุดมคติในเรื่องพื้นที่และเขตแดนอย่างใหม่ภายใต้อุดมคติรัฐชาติเรื่องรัฐชาติแบบตะวันตก ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางเชื้อชาติและดินแดนขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความมั่นคงของพระราชอำนาจอันเป็นไปตามกฎเกณฑ์สมัยใหม่

พระราชประสงค์ในการสร้างความกลมกลืนทางเชื้อชาติและดินแดนดังกล่าว ยังปรากฎในเห็นจากการที่ทรงเปลี่ยนชื่อมณฑลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ลาว เป็นใช้ชื่อตาม ทิศ แทนเช่น “มณฑลลาวเฉียง” กลายเป็น “มณฑลพายัพ” และ “มณฑลลาวพวน” กลายเป็น “มณฑลอุดร” ซึ่งเป็นกุศโลบายในการสร้างเอกภาพทางเชื้อชาติและดินแดนขึ้นให้กลายมามีฐานะที่อยู่ใต้พระราชอาณาจักรสยามเหมือนกันหมด มีแต่ไทย ไม่มีลาว

ด้วยเหตุนี้ ภาพเขียนสถูปเจดีย์ทั้ง 8 ในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรจึงเป็นผลผลิตจากแนวคิดและอุดมคติดังกล่าวที่สืบเนื่องมาโดยลำดับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาพสถูปเจดีย์ทั้งหมดก็เป็นการสะท้อนอุดมคติเรื่องพื้นที่และอาณาเขตที่จริงตามความเป็นจริงและตามกฎระเบียบอย่างใหม่ของโลกสมัยใหม่ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพระราชอำนาจและพระราชอาณาเขตของสยามภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ว่า ทิศเหนือมีพระราชอำนาจครองคลุมดินแดนประมาณไหน ทิศใต้ถึงประมาณไหน และทิศตะวันออกประมาณไหน โดยใช้สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมทางศาสนาที่สำคัญของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นตัวบ่งชี้

ตัวอย่างในการใช้งานศิลปะและสถาปัตยกรรมทางศาสนาเป็นตัวกำหนดขอบเขตดินแดนสยามเห็นได้ชัดจากกรณีของวัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2452 ซึ่งเหตุการณ์นั้นเป็นผลมาจากที่อังกฤษพยายามอ้างสิทธิ์ปกครองเหนือจังหวัดนราธิวาสในปัจจุบัน แต่รัชกาลที่ 5 ได้ยกหลักฐานทางศิลปะและสถาปัตยกรรมขึ้นโต้แย้งว่า

“….ศิลปะในวัด และวัดเป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติของชาวสยาม แผ่นดินนี้ ก็ควรเป็นสยามประเทศ…”

จากหลักฐานทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมได้ทำให้อังกฤษต้องยอมรับในที่สุด และจึงได้มีการกำหนดเขตแดนใหม่โดยนำเอาแม่น้ำโกลก ตรงบริเวณที่ไหลผ่านตากใบ (แม่น้ำตากใบ) เป็นเส้นแบ่งสำคัญ

ซึ่งในกรณีภาพเขียนของวัดเบญจมบพิตรนี้ก็เป็นการสะท้อนแนวความคิดในลักษณะเช่นเดียวกันคือใช้งานสถาปัตยกรรมทางศาสนาเป็นหลักฐานยืนยัน (ส่วนหนึ่ง) ถึงสิทธิเหนือดินแดนและอาณาเขตประเทศสยาม ซึ่งแม้ว่าในกรณีภาพเขียนวัดเบญจมบพิตรจะมิได้เป็นการกำหนดชี้ชัดลงไปในรายละเอียดที่ถูกต้องแบบแผนที่ก็ตาม แต่นั่นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงมุมมองของชนชั้นนำสยามในยุคนั้น ที่มีต่อโลกและความเป็นประเทศว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากน้อยเพียงใด และแสดงให้เห็นการออกแบบภายในของพระอุโบสถวัดเบญฐจมบพิตรแห่งนี้ได้เป็นตัวแบบที่ดีที่สุดที่สะท้อน จักรวาลทัศน์สมัยใหม่ และ อุดมคติเรื่องรัฐสมัยใหม่ ของชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ที่อยู่ภายใต้แนวคิดแบบรวมศูนย์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งแนวคิดแบบใหม่ดังกล่าวได้เข้ามาแทนที่ จักรวาลทัศน์แบบไตรภูมิ และแนวคิดการเมืองแบบ พระเจ้าราชาธิราช ที่เคยถูกสะท้อนในงานสถาปัตยกรรมแบบจารีตในอดีตมาแล้วนั่นเอง

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ตุลาคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *