“ปาลเลอกัวซ์” พระอาจารย์ของ “เจ้าฟ้ามงกุฎ” ผู้กระชับความสัมพันธ์สยาม-ตะวันตก

ภาพนักแสดงปาลเลอกัวซ์ ในภาพยนต์บุพเพสันนิวาส ๒ (ภาพจาก youtube เถลิงเปิดตัว แถลงข่าว กลางกรุง | บุพเพสันนิวาส ๒ GDH)

การแสวงหาอาณานิคมที่รุนแรงมากขึ้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนช่วงศตวรรษที่ 19 ตรงกับในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) จึงจะสังเกตได้ว่านับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ทัศนคติของชาวไทยได้เกิดความหวาดระแวงต่อชาติตะวันตกที่รุนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นความขัดแย้งระหว่างมิชชันนารีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ที่มีผลให้ให้มิชชันนารีถูกขับออกนอกประเทศ

การล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตกได้ทำให้พระเจ้าแผ่นดินในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เริ่มเห็นความสําคัญที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทัดเทียมกับชาติตะวันตก เพื่อที่จะไม่ให้ชาติตะวันตกใช้ข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศที่ล้าหลังไปสู่ความเจริญ

การปรับปรุงประเทศเริ่มมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และปรากฏผลชัดเจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยทั้งสองพระองค์ทรงใช้พวกมิชชันนารีเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับชาติตะวันตกทั้งหลาย เพื่อนำวิทยาการความรู้ต่างๆ เข้ามาในประเทศ

สาเหตุหนึ่งที่พระองค์ทรงเลือกใช้พวกมิชชันนารีก็คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันระหว่างพวกมิชชันนารีกับพระเจ้าแผ่นดิน อันมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่คราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส ส่วนมิชชันนารีปาลเลอกัวซ์ยังมิได้เป็นพระสังฆราช

ในขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎทรงกำลังศึกษาวิทยาการต่างๆ อยู่ เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความสามารถรอบรู้ของปัลเลอกัวซ์ จึงได้ทรงขอให้ช่วยสอนวิทยาการต่างๆ เพิ่มเติม คือ ภูมิศาสตร์, ฟิสิกส์, เคมี, ดาราศาสตร์, ภาษาฝรั่งเศส และภาษาลาติน ซึ่งการเยี่ยมเยียนไปมาระหว่างกันได้สร้างความเข้าใจและมิตรภาพขึ้นมา

ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้แจ้งแก่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์ว่า บัดนี้ไม่มีอุปสรรคอันใดขัดขวางมิให้พวกมิชชันนารีที่ถูกเนรเทศไปเกือบสองปีแล้ว กลับเข้ามาในประเทศไทยในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1851 (พ.ศ. 2394) มิชชันนารีที่ถูกเนรเทศทั้งหมดจึงได้กลับเข้ามาในประเทศอีกครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งวันที่ 21 กุมพาพันธ์ ค.ศ. 1852 (พ.ศ. 2395) พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้พระสังฆราชปัลเลอกัวมาเข้าเฝ้า ในระหว่างที่พระสังฆราชปาลเลอกัวซ์เข้าเฝ้าและมีการสนทนากัน พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าทรงอนุญาตให้พวกคริสตังทุกคนไม่ต้องถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกต่อไป รวมไปถึงการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเป็นทางการว่า

“การเบียดเบียนศาสนาเป็นวิธีการไม่ดี เราเห็นควรปล่อยให้ทุกคนมีเสรีภาพที่จะถือศาสนาใดๆ ที่ตนสมัคร เมื่อพวกท่านสอนให้คนเข้าศาสนาที่ใดมีจำนวนพอสมควร ก็จงบอกให้เราทราบ เราจะจัดให้เขามีหัวหน้าคริสตัง มิให้พวกเจ้าเมืองรังแกเขาได้”

ดังนั้น การต่อต้านศาสนาคริสต์ในสยามจึงได้เงียบสงบไป และทางมิชชันนารีกับพระเจ้าแผ่นดินยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผลจากการที่มีความสัมพันธ์ที่ดีนี้จึงเป็นเหตุให้ได้รับความไว้วางใจจากทางพระเจ้าแผ่นดินให้นำเอาวิทยาการจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ เนื่องจากไม่ได้จำกัดการเดินทางอีกต่อไป

การปรับปรุงประเทศจึงได้พัฒนาเรื่อยมา โดยมีการปฏิรูปสำคัญที่ส่งผลต่อทัศนคติชาวไทยคือ “การศึกษา” อันจะทำให้ชาวไทยมีความเข้าใจศาสนาคริสต์และคริสตังมากขึ้น การปฏิรูปการศึกษานี้ได้เปิดโอกาสให้ราษฎรสามัญสามารถเข้ารับการศึกษาแบบใหม่นี้ได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะราชวงศ์หรือข้าราชการผู้ใหญ่เท่านั้นที่มีสิทธิที่จะศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า

“…เจ้านายตั้งแต่ราชตระกูลตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นลงไปตลอดถึงราษฎรที่ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสเล่าเรียนเสมอกันไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึงขอบอกได้ว่าการเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดขึ้นให้เจริญจงได้…”

ผลจากการปรับปรุงระบบการศึกษาใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ไม่ใช่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้ หรือได้รับความรู้ต่างๆ แต่ยังช่วยในเรื่องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม ระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติที่อพยพมาทั้งที่มาก่อนหน้าและที่เพิ่งมาถึง ซึ่งตามโรงเรียนจะมีหลักสูตรให้เรียนทั้งภาษาไทยและเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทย ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกว่าตนไม่ได้แปลกแยกไปจากชาวไทยส่วนชาวไทยที่ได้รับการศึกษา หรืออย่างน้อยได้ติดต่อกับชาวตะวันตกในระดับชั้นต่างๆ เริ่มมีความนิยมและชื่นชมชาวตะวันตกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้มีความเจริญหรือศิวิไลซ์

อ้างอิง :

เคียว อุค ลี. (2539). การเผยแพร่ศาสนาคริสต์กับการตอบสนองของชาวพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างค.ศ. 1511-1990. สารนิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำนักงานสารสาสน์. (2510). ประวัติพระศาสนจักรสากลและพระศาสนจักรในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สํานักงานสารสาสน์.

เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. (2555). รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปสังคมสยาม และหมายเหตุมรกดความทรงจ าของโลก. กรุงเทพฯ : สยามความรู้

เสรี พงศ์พิศ. (2527). คาทอลิกกับสังคมไทย : สี่ศตวรรษแห่งคุณค่าและบทเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กรกฎาคม 2565

https://www.silpa-mag.com

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *