“อีคนสามแยก” คำด่าตกรุ่นที่วันนี้ คนโดนด่าอาจไม่เข้าใจและไม่เจ็บเท่าที่ควร

ภาพประกอบบทความ จาก “อนุสรณ์ครอบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม 14 กรกฎาคม 2540”

พูดถึงคำ “สามแยก” แล้ว ในสมัยนี้อาจมีปัญหาว่า “สามแยกไหน” เพราะเดี๋ยวนี้มันมีเยอะเหลือเกิน สามแยกเกษตร, สามแยกท่าพระ, สามแยกไฟฉาย ฯลฯ. แต่แต่ก่อนนี้ไม่มีหรอกครับ เพราะมันมีสามแยกเดียว คือสามแยกตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียน หรือที่เรียกกันในภายหลังนี้ว่า “สามแยกเฉลิมบุรี” [ปัจจุบันคือ สามแยกเจริญกรุง] นี้แหละครับ เพราะถนนแต่ก่อนนี้ไม่ได้มีตัดผ่านกันมากมายเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ อันจะทำให้เกิดสามแยกขึ้น

สามแยกนี้มันเกิดขึ้นก็เพราะในสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านตัดถนนเจริญกรุงผ่านตลาดน้อย, วัดตะเคียน (วัดมหาพฤฒาราม), บ้านทวาย, บ้านใหม่, วัดพญาไกร ไปถึงบางคอแหลม-ถนนไปสุดตรงริมแม่น้ำตรงบางคอแหลมจึงมีชื่อใหม่เกิดขึ้นว่า “ถนนตก” (และเพราะเป็นสายแรกและสายใหม่ ฝรั่งจึงเรียก New Road)

และเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านตัดถนนเยาวราชไปจดกันเป็นที่ชายธงอีตรงหน้าโรงหนังนิวโอเดียนนั่น จึงเกิดเป็นสามแยกขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต่อมาจะเพื่อให้กระชับ-แน่นอนขึ้นหรืออย่างไรไม่ทราบ ก็มีคำ “ประดู่” มาต่อท้ายเป็น “สามแยกต้นประดู่” ทั้งนี้ก็เพราะมันมีต้นประดู่ต้นหนึ่งอยู่อีตรงที่เป็นธนาคารเอเชีย [ปัจจุบันคือ ธนาคารยูโอบี] ต่อมาก็เรียกกันไปอีกอย่างคือเรียก “สามแยกเฉลิมบุรี” [ปัจจุบันคือ สามแยกเจริญกรุง] ก็เพราะมันมีโรงหนังเฉลิมบุรีอยู่ตรงนั้นนั่นเอง จะว่าที่เปลี่ยนไปเพราะต้นประดูถูกโค่น หรือตายไปแล้วก็ไม่เชิง เพราะเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นผมมาดูหนังที่เฉลิมบุรี ยังเห็นต้นประดู่อยู่เลย และโรงพักสามแยกเป็นเรือนไม้ก็ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย.

คงจะเป็นเพราะว่าโรงหนังเฉลิมบุรีมีกิจกรรมที่โด่งดังเป็นที่สะดุดตาคนรุ่นใหม่มากกว่า แต่คนรุ่นเก่าอย่างเช่น พระยาอนุมานราชธนท่านก็ยังเรียก “สามแยกต้นประดู่” อยู่ (หนังสือฟื้นความหลังของท่าน)

อันที่จริงโรงหนังเฉลิมบุรีนี้ก็เพิ่งมาเปลี่ยนเอาในยุคเฉลิมกรุงนี่เอง จะเห็นว่าโรงหนังต่างๆ ในยุคนั้นจะมีคำ “เฉลิม” นำหน้ากันไปหมด, เฉลิมนคร (หัวถนนวรจักร), เฉลิมเวียง (บางรัก), เฉลิมธานี (นางเลิ้ง), เฉลิมโลก (ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่และสะพานลอยทับไปเสียแล้ว) เดิมของเขาชื่อ “สิงคโปร์” (คู่กับปีนังที่บางลำภู), หลักฐานที่หลงเหลือให้เห็นอยู่ก็คือ ร้านขายลอดช่องสมัยใหม่ที่ทำด้วยแป้งมันสำปะหลัง อันตั้งชื่อตามโรงหนังว่า ร้าน “สิงคโปร์โภชนา” ยังมีอยู่ตรงปากตรอกโรงหนังด้านธนาคารเอเชีย-ใกล้กันกับร้านยาขมคั้นกี่น้ำเต้าทองนั่นแหละ

เป็นธรรมเนียมอย่างเหลือเกินละครับ ย่านโรงหนังนี้ที่จะต้องมีร้านค้าต่างๆ ตั้งชื่อตามโรงหนัง โรงหนังสิงคโปร์นี่ก็เหมือนกันพอเปลี่ยนชื่อมาเป็นเฉลิมบุรีแล้วก็มีร้านค้าตั้งชื่อเลียนแบบเป็นแถว “เฉลิมบุรีโภชนา” เอย, “เฉลิมบุรีซักแห้ง” เอย ฯลฯ ร้านซักแห้ง ฟอกหมวก ละเป็นดงเลย ที่แถวนั้น

ขอย้อนกลับมาสามแยกอย่างเดิม ไม่ได้เกลื่อนแต่โรงหนังนะครับ สำนักโสเภณีก็เกลื่อน, ยิ่งกว่าโรงหนังเป็น 10 เท่ากระมัง มีทั้งสำนักของคนจีนและคนไทย สำนักของคนไทยนั้นจะเป็นของใครบ้างมิได้มีใครบันทึกไว้ จะรู้ได้ก็แต่สำนักของยายแฟง เพราะยายแฟงแกทำมาค้าได้แกก็เอาเงินมาสร้างวัด จึงได้มีหลักฐานเหลือมาให้รู้ และวัดที่แกสร้างนั้นแกก็มิได้ตั้งชื่อ ชาวบ้านก็เลยเรียกตามชื่อของแกว่า “วัดใหม่ยายแฟง” แล้วภายหลังจึงได้มาตั้งชื่อกันเพราะๆ ว่า “วัดคณิกาผล” ซึ่งก็มีความหมายว่า ประโยชน์ที่ได้จากนางคณิกา

เพราะในพื้นที่สามแยกมันมีกิจการเช่นนี้ดกดื่นนั่นเอง จึงได้เกิดคำ “อีคนสามแยก” ขึ้น วลีนี้เขามีเป็นชุดของเขานะครับ ล้วนความหมายเดียวกันทั้งนั้น คือ “อีนัมเบอร์วัน, อีขันล้างก้น, อีกคนสามแยก” (ข้อมูลนี้ได้จากอาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์), ความจริงจุดกำเนิดของมันคงจะต่างวาระกัน แต่เนื่องจากมันสัมผัสคล้องจองกันจึงได้จับมาเข้าชุดกัน พึงสังเกตว่าคำ “นัมเบอร์วัน” นั้นเป็นคำฝรั่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้ผิดยุคสมัย เพราะสามแยกเกิดขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีถนนเยาวราช และในรัชกาลที่ 5 เราก็รู้ภาษาฝรั่งกันแล้ว พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ท่านแต่งโคลงกลอนก็มีภาษาฝรั่งปนแล้ว

นัมเบอร์วัน ก็คือ นัมเบอร์ 1 เมื่อเป็นนัมเบอร์ 1 เสียแล้ว- – -จะเปรียบไปก็เหมือนท่านสมภาร ใครเข้าวัดมาถ้านิมนต์องค์เดียว ก็ต้องถูกท่านสมภาร ต่อเมื่อต้องการหลายองค์นั้นแหละ จึงจะเฉลี่ยไปตามบรรดาลูกวัด เช่นนั้นก็อย่าได้สงสัยเลยว่านัมเบอร์ 1 นั้นงานจะไม่ชุกกว่าคนอื่น

ขันล้างก้น นั้นก็- – -ในโอ่งอ่างหรือถังสำหรับใส่น้ำราดส้วมหรือ ล้างก้นนั้นน่ะ จะมีสักกี่ใบ ร้อยคนพันคนเข้าไปก็ไอ้ใบเดียวนั่นแหละรับใช้ นับว่าแสบกว่าคำอื่นๆ (คำนี้ต่อไปคงมีปัญหาเพราะสมัยนี้ คนไม่ล้างก้นกันแล้ว)

เพราะฉะนั้นคำว่า “อีคนสามแยก” ก็เห็นจะไม่ต้องบรรยาย

แต่คำเหล่านี้มันสูญไปเสียก่อนคนรุ่นเรา เราจึงไม่ได้ยินกัน แม้คำ “อีสำเพ็ง” เดี๋ยวนี้ก็น้อย, ที่ยังหนาหูอยู่ก็คือ “อีดอกทอง” และก็มักย่อไปเหลือแค่ “อีดอก”

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจาก อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ คุณพ่อสันต์ จิตรภาษา 26 มกรามคม 2554 ซึ่งรวบรวมบทความของ ภาษิต จิตรภาษา (พ.ศ. 2472-2554) นามปากกาของ สันต์ จิตรภาษา ที่เคยเขียนไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และที่อื่นๆ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มีนาคม 2565

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *