“หมาบ้า” กัดพระธิดากรมพระยาดำรงราชานุภาพ “สิ้นชีพตักษัย” ปฐมบทเกิด “สถานเสาวภา”

หม่อมเจ้าบันลุศิริศานต์ ดิศกุล (ภาพจาก “สมุดพระรูปพระราชโอรส พระราชธิดาและพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” จัดพิมพ์พ.ศ. 2543)

เรื่องน่าเศร้าที่ “หมาบ้า” กัดพระธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จนเป็นเหตุให้สิ้นชีพตักษัยนั้น ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือ พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ 6) จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“…ในเวลาที่กำลังมีการซ้อมรบเสือป่าประจำสัปดาห์อยู่นี้ มีเหตุที่เศร้าโศกเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง คือ พวกพี่น้องรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าออกไปเยี่ยมจากกรุงเทพฯ กันชั่วคราว. วันหนึ่งเรากำลังเล่น-เอาเถิด-กันอยู่กลางสนามหน้าบังกะโล เวลาราว 1 ทุ่ม มีหมาดำตัวหนึ่งวิ่งไล่อ้าปากน้ำลายไหลและหางตกเข้ามาทางหน้าบ้าน มันวิ่งเหยาะเหยาะตรงเข้ามาทางพวกเรา ทุกคนก็ร้องว่า-“หมาบ้าๆ” แล้วต่างคนต่างก็วิ่งเฮขึ้นบนเก้าอี้กลางสนามและวิ่งเข้าไปบ้านบังกะโลกันวุ่นไป.

หญิงเภา[หม่อมเจ้าบันลุศิริศานต์ ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมเจิม (สกุลเดิม สนธิรัตน์)] น้องข้าพเจ้าวิ่งตามมาจะขึ้นเก้าอี้ตัวเดียวกัน, แต่เพอินเธอล้มและขายื่นไปทางหมา มันก็ตรงเข้างับเป็นแผลลึก, เสียงเราร้องกันอึกทึก จนผู้ใหญ่วิ่งออกมาช่วยไล่หมาไปได้และอุ้มเอาหญิงเภาขึ้นไปบนเรือน, เรียกหมอมาทำแผลเรียบร้อยแล้ว, เขาก็พากันไปไล่จับหมาว่าจะเป็นบ้าจริงหรือไม่. เมื่อจับได้ด้วยตีตายแล้วเขาก็ส่งศพมันไปให้ตรวจน้ำลายที่โรงพยาบาลทำหนองปลูกฝี. พอราว ๒ ยามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเสวยเครื่องว่างตามเคย, ทรงทราบเรื่องราวก็ทรงแนะนำเสด็จพ่อให้ส่งหญิงเภาไปรักษาที่ฮ่องกงจะดีกว่าทุกทาง. เสด็จพ่อก็ทรงเห็นตามพระราชดำริห์ให้โทรเลขว่าตั๋วเรือที่กรุงเทพฯ เพอินเรือออกไปเสียแล้ววันนั้นเอง จึงจำต้องรอเรือไปอีกอาทิตย์หนึ่ง.

หน้าปกหนังสือ พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นสมัยรัชกาลที่ ๖)

ในระหว่างนั้นมีหลายคนที่เชื่อว่าหมาไม่บ้าและตัวหญิงเภาก็ร้องไห้ไม่ยอมไป, วิงวอนขอรักษาในเมืองไทยจนได้. ส่วนทางโรงซีรัมเขาก็รายงานว่า-หมาตัวนั้นบ้าจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้คุณของการรักษาอย่างฉีดยาในเวลานั้น. ทุกคนยังเชื่อว่าไม่ใช่หมาบ้าจริงๆ อยู่.ต่อมา ๓ เดือนเศษมีงานแรกนาที่ทุ่งพญาไท, พวกเราก็จะไปดูงานนั้นกันหลายคน. หญิงเภาเกิดปวดหัวตัวรุ่มเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมาผู้ใหญ่ห้ามว่าอย่าไปเลย แต่ทุกคนนึกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องหมากัด. รุ่งขึ้นอีกวันก็เลยตัวร้อนจริงๆ และมีอาการแปลกแปลกขึ้นกว่าไข้ธรรมดา. เสด็จพ่อทรงตกพระทัยให้ตามหมอปัวร์มาในทันที หมอมาถึงตรวจแล้วก็เรียกน้ำใส่ถ้วยแก้วมาให้กิน หญิงเภาเองก็อยากกิน แต่พอเห็นน้ำเข้าสดุ้ง เธอพยายามจะกินแต่ก็กินไม่ได้ บอกแต่ว่ากลัวอย่างอธิบายไม่ถูก. หมอก็ตามใจลากลับ

ครั้นมาถึงข้างนอกหมอก็กระซิบทูลขอเฝ้าเด็จพ่อเป็นไปรเวต แล้วทูลว่าอยู่ได้อีก ๒๔ ชั่วโมง. แต่นั้นมาอาการก็มีแน่นยิ่งขึ้นทุกที, จนถึงบิดตัวดิ้นรนจนต้องช่วยกันจับไว้น้ำลายฟูเต็มๆ ปาก แต่เป็นอยู่เป็นพักๆ แล้วก็หายพูดได้เป็นปรกติ. สิ่งที่เศร้าใจอย่างยิ่งก็ด้วยเธอรู้ตัวว่าจะตาย เรียกทุกๆ คนไปลาเวลาหายแน่น พอถึงเวลาแน่นขึ้นมาก็โบกมือไล่คนข้างๆ พูดร่อมแร่มๆ ว่า-“ไปๆ เดี๋ยวฉันจะกัดต่อ” ข้าพเจ้าไม่อยู่ เข้าไปข้างในวังเวลานั้น, แต่เธอสั่งไว้ว่าให้ลาด้วย. พอเธอตายแล้วแม่นมข้าพเจ้าไปตามข้าพเจ้ามาจากในวัง มาถึงเห็นแต่ศพนอนตายสีเขียวทั้งตัว และที่ตรงแผลหมากัดไว้นั้นเขียวจนดำ. เราร้องไห้กันเสียมากมาย.

ผลของการเศร้าโศกนี้, เป็นเหตุให้เสด็จพ่อทรงพยายามเรี่ยรายทำสถานปาร์สเตอร์* ขึ้นได้ในกรุงเทพฯ แต่คราวนั้นและต่อมาก็เกือบจะไม่มีใครที่ต้องตายเพราะหมาบ้าอีก. จึงควรนับว่าหญิงเภาได้ตายไปเพื่อช่วยชีวิตคนไว้เป็นอันมาก.

* พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตึกหลวงที่ถนนบำรุงเมืองเป็นที่ทำการผลิตและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อสร้างเสร็จใน
พ.ศ. 2456 โปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่า “ปาสตุรสภา” ตามชื่อ หลุยส์ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศสผู้พบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ต่อมา พ.ศ. 2460 โปรดเกล้าฯ ให้โอนปาสตุรสภาจากกระทรวงมหาดไทยไปสังกัดสภากาชาดไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานปาสเตอร์” ต่อมาใน พ.ศ. 2463 ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้แก่สภากาชาดไทย จัดสร้างที่ทำการของสถานปาสเตอร์แห่งใหม่ขึ้นที่ถนนพระราม 4 และได้พระราชทานนาม “สถานเสาวภา” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถพระบรมราชชนนี พันปีหลวง

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 ธันวาคม 2561

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *