บทบาท “พิษณุโลก” ก่อนเสียกรุง ฤๅเจ้าเมืองรีบชิ่งหนีอยุธยา เพราะรู้ว่าสู้อังวะไม่ได้!?

เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่และเป็นแหล่งของป่าที่สำคัญ ได้เป็นปัจจัยที่ดึงดูดไพร่จากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาหาของป่าเพื่อค้าขายสร้างความมั่งมีให้กับตนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันกองทัพจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะ ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ศูนย์อำนาจรัฐกรุงหงสาวดีที่อยู่ทางทิศตะวันตกของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็ได้อาศัยความอ่อนแอของอำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยายกทัพมาโจมตี จนในที่สุดศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็ล่มสลาย แต่เมืองพิษณุโลกยังรักษาเสถียรภาพของเมืองเอาไว้ได้

การแสวงหาอำนาจจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา ของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)
ช่วงเวลาก่อนหน้าที่กองทัพจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะจะยกมา เราไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทเจ้าเมืองพิษณุโลกเลย พบแต่เพียงว่าในปี พ.ศ. 2248 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) [5] และปี พ.ศ. 2283 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จมาเมืองพิษณุโลกเพื่อนมัสการพระพุทธชินราช [6] การเสด็จมาดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก คือเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองพิษณุโลกกับศูนย์อำนาจรัฐที่น่าจะเป็นไปในทางที่ดี

ส่วนประการที่ 2 สะท้อนว่าศูนย์อำนาจรัฐพยายามใช้พระราชศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการเสด็จตรวจสอบการทำราชการ เพราะก่อนหน้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะครองราชสมบัติ พระองค์ได้ทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับเจ้าฟ้าอภัย ในฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยปรากฏชื่อ พระไชยบูรณ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งปลัดเมืองพิษณุโลกว่าเป็นผู้คุมกำลังกว่าร้อยคนอ้อมไปที่ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อยังทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่วังหน้า [7] การเสด็จมาเมืองพิษณุโลกดังกล่าวจึงถือเป็นการแสดงอำนาจที่ศูนย์อำนาจรัฐมีเหนือเมืองพิษณุโลกและควบคุมการแสวงหาอำนาจของเจ้าเมืองพิษณุโลกด้วย

การที่พระไชยบูรณ์ปลัดเมืองพิษณุโลกเข้าร่วมกับฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกอาจจะรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของพระไชยบูรณ์ เพียงแต่ไม่ลงมาทำการด้วยตนเองเท่านั้น อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกมีความพยายามในการแสวงหาอำนาจโดยการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้านายบางพระองค์ในศูนย์อำนาจรัฐด้วย

ภาพสันนิษฐานพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก โดย ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม (ภาพถ่ายโดย อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ)

การปฏิเสธศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา และการแสวงหาอำนาจของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)
ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกส่วนใหญ่มีความพยายามในการสร้างอำนาจโดยอาศัยลักษณะ เฉพาะความเป็นหัวเมืองใหญ่ของเมืองพิษณุโลกมาโดยตลอด เช่น ในสมัยที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชมาปกครองเมืองพิษณุโลก เป็นต้น

ต่อมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็เกิดปัญหาแตกแยกภายใน รวมทั้งศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะก็พยายามขยายอำนาจเข้ามา จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เจ้าเมืองจะใช้ลักษณะเฉพาะของเมืองพิษณุโลกแสวงหาอำนาจ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายและบทลงโทษจากพระไอยการกระบดศึกที่ตราขึ้นโดยศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ

ในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระแห่งศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะได้ยกกองทัพมาหลายทางเพื่อโจมตีศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา ทัพหลวงที่ยกมาทางเมืองกาญจนบุรีได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อน ฝ่ายศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาได้เกณฑ์กำลังจากหัวเมืองให้ลงมารับศึก กองทัพเมืองพิษณุโลกถูกเกณฑ์ให้มาตั้งทัพอยู่ที่วัดภูเขาทอง [8]

ส่วนกองทัพกรุงอังวะทางเหนือมีเนเมียวสีหบดี (โปชุปผลา) เป็นแม่ทัพยกลงมาจากเมืองเชียงใหม่ตีเข้าทางด่านเมืองสวรรคโลกแล้วมาตั้งค่ายที่เมืองสุโขทัย เพื่อปิดสกัดไม่ให้กองทัพหัวเมืองยกลงมาช่วยศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาที่กำลังจะถูกปิดล้อม [9]

เมื่อเจ้าเมืองพิษณุโลกทราบก็ห่วงบ้านเมืองของตนมากกว่ากรุงศรีอยุธยา ได้ให้พระยาพลเทพกราบทูลลากลับขึ้นไปเมืองพิษณุโลก โดยอ้างเหตุผลว่าจะต้องไปปลงศพมารดา ปล่อยให้หลวงโกษา พระมหาดไทย และหลวงเทพเสนา ซึ่งเป็นกรมการเมืองคุมกองทัพอยู่ที่วัดภูเขาทองแทน [10]

เจ้าเมืองพิษณุโลกผู้นี้ทราบชื่อในภายหลังว่ามีชื่อเดิมว่า “เรือง” [11] การกลับขึ้นไปเมืองพิษณุโลกของเจ้าเมืองพิษณุโลกโดยอ้างว่าไปปลงศพมารดานั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่ดูสุดวิสัยเกินกว่าศูนย์อำนาจรัฐจะห้ามปรามได้ ซึ่งส่อให้เห็นอำนาจที่แท้จริงของศูนย์อำนาจรัฐว่าไม่มีเหนือกองทัพเมืองพิษณุโลกนัก และแท้ที่จริงแล้วการปลงศพมารดาก็เป็นเพียงข้ออ้างของเจ้าเมืองพิษณุโลกที่จะทิ้งศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยานั่นเอง ทั้งเพื่อความปลอดภัยของเมืองตนเองและอาจจะเพื่ออนาคตทางการเมืองที่เป็นอิสระจากศูนย์อำนาจรัฐด้วย [12]

ในเวลาต่อมา หลวงโกษาซึ่งเป็นผู้คุมกองทัพเมืองพิษณุโลกที่วัดภูเขาทองแทนเจ้าเมืองพิษณุโลก ก็คิดอ่านช่วยเจ้าฟ้าจีดซึ่งต้องโทษติดเวรจำอยู่ในพระราชวัง แล้วพากันเลิกทัพหนีกลับขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลก ฝ่ายศูนย์อำนาจรัฐได้แต่งข้าหลวงไปตามหลายนายแต่ไม่ทัน [13] ซึ่งแสดงว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว ที่จะให้หลวงโกษายกกองทัพเมืองพิษณุโลกหนีออกจากกรุงศรีอยุธยากลับเมืองพิษณุโลก

ด้วยเจ้าเมืองพิษณุโลกคงคาดการณ์ออกว่าถึงอย่างไรเสียกองทัพกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจต้านทานกองทัพกรุงอังวะได้ ส่วนการช่วยเหลือเจ้าฟ้าจีดให้หนีไปด้วยนั้น เป็นไปได้ว่าเดิมทีนั้นเจ้าเมืองพิษณุโลกกับเจ้าฟ้าจีดน่าจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง [14] หรือกรมการเมืองพิษณุโลกอาจใช้เจ้าฟ้าจีดเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจจากเจ้าเมืองพิษณุโลกก็เป็นได้ [15]

แต่พอเจ้าฟ้าจุดขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลกก็เข้าเก็บริบเอาทรัพย์สินเงินทองของเจ้าเมืองพิษณุโลก ภรรยาเจ้าเมืองพิษณุโลกได้หนีลงเรือเล็กล่องลงมา ฝ่ายเจ้าเมืองพิษณุโลกซึ่งยกทัพไปช่วยเมืองสุโขทัยทราบเรื่อง ก็เลิกทัพมาซุ่มอยู่หลังเมืองพิจิตร ซ่องสุมผู้คนได้มากแล้วก็ยกขึ้นไปตั้งค่ายท้ายเมืองพิษณุโลก รบกับพรรคพวกเจ้าฟ้าจีดหลายวัน เจ้าฟ้าจีดจึงแตกหนีออกจากเมือง เจ้าเมืองพิษณุโลกให้คนตามจับได้แล้วใส่กรงส่งมาถึงท้ายทุ่งสากเหล็ก [16] ฝ่ายผู้คุมรู้ว่าพม่าตั้งอยู่บ้านกูบ ก็พาเจ้าฟ้าจีดกลับขึ้นไป ณ เมืองพิจิตร เจ้าเมืองพิษณุโลกจึงให้คนลงมานำเจ้าฟ้าจีดขึ้นไปถ่วงน้ำที่เมืองพิษณุโลก [17]


ภายหลังที่เจ้าเมืองพิษณุโลกต้องถอยทัพกลับด้วยกรณีเจ้าฟ้าจีด กองทัพของเนเมียวสีหบดีจึงยกเลยลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ทางเมืองกำแพงเพชร ไม่ได้ยกตามไปตีเอาเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกจึงมิได้เสียแก่กองทัพกรุงอังวะในครั้งนี้ [18] แต่ในหลักฐานพงศาวดารพม่าระบุว่ากองทัพของเนเมียวสีหบดีสามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ [19]

เมื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ กับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่ากองทัพของเนเมียวสีหบดีไม่สามารถเข้าตีเมืองพิษณุโลกได้ ถ้าหากกองทัพเนเมียวสีหบดีตีเมืองพิษณุโลกได้จริงแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จะสามารถฟื้นฟูเมืองพิษณุโลกและรวบรวมผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร?

นอกจากนี้ ในพงศาวดารพม่ายังกล่าวว่ามีกองทัพจากเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองฝ่ายเหนือ ช้างรบ 200 เชือก ม้า 2,000 ตัว กำลังพล 20,000 คน ยกลงไปช่วยกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกกองทัพกรุงอังวะตีจนแตกพ่ายไป [20] ซึ่งถ้าหากกองทัพเนเมียวสีหบดีตีหัวเมืองฝ่ายเหนือได้ทั้งหมดจริง แล้วกองทัพจำนวนมากเช่นนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร? แสดงว่าความในพงศาวดารพม่าตอนนี้ก็มีความขัดแย้งกันเอง ดังนั้น เมืองพิษณุโลกจึงไม่น่าจะถูกทำลายจากกองทัพของเนเมียวสีหบดี

การที่เจ้าเมืองพิษณุโลกทิ้งหน้าที่ในการรักษากรุงศรีอยุธยากลับขึ้นมาเมืองพิษณุโลกและจับเจ้าฟ้าจีดถ่วงน้ำ แสดงว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกไม่ได้เกรงกลัวต่ออำนาจศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาแล้วถึงกล้าที่จะกระทำการดังกล่าว ทั้งที่ในพระไอยการกระบดศึก มาตรา 14 ได้ห้ามมิให้ขุนนางและทหารหนีราชการสงคราม หากหลบหนีมีโทษฐานเป็นกบฏและให้ประหารชีวิตทั้งโคตร [21] ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่เมืองพิษณุโลกได้แยกออกเป็นอิสระจากการปกครองของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 อย่างที่เคยเข้าใจกันแต่อย่างใด

เมื่อกองทัพกรุงอังวะล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ ทำให้มีขุนนางจากศูนย์อำนาจรัฐพยายามที่จะหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา พบว่ามีขุนนางและไพร่จำนวนหนึ่งหลบหนีขึ้นมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลก [22]

เมื่อศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2310 ไร้ศูนย์อำนาจที่จะควบคุมไพร่พลทั้งปวง ทำให้เจ้าเมืองพิษณุโลกจะได้ประกาศตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เพื่อรวบรวมไพร่พลรักษาเสถียรภาพของเมืองเอาไว้ และถือเป็นการปกป้องบ้านเมืองของตนจากภาวะสงครามที่ผู้คนกำลังระส่ำระสายไปทั่วทุกหัวระแหง
เชิงอรรถ :


หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “รัฐพิษณุโลก (?) : สถานะของเมืองพิษณุโลก หลังการล่มสลายของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2309-13)” เขียนโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2557

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤษภาคม 2564
Source: https://www.silpa-mag.com/

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *