ทำไม “ระยอง” เป็นเมืองสำคัญ-ศูนย์กลางตั้งทัพกู้ชาติของพระเจ้าตาก ในแถบตะวันออก

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตาก จ.จันทบุรี

…การสำรวจศึกษาทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา พบว่าบริเวณพื้นที่เป็นเมือง ระยอง  มีลักษณะแตกต่างไปจากบรรดาเมืองทั้งหลายทางฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะชลบุรีและจันทบุรีที่เป็นเมืองตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะเว้าเป็นอ่าว และมักมีทางน้ำออกทะเลกว้างตอนปากน้ำในลักษณะที่เป็นลากูนหรือใกล้กับปากแม่น้ำหรือลำน้ำไปออกทะเล โดยอาศัยเวิ้งอ่าวเป็นที่หลบลมและคลื่น

เมื่อผ่านฟากแม่น้ำลำน้ำเข้ามาในลากูนก็เป็นแหล่งจอดเรือใหญ่น้อยที่มีทั้งเรือประมงเรือสินค้า รวมทั้งการตั้งชุมชนเมืองอยู่ภายในลากูนนั้นๆ การเกิดชุมชนบ้านและเมืองจึงอยู่ภายในลากูนและตามชายฝั่งทะเลของอ่าว พื้นที่เป็นบ้านเป็นเมืองเกือบส่วนใหญ่จึงอยู่เฉพาะบริเวณใกล้ฝั่งทะเลและห่างทะเลเข้าไปในดินแดนภายในแทบไม่เกิน 3-4 กิโลเมตรจากชายฝั่ง บริเวณเช่นนี้มักเป็นบ้านเมืองที่ไม่มีพื้นที่ภายในที่เป็นฐานทางเกษตรกรรมปลูกข้าวและพืชผักเพื่อการกินอยู่ของคนเมือง สภาพเช่นนี้เห็นได้ทั้งชลบุรีและจันทบุรี ชลบุรีอยู่ใกล้ปากอ่าวบางปะกงพื้นที่เป็นทะเลตม ไม่มีชายหาดมีแต่ตลิ่งสูงและเมืองไม่ว่าศรีพะโลและบางปลาสร้อย ล้วนตั้งอยู่บนเนินสูงที่มีเขาสามมุขอยู่ด้านหลัง มีสภาพเป็นเมืองท่าค้าขายและการประมง

ในขณะที่จันทบุรีตั้งอยู่บริเวณที่ปากแม่น้ำออกทะเลเป็นลากูนขนาดใหญ่ ซึ่งมีดอนและที่ลุ่มเสมอน้ำสลับกันไป รวมทั้งภูเขาโดดและทิวเขาอยู่เบื้องหลัง ไม่มีพื้นที่ราบลุ่มภายในเพื่อการเพาะปลูก ต่างกันกับเมืองระยองที่มีพื้นที่ทั้งชายทะเลที่เป็นปากน้ำและพื้นที่ภายในเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อการเพาะปลูกที่ทำให้ความเป็นเมืองของระยองกินเลยจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลเข้ามาร่วม 10 กิโลเมตร

พื้นที่ภายในของเมืองระยองที่เรียกได้ว่าเป็นลุ่มน้ำนั้น กินพื้นที่ทางเหนือซึ่งลาดลงจากทิวเขาบรรทัดมายังหนองละหารและหนองบัว อันเป็นต้นน้ำของคลองใหญ่ที่มีลำน้ำใหญ่น้อยไหลลงสู่ที่ราบลุ่มที่เป็นหนองและบึง ทำให้ลักษณะพื้นของอำเภอบ้านค่ายที่อยู่ตอนบนและพื้นที่ใกล้ทะเลของอำเภอเมืองระยองมีลักษณะเป็นแอ่งที่มีที่สูงจากอำเภอเมืองไปอำเภอบ้านฉางทางตะวันตก และเนินเขาและทิวเขาอยู่ทางตะวันออกที่กั้นเขตอำเภอเมืองระยองออกจากพื้นที่สูงของอำเภอแกลง

ความเป็นบ้านเมืองภายในของระยองอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย บริเวณที่ลำน้ำหลายสายมารวมเป็นคลองใหญ่ มีชุมชนที่ทำการเพาะปลูกทั้งทำสวนและทำนาเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ไปโดยที่ทางน้ำผ่านถึงแทบทุกแห่ง

ชุมชนที่เก่าที่สุดเห็นจะได้แก่ชุมชนบ้านเก่าที่มีวัดโบราณอันประกอบด้วย พระสถูปเจดีย์ โบสถ์ และหอไตรกลางสระน้ำ ที่มีอายุแต่สมัยอยุธยาตอนปลายลงมา คือตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 23 ลงมา วัดโบราณที่มีรูปแบบทางศิลปสถาปัตยกรรมแบบวัดบ้านเก่านี้กระจายอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของอำเภอบ้านค่ายมาจนติดพื้นที่อำเภอเมือง ได้แก่ วัดบ้านเก่า วัดนาตาขวัญ วัดแลง วัดตะพงใน วัดทับมา เป็นต้น

การเกิดและการกระจายอยู่ของชุมชนที่มีวัดเก่าเป็นศูนย์กลางชุมชนเหล่านี้ เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความเป็นบ้านเป็นเมืองที่มีมาก่อนสมัยที่เจ้าตากจะเดินทัพผ่านเข้ามาและใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งด้วยเป็นฐานทัพ ดังมีร่องรอยให้เห็นที่วัดบ้านค่าย ซึ่ง ณ บริเวณนี้ก็มีศาลเจ้าแม่หลักเมืองตั้งอยู่ ให้เป็นสถานที่สำคัญควบคู่ไปกับค่ายของเจ้าตาก

ความเชื่อในเรื่องของศาลเจ้าแม่หลักเมืองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของคนในท้องถิ่นแต่เดิมว่าเคยเป็นบ้านเป็นเมืองที่มีเจ้าเมืองเป็นสตรี ซึ่งประเพณีความเชื่อเก่านี้พบในกลุ่มของคนชอง อันเป็นคนพื้นเมืองในเขตป่าเขาของจังหวัดจันทบุรีที่เชื่อในเรื่องนางกาไว ที่เป็นกษัตริย์เมืองพะเนียดที่เชิงเขาสระบาปที่เป็นเมืองโบราณมาแต่สมัยทวารวดี

เท่าที่ทราบก็มีเชื้อสายของคนซองในเขตเมืองระยองกระจายไปตามเนินเขาบรรทัดข้ามไปถึงพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำท่ากระดานในเขตตำบลเกาะขนุน อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบ

เพราะฉะนั้นอาจอนุมานได้ว่า เมืองระยองมีความเป็นบ้านเมืองอยู่ 2 บริเวณ ตอนล่างตรงปากน้ำระยองเป็นเมืองท่าค้าขายและการประมง ในขณะที่ตอนบนเป็นเมืองทางเกษตร มีไร่นาที่สวนที่อุดมสมบูรณ์ที่ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คน และการเดินทัพเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นค่ายเป็นฐานทัพของเจ้าตาก

ที่บ้านค่ายนี้น่าจะเป็นตำแหน่งในทางยุทธศาสตร์ที่เจ้าตากเปลี่ยนความตั้งใจจากการพาผู้คนหนีตายมาอยู่ทางชายทะเลอันห่างไกลภัยจากพม่า มาเป็นปักหลักสู้และรุกกลับเพื่อกู้พระนครศรีอยุธยา

บ้านค่ายคือพื้นที่ทางเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ เลี้ยงคนและทหารได้ดีกว่าการไปตั้งหลักแหล่งในที่อื่น เช่น ชลบุรีและจันทบุรี และจากทิศทางประวัติศาสตร์หลังจากเจ้าตากปักหลักมั่นคงที่บ้านค่ายแล้ว จึงขยายกองกำลังตั้งค่ายเข้าครอบครองเมืองระยองทางปากแม่น้ำ อันเป็นเมืองที่มีผู้คนมากและมีเจ้าเมืองปกครองที่ก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้าตาก

เพื่อความเป็นเอกภาพในการปกครองและการสร้างเมืองระยองให้เป็นเมืองสำคัญในการทำศึก เจ้าตากคงได้ทำพิธีกรรมปราบดาภิเษกตนเองเป็นเจ้าที่มีอำนาจเหนือบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายในภูมิภาคนี้ ที่มีอำนาจจากการยอมรับโดยสมบูรณาฉันทามติของผู้นำบ้านเมืองในภูมิภาคตะวันออกที่จะยอมให้เจ้าตากรวบรวมกำลังพลสร้างฐานทัพและกองทัพเพื่อกู้พระนครศรีอยุธยาในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน

เจ้าตากใช้เวลาปราบปรามกลุ่มคนที่แข็งข้อและขัดขืนตามบ้านเมืองต่างๆ ให้เข้ามาสวามิภักดิ์อยู่ภายใต้อำนาจ ทำให้อาณาเขตของเมืองระยองกินไปถึงเมืองชลบุรีและฉะเชิงเทรา แต่ยังติดอยู่ที่เมืองจันทบุรีอันเป็นหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ชายขอบราชอาณาจักรที่อำนาจการปกครองจากศูนย์กลางควบคุมเข้าไปไม่ถึง ในทำนองเดียวกันกับเมืองสงขลาและพัทลุงในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่ต้องส่งกองทัพออกไปปราบปรามสู้รบเป็นแรมปีจึงจะตีได้สำเร็จ

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทุ่งนาเชย จังหวัดจันทบุรี

จันทบุรีเป็นเมืองท่าชายทะเลที่ใหญ่โตและแข็งแรง มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองต่างจากเมืองระยองและชลบุรี ตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในทางภูมิประเทศ และมีป้อมปราการค่อนข้างแข็งแรง ผู้คนพลเมืองมีความหลากหลายทั้งจีน ญวน ไทย คนพื้นเมือง และบรรดาพ่อค้าวาณิชหลายชาติหลายภาษา

โดยเฉพาะเจ้าเมืองก็เป็นคนจีนที่เป็นพ่อค้าแบบเดียวกันกับเมืองบันทายมาศหรือโจฎก ตรงปากแม่น้ำโขงในเวียดนามที่อยู่อย่างเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นการที่เจ้าตากจะชักชวนให้เข้ามาร่วมมือในการกู้พระนครศรีอยุธยาจึงไม่ใช่เป็นของง่าย แต่การจะปล่อยให้เป็นไปตามแบบเดิมก็เป็นไปไม่ได้กับการรวมผู้คนทางเจ้าตาก เพราะอยู่ในฐานะของเมืองใหญ่และตำแหน่งของขุนนางในระดับเสมอกันหรือสูงกว่าตามตำแหน่งของเมือง

เข้าใจว่า ค่ายพักที่ทุ่งสนามชัย คือแหล่งประชุมพลที่สำคัญก่อนที่จะเคลื่อนทัพผ่านเขาเตี้ยริมทะเลลงสู่ที่ราบลุ่มแถบอำเภอท่าใหม่ ข้ามเนินเขาลงสู่บริเวณย่านชุมชนชาวจีนเดิม บริเวณเขาพลอยแหวนและวัดพลับบางกะจะ นอกเมืองจันทบุรี แต่แยกเข้าคลองแกลบไปหัวเมืองจันทบุรีที่ตั้งอยู่บนเนิน แล้วตั้งนำทัพปิดล้อมเมืองที่นับว่าตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นชัยภูมิที่ดี โดยทางพระยาจันทบุรีใช้เมืองเป็นที่มั่นที่ทางกองทัพเจ้าตากทำอะไรไม่ได้ และขณะเดียวกันก็โต้กลับด้วยการระดมยิงจากเชิงเทินและกำแพงเมือง ทำความเสียหายให้กับกองทัพเจ้าตาก ทำให้ในที่สุดก็ต้องทุ่มกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อบุกเข้าเมืองให้ได้

การเข้าตีเมืองจันทบุรีครั้งสุดท้ายนี้ เจ้าตากอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวในการคิดกอบกู้เอกราชเพราะถ้าหากไม่สำเร็จก็จะล้มเหลวทั้งหมดโดยสิ้นเชิง

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “สมเด็จพระวีรมหาราชเจ้าตากสินและความสำคัญของเมืองระยองในฐานะศูนย์กลางการตั้งทัพกู้ชาติในภูมิภาคตะวันออก” เขียนโดย ศรีศักร วัลลิโภดม ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2559

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาที่เผยแพร่แบบออนไลน์ครั้งล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2563

Related Posts

“ระบบการศึกษา” เครื่องมือผนวก “ล้านนา” ให้กลายเป็นไทยในสมัยรัชกาลที่ 6

เด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลเมืองเชียงแสน พ.ศ. 2466 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในสยามกำเนิดรัฐแบบใหม่ที่บริหารงานแบบรวมศูนย์ ทำให้จำเป็นต้องสลายอำนาจท้องถิ่นเพื่อดึงทรัพยากรและผู้คนมาเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง สำหรับกรณีของล้านนา สยามเลือกใช้วิธีของเข้าอาณานิคมผสมผสานกับธรรมเนียมของรัฐจารีต หากยังขาดจิตสำนึกร่วมชาติ รัชกาลที่ 6 จึงทรงใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ผศ.ดร. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ ใน “เปิดแผนยึดล้านนา” ในที่นี้ขอคัดย่อเพียงส่วนเกี่ยวกับการมานำเสนอพอสังเขปดังนี้ ครั้งนั้นรัฐบาลสยามเร่งจัดตั้งโรงเรียนตัวอย่างในท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนหลวงที่รัฐบาลกลางจัดตั้งและอุดหนุน, โรงเรียนประชาบาล ที่เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่, ราษฎร และพระสงฆ์ร่วมมือกัน และโรงเรียนราษฎร ที่จัดตั้งโดยเอกชน นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา…

โรงเรียนทหารบกโอกาสของ “สามัญชน” และสถานที่สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

“โรงเรียนทหารสราญรมย์” ที่ภายหลังเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนทหารบก” (ภาพจากหนังสือ 2475:เส้นทางคนแพ้) แม้จะมีการวางรากฐานให้กับการผลิตนายทหารตามหลักสูตรสมัยใหม่ด้วยการจัดตั้ง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” มาตั้งแต่ พ.ศ. 2430 แต่การรับเข้าเป็น “คะเด็ด” ก็จำกัดเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ และบุตรนายทหารชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น แต่เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องขยายกิจการทหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ “ร.ศ.112” ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2437 ที่เป็นการคุกคามจากฝรั่งเศส และลัทธิล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทางราชการจึงต้องการนายทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับขนาดของกองทัพที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2440 จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนทหารสราญรมย์” โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนสอนวิชาทหารบก” และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนทหารบก” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441…

ทหารญี่ปุ่นตบหน้าพระไทย สู่วิกฤตการณ์บ้านโป่ง 18 ธ.ค. 2485

ภาพประกอบเนื้อหา – ทหารญี่ปุ่นเรียงแถวปลดอาวุธต่อหน้านายทหารโซเวียต ช่วงกองทัพรัสเซียเข้าปลดปล่อยแมนจูเรียจากญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพถ่ายเมื่อ ส.ค. 1945 (ภาพจาก AFP) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พระเพิ่ม สิริพิบูล (เอกสารบางรายการระบุว่าเป็นเณร) จากวัดห้วยกระบอก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เดินทางไปนมัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ให้ทานบุหรี่แก่เชลยศึกฝรั่ง ทหารญี่ปุ่นเห็นเข้าเกิดความโกรธและได้เข้าไปตบหน้าพระเพิ่มจนล้มลงกับพื้น ต่อมามีผู้หามพระเพิ่มไปที่ร้านขายยาวัดดอนตูม เมื่อปฐมพยาบาล กรรมกรสร้างรางรถไฟสายมรณะที่อาศัยอยูในวัดจึงสอบถามเหตุ เมื่อได้ทราบเรื่องจากพระเพิ่มก็แสดงความไม่พอใจ ต่อมาในค่ำคืนนั้นก็เกิดการปะทะกันขึ้น ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถือไม้กระบองเข้ามาในวัดดอนตูม…

โอรสแห่งสวรรค์ ไยจึงมีชีวิตที่แสนสั้น? เมื่อจักพรรดิ “จีน” ดื่มยาอายุวัฒนะ แต่ยิ่งตายไว!

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพเขียน เง็กเซียนฮ่องเต้ (Jade Emperor) ในจินตนาการ ภาพจาก Daoist deity: Jade Emperor. Boston: Museum of Fine Arts สิทธิใช้งาน public domain ว่านซุ่ย…ว่านซุ่ย…ว่านว่านซุ่ย (万岁 万岁 万万岁) หรือที่นักพากย์ละครจีนภาพยนต์จีนแนวพีเรียดมักพากย์โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่บรรดาขุนนางวางน้ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน…

ปริศนาเจ้าแม่วัดดุสิต ต้นราชวงศ์จักรี “เจ้า” หรือ “สามัญชน”???

พระบรมรูปพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ประดิษฐานภายในปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์จักรีเป็นพระราชวงศ์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทั้งพระราชพงศาวดารและตำราประวัติศาสตร์ มีให้ศึกษาประวัติโดยละเอียดจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบรมเดชานุภาพ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ แต่หากสังเกตอย่างดีก็จะพบว่าในบรรดาประวัติพระราชวงศ์หรือพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ เรายังขาดแคลนข้อมูลที่กล่าวถึงบางช่วงบางตอน เช่นในภาคปฐมวัยแห่งพระมหากษัตริย์บางพระองค์ เท่ากับว่าเรายังขาดความรู้เรื่อง “วัยเด็ก” ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะพระองค์ก่อนรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไป ทั้งนี้เป็นเพราะการจดพงศาวดารในยุคก่อนได้เว้นที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติก่อนเสวยราชย์ จะด้วยธรรมเนียมหรือด้วยเหตุไม่บังควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทำให้ประวัติศาสตร์ในช่วงดังกล่าวเป็นแต่เพียงภาพรางๆ ไม่แจ่มชัดเท่าที่ควร พระราชพงศาวดารจึงเป็นแต่เพียงเนื้อเรื่องที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ “เปิดเผย” ได้ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจำเป็นต้องคัดกรองเพื่อการเปิดเผยจริงๆ เหตุเพราะว่าการจดพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์นั้นเกิดขึ้นร่วมสมัยกับการเกิด “การพิมพ์”…

ภาพเขียนสีที่เพิงผา “ตอแล” ภูเขายะลา ถึงภาพใน “ถ้ำศิลปะ” กับข้อมูลเมื่อแรกเริ่มค้นพบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *